Performance Max แคมเปญอัจฉริยะที่จะปล่อยให้ทำงานเองไม่ได้!

Performance Max แคมเปญอัจฉริยะที่จะปล่อยให้ทำงานเองไม่ได้!

ในโลกของการทำ Google Ads นาทีนี้จะไม่พูดถึง Performance Max (PMax) ก็ไม่ได้ ซึ่งมันเป็นแคมเปญที่รวมทุกช่องทางของ Google ไว้ในที่เดียว แต่บอกเลยว่าการใช้งาน PMax เป็นเหมือนดาบสองคม ถ้าใช้อย่างถูกวิธี คุมมันเป็น.. PMax จะช่วยตอบโจทย์ด้าน ROAS ได้ค่อนข้างดี แต่ถ้าปล่อยให้มันทำงานเองโดยไม่ควบคุม อาจจะออกทะเลไปได้ไกลมาก

Google Ads Performance Max คืออะไร

Performance Max คือประเภทแคมเปญของ Google Ads ที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ในทุกแพลตฟอร์มของ Google ผ่านแคมเปญเดียว ไม่ว่าจะเป็น YouTube, Search, Display Network (GDN), Discover, Gmail และ Google Maps ซึ่งจากที่เราได้ทำแคมเปญลักษณะนี้โดยเฉพาะกับเว็บไซต์ที่เป็น E-commerce พบว่าสามารถสร้างผลตอบแทน ROAS ได้เป็นที่น่าพอใจ เฉลี่ย 300% ขึ้นไป

แคมเปญ Google Ads PMAX

แต่ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่เหมาะกับ PMax และไม่ใช่ทุกช่วงเวลาที่เหมาะกับ PMax เช่นกัน เพราะถ้าไม่คุมให้ดี หรือเอามาใช้ผิดเวลา รวมถึงป้อนข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเข้าระบบ มันก็จะพาโฆษณาไปอยู่ใน Placement ที่อาจจะไม่ตอบโจทย์กับธุรกิจได้เช่นกัน

PMax เหมาะกับใคร ควรเริ่มใช้เลยไหม หรือเก็บข้อมูลก่อน

PMax เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการ Lead และธุรกิจ E-commerce ที่มีการติดตั้งระบบวัดผล และ Tracking ต่างๆ ครบตั้งแต่การ Add to Cart ไปจนถึงการชำระเงิน

ซึ่งงบโฆษณาก็เป็นอีกปัจจัยที่ใช้ตัดสินได้เหมือนกันว่าควรทำ PMax เลยหรือเปล่า หากคุณมีงบโฆษณา 10,000-15,000 บาทต่อเดือน ยังไม่แนะนำให้ทำ PMax แนะนำให้ทำแคมเปญแบบปกติไปก่อน เช่น Search, Display หรือ Shopping Ads แบบปกติ เพราะควบคุมและ Optimize ได้ดีกว่าในงบนี้ เนื่องจาก PMax จะเป็นแคมเปญที่ถ้าคุณใส่งบโฆษณาเข้าไปเท่าไหร่ มันจะใช้หมดตามนั้นเลย

และสำหรับแบรนด์ไหนที่เพิ่งเริ่มทำ Google Ads เราแนะนำให้เริ่มรันแคมเปญแบบปกติไปก่อนเพื่อเก็บข้อมูลไปให้ AI เรียนรู้ ซึ่งเราก็จะช่วยควบคุมการเก็บ Conversion ให้มีคุณภาพในจำนวนที่มากพอ เพราะ AI จำเป็นต้องเก็บข้อมูลและเรียนรู้ข้อมูลในระยะหนึ่งก่อนจึงจะสามารถเอามาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อควรระวังในการใช้งาน PMax ทำไมเราต้องคุมมัน

จากประสบการณ์ที่ Pacy Media ดูแลแคมเปญมา มีเหตุผลสำคัญที่คุณไม่ควรปล่อยให้ AI ทำงานเอง 100% ถึงแม้มันเหมือนจะเป็นแคมเปญอัจฉริยะที่ทำงานโดย AI หรือจะเรียกว่าแคมเปญแบบอัตโนมัติก็ว่าได้ แต่ยังไงก็ต้องมีทีมที่เชี่ยวชาญเข้ามาควบคุมพอสมควร

  • AI จะใช้งบโฆษณาจนหมด: หากปล่อยทิ้งไว้ AI ของ PMax จะพยายาม ใช้เงินงบประมาณให้ได้มากที่สุด เท่าที่เราอนุญาต และมักจะเลือกหา Conversion ที่ถูกที่สุด ซึ่งบ่อยครั้งมักจะเป็น Lead คุณภาพต่ำ
  • เราไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด: ระบบจะเป็นผู้เลือกช่องทางในการแสดงผลเอง เราไม่สามารถกำหนดได้ขนาดนั้น ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ เพราะนั่นคือวัตถุประสงค์ของแคมเปญ PMax อยู่แล้วแหละ แต่เราก็ต้องควบคุมมันเชิง Data และกลยุทธ์ในการป้อน Data ให้มันแทน ซึ่งก็ต้องคุมแบบเข้มเลยทีเดียว
  • ช่องทางการแสดงผลที่อาจเทไปทางใดทางหนึ่ง: เราพบว่าหลายแคมเปญระบบจะเทงบโฆษณา และการแสดงผล 40-60% ไปที่ Display และ YouTube
  • การกินกันเองของแคมเปญ: PMax อาจจะเข้าไปแย่ง​ Traffic จากแคมเปญ Brand Keyword ของคุณเองที่มีประสิทธิภาพดีอยู่แล้ว

PMax นั้นมีประโยชน์ และสามารถเพิ่ม​ ROAS ได้สูงกว่า 300% แต่ถ้ายังอยู่ในจุดที่ไม่เป็นผลดีต่อแคมเปญ แคมเปญ Google Ads ทั่วไป เช่น Search, Display, Shopping ก็อาจตอบสนองกับธุรกิจได้ดีกว่า

กลยุทธ์ที่เอเจนซี่ใช้เพื่อให้ Performance Max มีประสิทธิภาพมากขึ้น

คัดกรอง Lead ที่มีคุณภาพ

นอกจากการวัดผลแค่การคลิกปุ่ม Add Line ปุ่มโทร หรือการคลิกปุ่ม Submit Form แต่ส่งไม่สำเร็จ (เช่นกรอกข้อมูลไม่ครบแต่คลิกปุ่มส่ง) เราจะต้องไปวัด Action ที่ลึกกว่านั้น เช่น ต้องวัด Conversion จาก Form ที่ส่งสำเร็จสมบูรณ์ ขึ้น Completed แล้วเท่านั้น และต้องติดตั้ง reCAPTCHA เพื่อป้องกันบอทด้วย

Negative Keyword แบบ Advance

การใส่ Negative Keyword จะเป็นทำด้วยวิธีการคาดการณ์คำค้นหาที่ไม่เกี่ยวข้อง ที่ Pacy Media เราเรียกขั้นตอนนี้ของเราว่า Predicted Negative Keyword และอัปเข้าระบบไปก่อนเลย เพื่อป้องกันโอกาสที่โฆษณาจะไปแสดงในคำค้นหาที่ไม่เกี่ยวข้อง โดยไม่รอให้พบคำที่ไม่เกี่ยวข้องก่อนแล้วค่อยไป Negative ซึ่งช่วยลดต้นทุน Google Ads ได้ดี

ตั้งแต่ปี 2025 ระบบของ Google Ads เปิดให้ใส่ Negative Keyword ได้ถึง 10,000 คำต่อแคมเปญ

การใช้ Script เข้ามาช่วย

เนื่องจากแคมเปญที่มีความอัจฉริยะมีโอกาสไปดึงหน้า Landing Page ต่างๆ บนเว็บไซต์มาใช้งานให้เข้ากับ Intent ของคำค้นหา ทำให้เราต้องมีการตรวจสอบการทำงานของลิงก์หน้าต่างๆ บนเว็บไซต์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทราบว่ามีหน้าไหนที่ Error หรือเป็น Broken URL หรือเปล่า ซึ่งการตรวจสอบข้อมูลจำนวนมากในลักษณะนี้ เราจะมีการใช้ Script เข้ามาช่วยเป็นหูเป็นตาในการทำงาน และสั่งให้โฆษณาหยุดได้ทันท่วงที

ผสมผสานการทำงานโดยไม่ให้แคมเปญกินกันเอง

เราจะมีทีมที่ช่วยวิเคราะห์และตัดสินใจว่าควรแบ่งสัดส่วนไปลง PMax เท่าไหร่ และแคมเปญอื่นๆ เช่น Search, Display และ Standard Shopping Ads เท่าไหร่ เพื่อ Optimize งบโฆษณาและ ROAS ให้อยู่ในจุดที่เหมาะสม

ซึ่ง PMax เป็นแคมเปญที่จะวิ่งไปทั่ว และอาจไปทับซ้อนกับแคมเปญ Search, Display และ Shopping หัวใจสำคัญที่จะไม่ให้แคมเปญกินกันเองคือการวางแผน Bidding Strategy ว่าแคมเปญไหนควรปรับสูงต่ำอย่างไร รวมถึงการวางแผนการทำ Retargeting อย่างเป็นระบบ

สรุปคือ PMax ไม่ใช่เทรนด์ที่ทุกแบรนด์จำเป็นต้องเข้าไปจับ แต่มันคือเครื่องมือที่ผสมผสานการทำงานของ AI ที่เราควรรู้ว่าตอนไหนมันจะเหมาะกับการขับเคลื่อนประสิทธิภาพของแคมเปญนั้นๆ ซึ่งนอกเหนือจาก PMax แล้ว การทำ SEM กับ SEO คู่กันก็เป็นการผสมผสานระหว่าง Paid Traffic และ Organic Traffic ได้ดีเช่นกัน

แชร์ความรู้นี้บน Social Media

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึก