15 Checklist สำคัญของการทำ SEO​ WordPress ที่หลายคนมองข้าม

15 Checklist สำคัญของการทำ SEO​ Wordpress ที่หลายคนมองข้าม

บทความนี้เราจะมาพูดกันถึงเรื่อง SEO อีกแล้ว แต่จะโฟกัสไปที่ การทำ SEO WordPress ซึ่ง WordPress ถือว่าเป็นแพลทฟอร์มสร้างเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด จากสถิติพบว่า กว่า 40% ของเว็บไซต์ทั่วโลกสร้างขึ้นบนระบบ WordPress รวมไปถึงเว็บไซต์ดังๆ เช่น techcrunch.com เว็บไซต์ข่าวเทคโนโลยีอันดับต้นๆ ของโลก ก็ใช้ WordPress ซึ่งเมื่อเว็บไซต์ถูกสร้างขึ้นบน WordPress เรียบร้อยแล้ว SEO WordPress คือ สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ลูกค้าค้นหาเจอบน Google และสร้างยอดขายให้กับธุรกิจได้

โดยเราขอข้ามการสอนทำเว็บไซต์จาก WordPress เพราะเชื่อว่าผู้ที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่น่าจะมีเว็บไซต์ที่พร้อมใช้งานระดับหนึ่ง และเริ่มพอคุ้นเคยกับ WordPress บ้างแล้ว สิ่งที่เราจะพูดถึงกันคือ 15 ปัจจัยสำคัญของ การทำ SEO WordPress ที่หลายคนมักมองข้าม

ก่อนไปเจาะถึง 15 ปัจจัย เราขอปูพื้นฐานเกี่ยวกับ WordPress นิดหน่อย เพื่อให้ทุกคนเข้าใจถึงแพลทฟอร์มนี้ตรงกันก่อนเข้าประเด็นเรื่อง WordPress SEO

WordPress คืออะไร จุดเด่นของ WordPress มีอะไรบ้าง

WordPress คือระบบ CMS ย่อมาจาก Content Management System หรือแปลว่าระบบจัดการคอนเทนต์นั่นเอง ซึ่งจะมาพร้อมกับระบบหลังบ้านที่สามารถให้ Admin เข้าไปบริหารจัดการข้อมูล และเนื้อหาต่างๆ บนเว็บไซต์ได้อย่างง่ายดาย เป็นที่นิยมใช้กันทั่วโลก ทำให้มีบริการ รับทำ SEO WordPress เกิดขึ้นเต็มไปหมด

โดยคอนเทนต์หลักๆ ที่มีพร้อมการระบบ WordPress จะมีคอนเทนต์แบบ Page กับ Post โดย Page เป็นเหมือนการสร้างหน้าบนเว็บไซต์ และ Post เป็นเหมือนการสร้างบทความ หรือ Blog

แต่แค่ติดตั้งระบบ WordPress อย่างเดียวไม่สามารถทำให้เว็บไซต์เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ เพราะ WordPress เป็นเพียงระบบบริหารจัดการหลังบ้านเท่านั้น

การทำเว็บไซต์จาก WordPress จึงประกอบไปด้วยอีก 2 ส่วนหลักๆ คือ Theme และ Plugin โดย Theme เป็นเหมือนหน้าการแสดงผลของเว็บไซต์ เช่น สีสัน ดีไซน์ และ Feature อื่นๆ ที่เกี่ยวของกับการแสดงผลบนหน้าเว็บไซต์ มีทั้งแบบฟรี และเสียเงิน

ในขณะที่ Plugin เป็นเหมือน Function การทำงานเสริมที่นอกเหนือจากที่ Theme มีมาให้ เช่น หากต้องการระบบที่ช่วยการตั้งค่า SEO ก็จำเป็นต้องใช้ SEO Plugin เช่น Yoast เพื่อใช้เป็นตัวจัดการเรื่อง SEO หรือหากต้องการ Slider เพื่อแสดงผลภาพสไลด์บนหน้าเว็บไซต์ ก็อาจต้องใช้ Plugin ชื่อ ​​Slider Revolution เพื่อเพิ่มระบบ Slider เข้าไปบนเว็บไซต์

WordPress SEO คืออะไร

SEO คือการปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ด้วยเทคนิคต่างๆ เพื่อให้ติดหน้า Google ใน Keyword ที่ต้องการ ซึ่ง SEO WordPress คือ การปรับแต่งเว็บไซต์ที่สร้างจาก WordPress และ Optimize ในส่วนต่างๆ เพื่อให้เว็บไซต์ WordPress ของเราติดหน้า Google ใน Keyword ที่ต้องการ โดนจะทำเอง หรือจะ หาบริษัทที่ให้บริการ รับทำ SEO WordPress อย่างเช่น Pacy Media ก็ได้

(ใครยังใหม่กับการทำ SEO ขอแปะลิงก์บทความให้ลองไปอ่านกันก่อน > SEO คือ)

หากพูดถึง SEO สำหรับเว็บไซต์หนึ่ง มันประกอบไปด้วยหลายเรื่องมากๆ มากกว่า 200 ส่วนด้วยกัน ถึงแม้เจ้าระบบ WordPress เป็นระบบ CMS หรือระบบจัดการคอนเทนต์ที่ค่อนข้างมีโครงสร้างพื้นฐานเป็นมิตรต่อ SEO แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณติดหน้า Google ได้โดยไม่ต้อง Optimize ในด้านอื่นๆ ของ SEO

การทำ SEO ยังคงจำเป็นสำหรับเว็บไซต์ WordPress ซึ่งมีหลายสิ่งที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง โดยเราจะมาแชร์ 15 ปัจจัยหลักๆ ของ การทำ SEO WordPress ที่ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ WordPress ประเภทไหน เกี่ยวกับอะไร ก็ควรที่จะต้องผ่าน Checklist เหล่านี้

15 ปัจจัยสำคัญของการทำ SEO​ WordPress

ขออนุญาตเริ่มจากเรื่องเบสิกไปก่อน เผื่อคนที่เป็นมือใหม่จะได้ค่อยๆ เช็คตามไปด้วยเรื่อยๆ หากปัจจัยไหนใครรู้แล้วลองเลื่อนลงไปดูเรื่อยๆ นะครับ อาจมีบางปัจจัยที่คุณสามารถทำให้ดีขึ้นได้

1. เลือก Hosting ที่มีคุณภาพ

การเลือก Hosting เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะหาก Speed ช้า หรือการทำงานที่ไม่เสถียร ก็จะส่งผลกับ SEO ของ WordPress ได้ ดังนั้นไม่อยากให้โฟกัสที่ราคาอย่างเดียว สิ่งที่อยากให้ลองพิจารณามา 4 เรื่องหลักๆ คือ

  • Speed เพราะจากสถิติ 1 วินาทีของการโหลดช้า อาจลด Converions ลงถึง 7% (a2hosting.com)
  • Uptime คือระยะเวลาที่เว็บไซต์ทำงาน ยิ่งสูงยิ่งดี เช่น หาก Uptime เท่ากับ 99.5% หมายความว่าใน 1 ปี (8,760 ชั่วโมง) มีโอกาสที่เว็บจะเกิด Downtime 43.8 ชั่วโมง
  • Security หรือระบบความปลอดภัย ที่จะช่วยในเรื่องการ Backup ข้อมูล และการป้องกันการแฮก
  • Support เมื่อโฮสติ้งมีปัญหา หรือเว็บไซต์หยุดแสดงผล ทางผู้ดูแล Hosting จะต้องสามารถเข้ามาช่วยเหลือเพื่อให้เว็บไซต์กลับไปแสดงผลเร็วที่สุด

ทาง WordPress เองแนะนำ Hosting ของ Bluehost, DreamHost และ SiteGround แต่ทั้งหมดเป็นของต่างประเภท หากต้องการใช้บริการ Hosting Provider ของไทย ก็ลองไปหาอ่านรีวิวบน Google ดูได้เลย หรือใครพอที่จะมีความสามารถไปใช้ Cloud Hosting ก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่ต้องมีความรู้ในการเซ็ตอัพและแก้ปัญหาในระดับที่ดีพอสมควร

2. เลือกธีม ที่ SEO Friendly

มี WordPress Theme มากมายให้เราได้เลือกใช้ แต่ไม่ใช่ทุก Theme ที่จะเป็นมิตรต่อ SEO จึงต้องลองศึกษาให้ดีก่อน เพราะเมื่อเลือกใช้ธีมใดธีมหนึ่งแล้ว เวลาจะมาเปลี่ยนทีหลังถือเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร

สิ่งที่ต้องดูก่อนเลือกใช้ธีมคือ

  • เรื่อง UX/UI คือ ลองดูในส่วนของหน้าการแสดงผลต่างๆ ว่ารองรับในมือถือดีไหม สามารถเปิดดูข้อมูลได้ง่าย และเป็นระเบียบบนทุกอุปกรณ์หรือเปล่า เพราะบางธีมเปิดบนคอมพิวเตอร์สวย พอเปิดบนมือถือแล้วใช้งานยาก
  • ผู้สร้างธีม ต้องมีโปรไฟล์ที่ดี มีการขาย หรือให้บริการมานาน เพื่อให้มั่นใจว่าธีมนั้นมีการดูแล และอัพเดท Version ใหม่ๆ อยู่ต่อเนื่อง
  • เรื่อง Performance โดยสามารถลองเอา Demo Page ของแต่ละธีมมาทดสอบใน web.dev หรือ PageSpeed Insights สองตัวนี้เป็นเครื่องมือทดสอบ Website Performance ฟรีของ Google
เลือกธีมที่ดีต่อ WordPress SEO
ตัวอย่าง WordPress Theme ฟรี ที่สามารถเลือกใช้งาน และทำ SEO ได้

3. อย่าใช้ Plugin เยอะเกินไป

Plugin มีผลต่อ การทำ SEO WordPress อยู่พอสมควร โดยหลักๆ จะมี 2 ส่วน

  • ความเร็วในการโหลด เนื่องจากหากใช้ Plugin เยอะ เวลาเปิดหน้าเว็บ ระบบจะต้องทำการโหลดเยอะตามจำนวน Plugin ส่งผลให้เว็บไซต์ช้า แนะนำให้เลือกใช้เฉพาะที่จำเป็นจริงๆ
  • ความปลอดภัย หากใช้ Plugin เยอะ โดยไม่ได้คำนึงถึงคุณภาพของ Plugin สิ่งที่ตามมาคือความปลอดภัยของเว็บไซต์ เพราะ Plugin ที่ไม่มีคุณภาพ อาจเป็นประตูให้ Hacker ทำการแฮกเข้าเว็บไซต์ได้ ซึ่งแน่นอนว่าหากเว็บติด Malware หรือล่ม ก็จะกระทบต่อ SEO เต็มๆ

อย่างไรก็ตาม ทุก Plugin จะมีการอัพเดท Version ใหม่ๆ ตลอด ทั้งเป็นการเพิ่ม Feature ใหม่ และเป็นการแก้ Bugs เพื่อยกระดับความปลอดภัยของ Plugin ดังนั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ต้องทำการอัพเดท Plugin เป็นประจำ

4. อย่าลืมเปิดการตั้งค่าการมองเห็นบน WordPress

ที่ Admin Panel ของ WordPress ในเมนู Setting > Reading จะมีให้ตั้งค่า Search Engine Visibility เพื่อให้ Google ทำการ Index เว็บไซต์ หรือปิดการมองเห็นเพื่อไม่ให้ Google ทำการ Index เว็บไซต์

การทำ SEO CMS คือ ต้องเปิด Visibility ให้ Google Index เว็บไซต์
การตั้งค่า Search Engine Visibility บน WordPress

บางคนเข้าใจผิดว่าต้องติ๊กถูกเปิดการตั้งค่านี้เพื่อให้ Google ทำการ Index เว็บไซต์ แต่จริงๆ คือ ต้อง “ห้ามติ๊ก” เลือกส่วนนี้ เพราะหากเลือก นั่นหมายความคุณกำลังปิดการมองเห็นเว็บไซต์นี้ ทำให้ Google ไม่สามารถทำการ Index ได้

5. ใช้เครื่องมือ WordPress SEO ฟรีๆ ก็เห็นผลได้

เครื่องมือ SEO สำหรับใช้กับ WordPress มีทั้งแบบฟรี และเสียเงิน แต่จากประสบการณ์ของเรา การทํา SEO WordPress สามารถใช้แบบฟรีก็เห็นผลได้เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องใช้แบบเสียเงินเลย

ซึ่ง SEO Plugin ที่เป็นที่นิยม และแนะนำให้ทุกเว็บไซต์ต้องมีคือ Yoast SEO หรือใครถนัดตัวไหนก็ลอง แต่การติดตั้ง SEO Plugin เหล่านี้ไม่ได้ช่วย Optimize เว็บไซต์ของคุณโดยอัตโนมัติ เนื่องจาก Plugin พวกนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกในการ Optimize ซึ่งเราจะต้องเป็นผู้ Optimize เอง

บริการ รับทำ SEO wordpress และ optimize เนื้อหาด้วย Yoast SEO
Yoast Guideline ของเนื้อหาในแต่ละหน้า เพื่อให้ การทำ SEO WordPress แต่ละหน้ามีประสิทธิภาพ

สิ่งที่ Yoast จะเข้ามาช่วยได้หลักๆ มี 2 ส่วน

  • การ Optimize ในส่วนของ Page Title และ Description
  • Optimize คอนเทนต์ในแต่ละ Page หรือ Post โดยแต่ละหน้าหาก Optimize เนื้อหาได้ครบตาม Guideline ของ Yost (เหมือนภาพด้านบน) ก็จะมีไฟสีเขียวขึ้นมา 2 ดวง

การปรับคอนเทนต์บน WordPress ในด้าน SEO เพื่อให้ได้ไฟสีเขียว ถึงแม้จะสำคัญ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเขียวทุกครั้ง

เพราะบางครั้ง การทำให้ไฟเขียวขึ้น ต้องแลกมากับการเขียนคอนเทนต์ที่คนอ่านไม่รู้เรื่อง ซึ่งการเขียนคอนเทนต์ให้คนอ่านรู้เรื่องสำคัญกว่า ถ้าไฟจะเป็นสีส้มบ้างก็ไม่เป็นไร

6. โฟกัสเพียงหนึ่ง Keyword ในแต่ละหน้า

หลายคนชอบยัดหลาย Keyword ไปในหน้าเดียว แบบนี้จะทำให้ Google งงว่าสรุปแล้วนั้นหน้ามีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรบ้าง

จริงๆ แล้วจะใส่สัก 2-3 Keywords ก็ได้ แต่ควรจะเกี่ยวข้องกัน เช่นเป็นคำพ้องความหมายกัน หรือ เป็นคำที่มีความหมายใกล้เคียงกัน เช่น ขายนาฬิกามือสอง ร้านนาฬิกามือสอง เป็นต้น

แต่การ Optimize เนื้อหาในหน้านั้นก็จะต้อง Advance ขึ้นด้วย เพื่อให้ครอบคลุมทั้ง 2-3 Keywords หาก Optimize ไม่ดีอาจทำให้ไม่มีสัก Keyword โดดเด่นในหน้านั้นเลยก็ได้​

Link Building คืออีกปัจจัยสำคัญของการทำ WordPress SEO และช่วยให้เว็บไซต์ติดหน้าแรก Google

Backlink คือ การที่เว็บไซต์อื่นใส่ลิงก์บนเว็บไซต์ที่ลิงก์มายังเว็บไซต์ของเรา เช่น เว็บไซต์ A เขียนบทความ และใส่ลิงก์ให้เครดิตมายังเว็บไซต์ B แบบนี้ เว็บไซต์ B ก็จะได้ Backlink มาจากเว็บไซต์ A

การที่มีเว็บไซต์อื่นใส่ลิงก์มายังเว็บไซต์เรา ทำให้ Google มองว่าเว็บไซต์นี้มีคุณภาพ เพราะเว็บไซต์อื่นๆ ก็ยังอ้างอิงมายังเว็บไซต์นี้

แต่ไม่ใช้เรื่องง่ายที่จะให้เว็บอื่นใส่ลิงก์มาเว็บไซต์ของเรา

ซึ่งก็จะมีบริการรับทำ Backlink ที่คุณสามารถใช้บริการได้ แต่บางที่จะเป็นการใช้ระบบปั่นลิงก์ คือใช้ระบบหุ่นยนต์ยิงลิงก์จำนวนมากๆ มาที่เว็บไซต์ (สังเกตดูว่าจำได้ลิงก์นำนวนมาก ในราคาไม่กี่ร้อยบาท หรือไม่กี่พันบาท) ซึ่งเราไม่แนะนำให้ทำแบบนี้ เพราะมีโอกาสทำให้เว็บไซต์โดนแบนโดย Google และทำให้ การทำ SEO WordPress หมดประสิทธิภาพทันที

วิธีการทำ Link Building ที่เราแนะนำมี 2 วิธี

  1. หมั่นเขียนบทความที่เป็นประโยชน์ รวมถึงสร้าง Infographic เพื่อเปิดโอกาสให้เว็บไซต์อื่นนำไปใช้ และใส่เครดิตกลับมายังเว็บไซต์ของเรา
  2. สร้าง Backlink โดยการทำ Outreach หรือ Guest Post ซึ่งเป็นการติดต่อไปยังเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อขอลงบทความและใส่ลิงก์ แบบนี้จะช่วยให้คุณได้ Backlink คุณภาพ และรวดเร็วกว่าวิธีที่ 1 (บทความที่โพสต์ต้องเขียนใหม่ ไม่คัดลอกจากที่อื่น)

ทั้งนี้หากเป็นไปได้แนะนำให้ทำทั้ง 2 วิธีควบคู่กันเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

แต่วิธีที่ 2 จะค่อนข้างท้าท้ายหากต้องการหลายๆ ลิงก์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ SEO

ทาง Pacy Media จึงมีทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน Link Building ที่พร้อมช่วยเหลือ และให้บริการสร้าง Backlink มายังเว็บไซต์ของคุณในราคาคุ้มค่ากับคุณภาพ สามารถติดต่อเราเพื่อปรึกษาได้เลย

ข้อความต่อท้าย URL ของแต่ละหน้า ใน WordPress จะเรียกว่า URL Slug ซึ่งสามารถกำหนดเองได้ทุกหน้า แต่หากไม่ใส่เอง ระบบจะใส่ให้เองโดยอัตโนมัติ

เช่น website.com/watch ในลิงก์นี้ watch คือ Slug

เราแนะนำให้คุณใส่เอง เพราะบางทีเวลาระบบดึงมาใช้จะเป็นคำที่ไม่ค่อยรู้เรื่อง หรือบางทีก็ยาวเกินไป

และหากเป็นไปได้ แนะนำให้ใช้เป็นภาษาอังกฤษ เพราะพอใช้เป็นภาษาไทย Browser จะชอบอ่านเป็นภาษาต่างดาว

เช่น website.com/นาฬิกา หากคัดลองลิงก์นี้ไปวางบน Google จะพบว่าระบบอ่านเป็น website.com/%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%AC%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2

ซึ่งมันดูไม่ User Friendly เอาซะเลย ลองนึกดูว่า หากคุณต้องการทำ Link Building เหมือนที่เราเล่าในข้อที่ 8 เวลาเว็บไซต์อื่นจะให้เครดิตหน้านี้ โดยคัดลองลิงก์นี้ไปวาง ก็จะเป็นลิงก์ภาษาต่างดาว ทำใ้ห้ดูยาก อ่านยาก และคนที่เห็นก็ไม่เข้าใจว่ามันคือลิงก์เกี่ยวกับอะไร แต่หากเป็น website.com/watch คนที่เห็นก็จะพอเดาได้ว่าหน้านี้น่าจะเกี่ยวข้องกับนาฬิกา

หยุดก่อน! ถ้าคุณกำลังคิดจะเปลี่ยน Slug .. เพราะต้องทำการ Redirect ด้วยเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อ SEO ซึ่งเราอธิบายอยู่ในข้อที่ 15

10. พยายามใส่ลิงก์เชื่อมโยงกันในเว็บไซต์

อีกหนึ่งสิ่งสำคัญของการทำ SEO สำหรับเว็บไซต์ WordPress คือการใส่ลิงก์เชื่อมโยงระหว่างหน้าต่างๆ หรือเรียกว่า Internal Link

เช่น ในหน้าบทความเกี่ยวกับ นาฬิกาแฟชั่นผู้หญิง หากในเนื้อหามีพูดถึงเกี่ยวกับ นาฬิกาแฟชั่นผู้ชาย และบนเว็บไซต์ก็มีบทความเกี่ยวกับนาฬิกาแฟชั่นผู้ชายอยู่แล้ว ก็ให้ใส่ลิงก์ตรงคำว่า “นาฬิกาแฟชั่นผู้ชาย” โยงกลับไปที่หน้านั้น
วิธีนี้จะช่วยให้ Google ได้เห็นภาพมากขึ้นว่าแต่ละหน้ามีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร ซึ่งก็จะช่วยเสริมสร้าง SEO ของ WordPress ให้แข็งแกร่งขึ้นได้

11. อัพเดทคอนเทนต์หรือบทความตลอด

เว็บไซต์ WordPress ที่สร้างแล้วปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ ไม่เป็นผลดีต่อ SEO แน่ๆ เพราะ Google อาจมองว่า เป็นสแปม หรือเป็นเว็บเก่า เนื้อหาไม่อัพเดท

แนะนำให้เขียนบทความใส่ในส่วนของ Post ลงเป็นประจำ

การเขียนบทความที่มีการ Optimize ในส่วนของ SEO หรือหลายคนเรียกว่า บทความ SEO นอกจากจะช่วยให้มี Fresh Content บนเว็บไซต์ ยังช่วยเรื่องการเพิ่ม Keyword บนเว็บไซต์ เพิ่มโอกาสในการติดหน้า Google และเพิ่มจำนวน Traffic เข้ามายังเว็บไซต์ผ่านบทความต่างๆ ด้วยเช่นกัน

การมีบทความเยอะก็เหมือนเป็นการเพิ่มประตูให้ Traffic เข้ามายังเว็บไซต์มากขึ้น

หากคุณไม่มีเวลาเขียนเอง และกำลังมองหาทีมเข้ามาช่วยเขียนบทความ SEO ลงเว็บไซต์ทุกๆ เดือน สามารถสอบถาม Pacy Media ได้เลย ทางเรามีทีมนักเขียนที่มีความรู้ด้าน SEO พร้อมให้บริการ

12. ดีไซน์เว็บไซต์ WordPress แบบ Mobile-First

การดีไซน์แบบ Mobile-First จะไปช่วย SEO ของเว็บไซต์ WordPress ในส่วนของ UX/UI และ Page Speed

ในยุคนี้ การเข้าอินเตอร์เน็ต และค้นหาบน Google ส่วนใหญ่เกิดขึ้นบนมือถือ หรือ Smartphone ซึ่งหากเว็บไซต์ไหนที่ใช้งานบนมือถือยาก หรือไม่รองรับการแสดงผลบนมือถือ ก็จะเสียเปรียบในด้าน SEO ไปเลย

ผู้ใช้ที่เข้ามาก็มีโอกาสออกจากเว็บไซต์สูง หรือไม่เปิดไปอ่านข้อมูลหน้าอื่นเพิ่มเติม ทำให้ User Experience หรือประสบการณ์ที่ผู้ใช้ได้รับจากการใช้เว็บไซต์นั้นต่ำในสายตาของ Google

รวมถึงเรื่อง Speed เช่นกัน หากเว็บไซต์ไหนดีไซน์โดยให้ความสำคัญกับการแสดงผลบน Desktop อย่างเดียว เวลามาเปิดบน Mobile อาจทำให้การแสดงผลช้า อาจจะมาจากการที่เนื้อหาเยออะเกิน หรือมีเนื้อหาขนาดใหญ่อยู่ในส่วนบนของเว็บไซต์ทำให้โหลดช้า เวลาในส่วนของ First Contentful Paint ก็จะนานไปด้วย

ซึ่งหลังจากที่ Google ได้อัพเดท Algorithm ใหม่ที่โฟกัสในเรื่องของความเร็วเว็บ “Core Web Vitals” เรื่องการโหลดบน Mobile ก็ส่งผลต่อ SEO อยู่เหมือนกัน

13. ติดตั้ง Plugin ที่ช่วยดูแลเรื่องความปลอดภัย

เรื่อง Web Security เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญขอการทำ SEO ไม่ว่าจะเป็น WordPress หรือแพลทฟอร์มไหนก็แล้วแต่ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เว็บไซต์โดนแฮก ล่ม หรือมี Malware มาฝังอยู่ในเว็บไซต์ แล้ว Google ตรวจเจอ เว็บไซต์นั้นมีโอกาสที่จะถูกปัดตกลงจากหน้า Google สูงมาก

Plugin ที่ช่วยป้องกันแบบฟรีๆ เช่น Wordfence Security โดยจะช่วยดูเรื่องความปลอดภัยของเว็บไซต์ได้บางส่วน โดยเฉพาะเรื่องการป้องกัน Hacker สุ่ม Username และ Password เพื่อทำการ Login เข้ามาในระบบหลังบ้างของเว็บไซต์ และทำการ Hack

บริการ รับทำ SEO WordPress ต้องติดตั้ง Security ด้วย
ระบบจะช่วย Block การโจมตีเว็บไซต์ WordPress

นอกจากนี้จะยังช่วยเรื่องการ Block และสแกน Malware บนเว็บไซต์เบื้องต้นได้ด้วย ลองอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ ที่นี่

แต่ก็มีอีกหลาย Plugin ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ลองเลือกใช้ตามที่ถนัดได้เลย

14. ติดตั้ง Sitemap

ก่อนอื่นเลย Sitemap จะต้องติดตั้งผ่าน Google Search Console ดังนั้นใครที่ยังไม่ได้ติดตั้ง Google Search Console ให้เข้าไปลงทะเบียน และ Verify โดเมนเสียก่อน แปะลิงก์ > Google Search Console

สำหรับใครที่ใช้งาน Yoast SEO จะสามารถสร้าง XML Sitemap ได้ง่ายมาก โดยไปที่ WordPress Admin PAnel > Yoast SEO > Features > XML Sitemaps ให้เปิดเป็น On จากนั้น ลองเอาเมาส์ไปคลิกที่เครื่องหมายคำถาม จะเจอข้อมูลเหมือนภาพด้านล่าง

การทำ SEO WordPress คือ ติดตั้ง sitemap
การสร้าง XML Sitemap จาก Yoast SEO บน WordPress

ให้คลิกที่ “See the XML sitemap” จากนั้นก็คัดลอก URL นั้น (น่าจะเป็น website.com/sitemap_index.xml) และเอาไปวางใน Google Search Console

15. Redirect 301 ทันทีเมื่อเปลี่ยน Slug

ขอต่อจากที่ได้พูดถึงเรื่อง Slug ในข้อที่ 9 ถึงกรณีที่เราต้องการเปลี่ยน Slug ของหน้า หรือบทความนั้นๆ เช่น เดิมเคยเป็น website.com/นาฬิกา อยากเปลี่ยนเป็น website.com/watch

หากคุณเปลี่ยนทันที หน้าเดิมที่เป็น website.com/นาฬิกา ก็จะไม่สามารถแสดงผลได้อีกต่อไป หากเปิดก็จะขึ้นเป็น Error 404

ถ้าหน้านั้นติด SEO อยู่ การเปลี่ยน Slug บนหน้าของ WordPress โดนไม่ได้ทำการ Redirect ที่ถูกต้องจะทำให้หน้านั้นอันดับตก หรือหายไปจาก​ Google ได้เลย

ดังนั้น ทุกครั้งที่เปลี่ยน Slug ของหน้าไหนก็ตาม ต้องทำการ Redirect ด้วยทุกครั้ง และต้องเป็น 301 Redirect ซึ่งการ Redirect ของ WordPress ก็เป็นเรื่องที่ง่ายมาก สามารถติดตั้ง Plugin สำหรับ Redirect ได้เลยลองหาดูได้ > ที่นี่

ขอแถมอีก 1 ข้อ

16. ลดขนาดไฟล์ภาพ

ไฟล์ภาพหากมีขนาดใหญ่เกินจะส่งผลต่อความเร็วในการโหลด ซึ่งจะมีผลต่อ SEO

โดย WordPress จะมี Plugin ที่ช่วย​ Compress ภาพให้ เช่น Smush สามารถใช้ได้ฟรี หรือจะเสียเงินก็ได้

แต่จากที่เราพูดในข้อที่ 3 ว่าอย่าใช้ Plugin เยอะเกินไป ซึ่งหากใครไม่อยากใช้ Plugin ตัวนี้ ก็สามารถ Compress เองได้จากเว็บไซต์ tinyjpg.com หรือเว็บอื่นก็ได้ ลอง Search บน Google และเลือกได้เลย โดยอัพขึ้นเว็บเพื่อ Compress และดาวน์โหลดกลับลงมา จากนั้นค่อยอัพโหลดขึ้น WordPress

พยามทำแบบนี้กับทุกภาพ จะช่วยเรื่องความเร็วเว็บไซต์ได้พอสมควร หากหน้านั้นมีภาพเยอะ

เริ่มลงมือทำ SEO เว็บไซต์ WordPress

สุดท้ายนี้ ปัจจัยในการทำ WordPress SEO 15 ข้อนี้คือสิ่งที่สำคัญจริงๆ ซึ่งยังมีอีกหลายสิ่งที่สามารถ Optimize ได้ หากใครมีความสามารถก็สามารถทำเพิ่มเองได้เลย หรือหากใครจะจ้างบริษัท รับทำ SEO WordPress ก็ได้เช่นกัน

ในส่วนของระยะเวลาในการติดหน้าแรก ก็ขึ้นอยู่กับ Keyword ปัจจัยอื่นๆ ด้วย บางคำที่การแข่งขันสูงก็อาจใช้เวลา และการต้องอาศัยการเพิ่มความแข็งแกร่งของ SEO ด้วยการทำ Backlink

ซึ่งไม่ว่าคุณจะต้องการทำ Link Building หรือผู้ช่วยทำ​ SEO สำหรับเว็บไซต์ WordPress ก็สามารถติดต่อเราได้ที่ LINE: @pacymedia หรือ [email protected]

แชร์ความรู้นี้บน Social Media

ติดตามเรา ไม่พลาดความรู้ใหม่ๆ

อัพเดทความรู้ทางผ่านทางอีเมล