3 ต้นเหตุ ที่อาจทำให้ผู้ลงโฆษณา Google เองเสียเงินฟรีโดยไม่รู้ตัว

3 ต้นเหตุ ที่อาจทำให้ผู้ลงโฆษณา Google เองเสียเงินฟรีโดยไม่รู้ตัว

จากที่ Pacy Media ได้มีโอกาสช่วยให้คำปรึกษาลูกค้าที่ ลง โฆษณา Google เอง ทั้งด้านการวางระบบโครงสร้างโฆษณาในระดับ Campaign Level, Ad Group Level และ Ad Level ไปจนถึงการ Optimize และทำ Test ต่างๆ ซึ่งจากที่ได้ทำ Account Audit ให้ธุรกิจที่ลงโฆษณา Google เอง เราพบว่ากว่า 90% จะเจอกับปัญหาคล้ายๆ กันที่ทำให้โฆษณาไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังลงโฆษณา Google เอง ไม่ควรพลาดสิ่งที่เรากำลังจะพูดถึง

การทำ Account Audit แต่ละบัญชีโฆษณาจะแตกต่างกันเนื่องจากแต่ละประเภทธุรกิจนั้นมีการวางแผนโครงสร้างที่ต่างกัน รวมถึงรูปแบบการวางโฆษณาที่ต่างกัน แต่จะมี 3 ปัญหาที่ไม่ว่าธุรกิจประเภทไหนก็มักจะพลาดในลักษณะคล้ายๆ กัน บางคนอาจจะไม่มีเวลามาดูในรายละเอียด ไม่มีเวลามาวางแผน และพัฒนาแคมเปญ หรือบางคนอาจจะตามฟังก์ชั่นใหม่ๆ ของ Google ไม่ทันจึงทำให้เกิดปัญหาเรื่องการใช้งาน

3 ปัญหาที่หลายๆ ธุรกิจมักเจอในการ ลงโฆษณา Google เอง

ปัญหาที่ 1: ไม่สร้าง Keyword จาก Search Term

Search Term คือคำที่ผู้ใช้ ใช้ค้นหาบน Google ส่วน Keyword คือคำที่เราใส่เข้าไปในระบบเพื่อบอก Google ให้แสดงโฆษณา หากมีการค้นหาด้วยคำค้นหา หรือ Search Term ที่ตรงหรือเกี่ยวข้องกับ Keyword

บ่อยครั้งที่เราไม่สามารถทราบได้ว่าลูกค้าจะค้นหาเกี่ยวกับสินค้าเราว่าอะไรกันแน่ แต่เมื่อลงโฆษณาไปสักระยะ คุณจะทราบได้เลยว่าลูกค้าค้นหาเกี่ยวกับสินค้าของคุณด้วยคำว่าอะไร หรือใช้ Search Term อะไร ดังนั้น เมื่อคุณทราบแล้ว ควรจะนำ Search Term ที่มีคุณภาพมาสร้างต่อเป็น Keyword เพื่อรองรับการค้นหาในครั้งต่อไป และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของ Keyword ในส่วนของค่าคลิกที่มีโอกาสถูกลง อัตราการคลิกที่สูงขึ้น รวมถึงคะแนนคุณภาพของโฆษณาที่มีโอกาสสูงขึ้น

ขอแนะนำเล็กน้อย หากใครที่วางแผนจะทำ SEO อยู่ด้วย สามารถใช้ข้อมูล Search Term เหล่านี้มาประกอบการคัดเลือก Keyword สำหรับทำ​ SEO ได้เลย..​ SEO คือ การ Optimize เว็บไซต์ในด้านต่างๆ รวมถึงการทำ Backlink ที่มีคุณภาพสูง เพื่อให้เว็บไซต์ติดหน้าแรก Google แบบธรรมชาติ​โดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณา หรือค่าคลิก

ปัญหาที่ 2: ไม่ใส่ Negative Keywords

Negative Keyword คืออีกหนึ่งรูปแบบของ Keyword ที่เราจะใช้บอก Google ว่าหากมีคนค้นหาโดยใช้ Search Term ที่ประกอบด้วย Keyword นี้ห้ามแสดงโฆษณาเช่นคำว่า ฟรี สอน วิธี เป็นต้น

ลองคิดดูว่าคุณขายส่งมะม่วงอบแห้ง แล้ว 50% ของค่าโฆษณาหมดไปกับคำค้นหา หรือ Search Term “วิธีทำมะม่วงอบแห้ง” หรือ “ขายส่งมะม่วงอบแห้งดีไหม” ซึ่งแน่นอนว่าผู้ใช้ท่านนี้ไม่ใช่ลูกค้าของคุณแน่ๆ หากยังไม่ใส่ Negative Keyword เข้าไป คุณก็อาจจะต้องเสีย 50% ของงบโฆษณาในทุกวันไปเปล่าๆ โดยไม่ได้ประโยชน์อะไร

หลายคนจะบอกว่า ก่อนเริ่มโฆษณาก็จะใส่ Negative Keyword อยู่แล้ว แต่รู้หรือไม่ว่าทุกๆ วันจะมีคำค้นหาที่ไม่เกี่ยวข้องกับสินค้าคุณอยู่ตลอดเวลา หากคิดเป็นสัดส่วนโดยเฉลี่ย ทุกๆ คำค้นหา 5 คำ จะเจอคำค้นหาที่ไม่เกี่ยวข้อง 1 คำ ดังนั้นการใส่ Negative Keyword ควรทำเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง

ปัญหาที่ 3: Ad Group มีขนาดใหญ่เกินไป

หลายคนที่ ลงโฆษณา Google ด้วยตัวเอง จะเจอปัญาหา Ad Group ใหญ่เกินไป ปัญหานี้มักจะมาจากเรื่องโครงสร้าง หากคุณได้ศึกษาเกี่ยวกับโฆษณา Google มาบ้างแล้วจะทราบว่าเราสามารถใส่ Keyword ได้หลายคำในแต่ละ Ad Group ซึ่งปัญหาคือหลายคนมักจะใส่ Keyword เยอะมาก บางที่เห็นเป็น 20-30 Keywords ใน Ad Group เดียว ครอบคลุมหลาย Keyword เกินไป จึงทำให้ Ad Group นั้นมีขนาดใหญ่

อย่าลืมว่า Keyword ใน Ad Group จะเป็นตัวบอกว่าจะให้โฆษณาใน Ad Group นั้นแสดง หรือไม่แสดง ซึ่งในหนึ่ง Ad Group  คุณสามารถใส่ได้หลายโฆษณา แต่ระบบจะเป็นตัวเลือกว่าแต่ละครั้งที่คนค้นหา จะให้แสดงโฆษณาตัวไหน และหากตัวไหนตอบสนองดี ระบบก็จะทำการแสดงโฆษณาตัวนั้นบ่อยเป็นพิเศษ

ทำไม Ad Group มีขนาดใหญ่แล้วเป็นปัญหา? เพราะหากคุณใส่ Keyword ที่ครอบคลุมสินค้าหลายประเภทเกินไป ยกตัวอย่างง่ายๆ

  • คุณทำธุรกิจขายส่งผลไม้อบแห้ง ซึ่งมีผลไม้หลายประเภทถั่ว เช่น มะม่วงอบแห้ง และสับปะรดอบแห้ง
  • คุณสร้าง 1 Ad Group ชื่อว่า “ผลไม้อบแห้ง” โดยใน Ad Group นั้นใส่ Keyword รวมทั้ง มะม่วงอบแห้งขายส่ง และสับปะรดอบแห้งขายส่ง
  • ซึ่งใน Ad Group นั้น คุณก็ใส่ Ads หรือโฆษณาแบบกว้างไปเกี่ยวกับ “ผลไม้อบแห้งขายส่ง คุณภาพดี ราคาถูก”
  • หากคนค้นหาด้วยคำว่า “มะม่วงอบแห้งขายส่ง” โฆษณาก็จะขึ้นว่า “ผลไม้อบแห้งขายส่ง คุณภาพดี ราคาถูก”

เทียบกับโฆษณาของคู่แข่งที่ขึ้นว่า “มะม่วงอบแห้งขายส่ง คุณภาพดี ราคาถูก” คุณคิดว่าลูกค้าจะคลิกโฆษณาไหน? จะเห็นได้จากตัวอย่างนี้ว่า Keyword ที่ใส่ คำที่ลูกค้าค้นหา และโฆษณาที่แสดง ไม่ Relavant หรือไม่เกี่ยวข้องกันสักเท่าไหร่

วิธีแก้ไขคือ คุณควรแบ่งเป็น 2 Ad Groups สำหรับแต่ละสินค้า และแยก Keyword ของสองสินค้านี้สำหรับแต่ละ Ad Group ไปเลย ซึ่งในแต่ละ Ad Group ก็สามารถสร้างโฆษณา (Ad) เฉพาะเจาะจงสำหรับสินค้านั้น ทำให้ทั้ง Keyword คำที่ลูกค้าค้นหา และโฆษณาที่แสดง เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เกี่ยวข้องกัน ลูกค้าก็จะได้รู้ว่าเรามีสินค้าที่เค้าค้นหาหรือไม่ และเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าที่กำลังมองหาสินค้านั้นๆ สนใจคลิกเข้าเว็บไซต์ ซึ่งในส่วนของ CTR ก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นด้วย

ค้นหาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพให้แคมเปญโฆษณา Google ของคุณ

หากวันนี้คุณทำ โฆษณา Google เอง โครงสร้างแคมเปญโฆษณา Google ของคุณเป็นไปตามหลัก Google Best Practice หรือเปล่า? คุณได้ Optimize โฆษณาเต็มที่แล้วหรือยัง? โฆษณาของคุณมีคุณภาพดีกว่าคู่แข่งไหม? ให้ทีมงานของเราเข้าไปตรวจสอบ และทำ Account Audit

ติดต่อเราที่ LINE: @pacymedia

แชร์ความรู้นี้บน Social Media

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    Cookies Details

บันทึก