SEO กับ SEM ต่างกันอย่างไร ทำคู่กันอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ

SEO กับ SEM ต่างกันอย่างไร ทำคู่กันอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ

การทำการตลาดบน Google ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่มีประสิทธิภาพสูงมาก ด้วยจำนวนการค้นหากว่า 90,000 ครั้งต่อวินาที (internetlivestats.com) เพราะผู้ใช้ที่เข้ามาค้นหาบน Google ล้วนมีความสนใจในสิ่งนั้นๆ และต้องการหาข้อมูลเพิ่มขึ้น หรือติดต่อเพื่อสอบถามข้อมูลที่ยังสงสัยเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ซึ่งหากเว็บไซต์ของธุรกิจไหนสามารถขึ้นแสดงผลบน Google เมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนค้นหา และเนื้อหาบนเว็บไซต์สามารถตอบโจทย์ ก็จะย่อมมีโอกาสสูงที่สร้างลูกค้าและยอดขายได้จาก Google โดยการติดหน้าแรก Google ทำได้ด้วย 2 วิธีคือ SEO กับ SEM ในบทความนี้ Pacy Media จะพาคุณมาดูว่า SEO กับ SEM ต่างกันอย่างไร และ 4 เทคนิคการทำ SEO กับ ​SEM คู่กันอย่างไรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

SEO และ SEM คืออะไร

หากขี้เกียจอ่านรายละเอียดการทำงานของ SEO และ SEM ก็จำง่ายๆ แค่ SEM คือการติดหน้า Google แบบลงโฆษณา เสียเงินค่าโฆษณาให้ Google ในขณะที่ SEO คือการติดหน้า Google แบบธรรมชาติ ไม่ต้องเสียเงินค่าโฆษณาให้ Google ผู้ใช้จะคลิกเข้ามามากน้อยเท่าไหร่ก็ไม่ต้องเสียค่าโฆษณา

การทำงานของ SEM

SEM คือ Search Engine Marketing หรือการติดหน้า Google ด้วยวิธี “โฆษณา” ซึ่งผู้ลงโฆษณาก็จะต้องจ่ายเงินค่าโฆษณาให้ Google โดยระบบโฆษณาจะเป็นแบบ PPC หรือ Pay Per Click หมายความว่า “จ่ายค่าโฆษณาเมื่อมีการคลิกเกิดขึ้นเท่านั้น”

โดยระบบโฆษณา Google หรือ Google Ads จะคิดค่าคลิกจากการให้เว็บไซต์ต่างๆ “ประมูล” หรือทำการ Bid ค่า CPC (Cost Per Click) กันว่าใครจะเสนอจ่ายค่าโฆษณาให้คลิกละเท่าไหร่ นั่นหมายความว่า ถ้า Keyword ไหน การแข่งขันสูง และคุณต้องการให้เว็บไซต์แสดงเหนือคู่แข่ง ก็อาจต้องเพิ่มอัตราการประมูล

แต่ทั้งนี้ Google ก็จะดูคุณภาพของเว็บไซต์ด้วย เช่นถ้าเว็บไซต์ไหนมีคุณภาพมากกว่า ก็มีโอกาสจ่ายค่าคลิก หรือ CPC ต่ำกว่า

อย่างเช่น หากเว็บไซต์ abc.com ลงโฆษณาใน Keyword คำว่า “เตียงเด็ก” โดยใน Keyword มีการประมูล CPC กันอยู่ที่คลิกละ 5 บาท หากเว็บไซต์ abc.com ลงโฆษณาและมีคนคลิกเข้ามา ก็จะต้องจ่ายเงินค่าโฆษณาคลิกละ 5 บาท แต่หากโฆษณาแสดงและไม่มีคนคลิก เว็บไซต์ abc.com ก็ไม่ต้องเสียค่าโฆษณาให้ Google

การทำงานของ SEO

SEO คือ Search Engine Optimization เป็นการทำให้เว็บไซต์ติด Google แบบไม่ต้องลงโฆษณา โดยวิธีการทำ SEO จะเน้นที่การปรับแต่งปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อกับจัดอันดับของ Google ไม่ว่าจะเป็นการปรับแต่งบนตัวเว็บไซต์ (On-page Optimization) หรือการปรับแต่งส่วนอื่นๆ นอกเหนือจากเว็บไซต์ (Off-page Optimization)

ซึ่งหากเว็บไซต์ของคุณติดหน้า Google จากการทำ SEO คุณจะไม่ต้องเสียค่าโฆษณาให้ Google สักบาท ผู้ใช้ที่เข้ามาจะเรียกว่าเป็น Organic Traffic ในขณะที่ผู้ใช้ที่เข้ามาจาก SEM เรียกว่าเป็น Paid Traffic

อย่างเช่น หากเว็บไซต์ abc.com ติด Google ใน Keyword คำว่า “เตียงเด็ก” ในส่วนของ SEO หากมีคนค้นหาว่า “เตียงเด็ก” และคลิกเข้ามายังเว็บไซต์ ทางเจ้าของเว็บไซต์ก็ไม่ต้องจ่ายเงินค่าโฆษณาใดๆ ให้ Google

การปรับแต่งให้เว็บไซต์ติดหน้าแรก Google แบบ SEO มีเทคนิคมากมาย ตั้งแต่การทำแบบถูกต้องตามกฎของ Google (เรียกว่าการทำ SEO สายขาว) ไปจนถึงการใช้ระบบหุ่นยนต์ทำการปั่นลิงก์ ปั่นบทความ หรือการกระทำต่างๆ ที่เข้าข่ายสแปม เพื่อปั่นระบบกันจัดอันดับของ Google (เรียกว่าการทำ SEO สายดำ) ซึ่งการทำ SEO สายดำมีโอกาสที่เว็บไซต์จะโดน Google แบน ไม่เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการสร้างแบรนด์และยอดขายจากช่องทางออนไลน์ในระยะยาว

SEO กับ SEM ต่างกันอย่างไร

ก่อนหน้านี้ในบทความ SEO คืออะไร เราได้อธิบายไปพอสมควรแล้ว ถึงข้อดีและข้อเสียของการทำ SEO กับ SEM ในบทความนี้เราจึงขอแชร์เป็นภาพ Infographic อีกครั้งเพื่อทบทวนสิ่งที่เราพูดถึงในบทความก่อนหน้านี้ (สามารถนำภาพไปแชร์ต่อได้ แต่ฝากให้เครดิตใส่ลิงก์มาที่ pacymedia.com ด้วยนะครับ)

SEM SEO คือ กลยุทธ์ SEO การทำ​ SEO มีประโยชน์อย่างไร
Infographic – SEO กับ SEM ต่างกันอย่างไร

4 เทคนิคทำ SEO กับ SEM คู่กันอย่างไรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

หลายคนคิดว่าควรเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่จริงๆ แล้วหลายบริษัทที่ทำทั้ง SEO และ SEM และประสบความสำเร็จในด้านยอดขายเป็นอย่างมา เพราะทั้ง SEO กับ SEM สามารถนำมาปรับกลยุทธ์เพื่อให้สนับสนุนกันได้ ส่งผลให้สร้างยอดขายได้มากยิ่งขึ้น และมีประสิทธิมากกว่าทำอย่างใดอย่างหนึ่ง

1. วิเคราะห์คำค้นหาจาก SEM เพื่อเอามาทำ SEO

เวลาเราทำโฆษณา Google ในระบบจะสามารถเก็บข้อมูลคำค้นหาต่างๆ ได้ ว่าแต่ละคำมีการค้นหามากน้อยแต่ไหน และ Traffic ที่เข้าเว็บไซต์มาจากคำค้นหาเหล่านั้นมีประสิทธิภาพแค่ไหน

การนำข้อมูลเหล่านี้ไปประกอบการเลือกใช้ Keyword มาทำ​ SEO เป็นประโยชน์มาก ไม่ว่าจะนำมา Optimize หรือนำมาทำบทความ SEO

ยิ่งถ้าตอนทำ SEM ได้มีการติด Conversion Tracking ไว้ด้วย จะทำให้เก็บข้อมูลได้ลึกขึ้นว่า Keyword กลุ่มไหนบ้างที่เกิด Conversion

2. วิเคราะห์คำค้นหาจาก SEO เพื่อมาทำ SEM

เทคนิคนี้เหมาะกับเว็บไซต์ที่ทำ SEO มาสักระยะ และเริ่มมีคำค้นหาที่ติดหน้า ​Google บ้างแล้ว โดยคุณอาจวิเคราะห์ข้อมูล Keyword ของ SEO จากโปรแกรมเช่น Google Search Console และลองดูว่ามี Keyword ไหนบ้างไหมที่น่าสนใจ และมีโอกาสเพิ่ม Traffic เข้ามาบนเว็บไซต์มากกว่านี้ โดยนำคำหาเหล่านั้นไปเพิ่ม Keyword สำหรับการทำ SEM

3. ทดสอบ Landing Page จาก SEM ก่อนนำมาทำ SEO

อีกจุดเด่นของการทำ SEM คือ เราสามารถเปลี่ยนหน้า Landing Page สำหรับโฆษณาได้ตามต้องการ และสามารถทำ A/B Testing เพื่อทดสอบได้ว่าหน้าไหนเกิด Conversion มาที่สุด หรือมี Engagement สูงสุด ซึ่งหากเราได้ข้อมูลนี้แล้ว ก็จะทำให้เข้าใจมากขึ้นว่าผู้ใช้ชอบหน้า Landing Page แบบไหน จากนั้นก็สามารถนำหน้านั้นมา Optimize เพื่อให้ติด Google แบบ SEO ในขั้นตอนต่อไป

4. เพิ่มอัตราส่วนการแสดงผลบนหน้าค้นหา

หากคุณทำ SEM และ SEO ในคำค้นหาเดียวกัน และเว็บไซต์แสดงผลทั้ง 2 ส่วนพร้อมกัน ก็จะช่วยเพิ่มการแสดงผลของเว็บไซต์คุณบนหน้าค้นหา ช่วยเพิ่มทั้งโอกาสในการคลิกเข้าเว็บไซต์ สร้างความน่าเชื่อถือให้เว็บไซต์ และเป็นผลบวกในด้าน Branding ด้วยเช่นกันหากค้นหาทีไรก็เจอเว็บไซต์ของคุณไม่ว่าจะเป็นการแสดงผลบน SEM หรือ SEO

ถึงตรงนี้น่าจะพอเห็นภาพกันแล้วว่า SEM กับ SEO ต่างกันอย่างไร และใช้ประโยชน์กับ 2 ช่องทางนี้อย่างไรได้บ้าง ซึ่งแต่ละธุรกิจก็มีการแบ่งสัดส่วนงบของทั้ง 2 ส่วนนี้ที่แตกต่างกัน รวมถึงอาจมีการใช้ Social Media เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถาม Pacy Media ได้เลย! เรามีบริการรับทำ SEO และการตลาดบนช่องทางอื่นๆ เช่น Google Ads, Social Media, Native Ads, Video Ads และอีกมากมาย ติดต่อเราเพื่อขอคำปรึกษา

แชร์ความรู้นี้บน Social Media

ติดตามเรา ไม่พลาดความรู้ใหม่ๆ

อัพเดทความรู้ทางผ่านทางอีเมล