7 ปัจจัยใน การทำ SEO ให้ติดหน้าแรก ฉบับเข้าใจง่าย

การทำ SEO และ ปัจจัย 2019

แน่นอนว่าประโยชน์ของ การทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกบน Google คือการที่เว็บไซต์นั้นๆ จะได้รับ Traffic เข้าหน้าเว็บอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มโอกาศในการขาย ซึ่งการติดหน้าแรก Google มี่ทั้งแบบโฆษณาผ่าน Google Ads และ SEO.. บทความนี้เราจะมาโฟกัสแบบ SEO กัน ซึ่งการทำ SEO นั้นใช้เวลา ไม่ใช่ทำ 2-3 เดือนแล้วจะติดหน้าแรกเลย และไม่ใช่ทุกเว็บไซต์ที่จะติดหน้าแรกตลอด เพราะอยู่ที่ความต่อเนื่องในการทำ และการแข่งขันใน Keyword นั้นๆ ด้วย เพราะหากคู่แข่งเค้าทำกันมานานแล้ว แต่คุณเพิ่งมาทำ ก็จะยิ่งใช้เวลานานขึ้นในการเบียดอันดับขึ้นไป เช่นเดียวกับการที่คุณทำแล้วหยุด คู่แข่งที่ทำอย่างต่อเนื่องก็จะแซงคุณได้เหมือนกัน

ในการที่ Google พิจารณาให้เว็บไซต์มาติด SEO นั้นประกอบไปด้วยหลักเกณ์มากมาย ซึ่งหลักเกณฑ์ในการพิจารณาก็เปลี่ยนแปลงแทบทุกปี เพื่อให้เว็บไซต์ที่แสดงบน Google หน้าแรกในส่วนของ SEO นั้นตรงกับคำค้นหาที่สุด และสร้างประสบการณ์ดีๆ ใก้แก่ผู้ที่ค้นหา ซึ่งปัจจัยที่กระทบต่อการทำ SEO ที่เรากำลังจะพูดถึงจะเป็นปัจจัยหลักๆ 7 หัวข้อ รวมถึงหัวข้อที่ Google อัพเดทในปี 2019.. ถึงแม้ว่าปัจจัยในการที่ Google พิจารณามีมากกว่า 7 ข้อ แต่นี่คือ 7 ข้อสำคัญที่ทีมงาน Pacy Media เลือกมาเล่าให้ฟัง.. การทำ SEO ที่ดีควรโฟกัสกับทุกปัจจัย เพราะทุกเรื่องต้องไปด้วยกัน

7 ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อ การทำ SEO

เบื้องต้นจะสรุปคร่าวๆ ตามหัวข้อด้านล่าง ใครสนใจหัวข้อไหนเป็นพิเศษสามารถคลิกไปอ่านที่ข้อนั้นๆ ได้เลย เนื้อหาของบทความนี้อาจไม่ได้ลงลึก เนื่องจากเราต้องการทำให้เข้าใจง่าย ให้ผู้อ่านได้เห็นภาพของปัจจัยในการทำ SEO ให้มีคุณภาพ

  1. โครงสร้าง และความปลอดภัยของเว็บไซต์
  2. ความเร็วในการโหลด
  3. Mobile Friendly / ลองรับการแสดงบนมือถือ
  4. คุณภาพของโดเมน (Domain Age / Domain Authority)
  5. Optimized Content หรือคุณภาพของบทความ และเนื้อหา
  6. ประสบการณ์การใช้เว็บไซต์ / User Experience
  7. Inbound Links / Internal Links / Backlinks (เป็นปัจจัยทีส่งผลต่อ SEO สูง)

1. โครงสร้าง และความปลอดภัยของเว็บไซต์

โดยปกติ Google จะปล่อย Bot หรือหุ่นยนต์เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณเป็นประจำ หากเว็บไซต์ที่มีโครงสร้างดี จัดว่างดี เป็นระเบียบ ก็จะช่วยให้ Bot วิ่งเข้ามาในเว็บไซต์ และเยี่ยมชมทุกๆ หน้าบนเว็บไซต์ เพื่ออ่านข้อมูลบนเว็บไซต์ และทำความเข้าใจเว็บไซต์ของคุณอย่างมีความสุข ไม่สับสน ไม่หลงทาง ซึ่งปัจจัยในการทำให้ Bot มีความสุข และเข้าใจเว็บไซต์ได้ง่ายคือ

  • การเขียนโค้ดเว็บไซต์ต้องเรียบร้อย เป็นระบบ well-coded
  • ต้องมี sitemap หรือแผนที่ของเว็บไซต์นั่นเอง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับ Bot
  • เว็บไซต์ต้องมีความปลอดภัย หรือต้องเป็น HTTPS

2. ความเร็วในการโหลด

คุณเบื่อไหมเวลาต้องเข้าเว็บไซต์ที่โหลดช้าๆ? แล้วเคยรอนานจนต้องปิดเว็บไซต์ไหม? มั่นใจว่าหลายคนเบื่อ และเคยออกจากเว็บไซต์เพราะเว็บไซต์นั้นโหลดช้า จึงเป็นเหตุผลที่ Google ให้ความสำคัญกับเรื่องความเร็วมากเพื่อเลี่ยงประสบการณ์แย่ๆในการค้นหาข้อมูล

ซึ่งความเร็วในการโหลดนั้นไม่ใช่แค่ตรวจจากการเปิดเว็บไซต์บน Desktop แต่รวมถึงบน Mobile เช่นกัน ตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมา Google ประกาศชัดเจนว่า Mobile Page Speed เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะนำมาพิจารณา

3. Mobile Friendly / รองรับการแสดงบนมือถือ

ในยุคนี้เป็นยุค Mobile First.. เราแทบจะใช้มือถือมากกว่าคอมพิวเตอร์ ซึ่งเว็บไซต์ส่วนใหญ่ก็จะต้องปรับให้ทำงานแบบ Responsive คือรองรับการแสดงผลบนทั้ง Desktop และ Mobile โดยเว็บไซต์จะปรับการแสดงผลอัตโนมัติเมื่อเปิดบนมือถือ ไม่ว่าจะเป็น Layout เมนู ฟอนต์ และส่วนอื่นๆ เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานยิ่งขึ้น

เว็บไซต์ที่ไม่ได้ทำงานแบบ Responsive ผู้ใช้จะต้องคอยซูมเพื่ออ่าน หรือดูภาพ ซึ่งสร้างความติดขัดในการใช้งาน หากเว็บไซต์ของคุณทำงานแบบ Responsive ก็จะได้คะแนนคุณภาพจาก Google สูงกว่าเว็บไซต์คู่แข่งที่ยังแสดงผลแบบเก่า

4. คุณภาพของโดเมน (Domain Age / Domain Authority)

60% ของเว็บไซต์ที่แสดงบน 10 ตำแหน่งแรกของ Google มีอายุของโดเมน (Domain Age) เกิน 3 ปี! เพราะอย่างที่บอกไปว่าการทำ SEO นั้นต้องใช้เวลาในการสะสมคุณภาพของเว็บไซต์ในทุกๆ ด้าน แต่ถ้านั่งรอเวลาให้ครบ 3 ปีโดยไม่ทำอะไร ก็คงไม่มีทางติดอยู่ดี.. ซึ่งการที่โดเมนของคุณมีคุณภาพแค่ไหน สามารถดูได้จาก Domain Authority ซึ่งจะเป็นคะแนน 0-100 ซึ่งคะแนนนี้จะใช้เกณฑ์ย่อยมากมายในการประเมิน เช่น inbound links และ outbound links เราจะพูดกันในหัวข้อที่ 8 เรื่อง Links

5. Optimized Content / คุณภาพของบทความและเนื้อหา

คุณคงเคยได้ยินแล้วว่า Content is King เหตุผลที่ทำให้เป็นแบบนั้นเพราะในแต่ละคอนเทนต์จะประกอบไปด้วย Keyword และ Keyword จะเป็นตัวหลักในการที่ Google นำมาพิจารณา ซึ่งจะใช้ Keyword ไหนก็ต้องลองคิดกลับว่า ถ้าคนจะค้นหาเกี่ยวกับบทความนี้ เค้าจะค้นหาโดยใช้ Keyword อะไร

แต่ละบทความไม่ควรสั้นเกินไป และไม่ควรมี Keyword เดียวซ้ำจนเยอะเกินไป เพราะจะทำให้เหมือนเป็นเว็บไซต์ Spam บทความที่ดีควรเขียนเองและ  เขียนอย่างสม่ำเสมอ”.. ไม่ไปลอกบทความอื่น เพราะถ้า Google จับได้ว่าไป Copy จากที่อื่นมาทั้งบทความจะส่งผลลบให้กับเว็บไซต์แทน และเขียนอย่างเป็นประจำ เป็นให้เว็บไซต์มีคอนเทนต์ที่สด ใหม่ ตลอดเวลา

อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญมากในการเขียนบทความ คือเรื่อง Page Title, Header Tag (h1, h2, h3) และ Meta Discription

  • Page Title: ควรมี Keyword หลักของบทความอยู่ด้วย เนื่องจากส่วนนี้จะเป็นส่วนแรกที่ Google Bot เข้ามาอ่าน
  • Header Tag: จัดวาง Header Tag ให้ถูกที่ เช่น ใช้ h1 ก่อน ตามด้วย h2 และใช้ h3 สำหรับ Subheads
  • Meta Description: คำอธิบายหน้านั้นสั้นๆ เขียนให้น่าสนใจ และให้มี Keyword หลักอยู่ด้วย
การทำ SEO รับ Thailand
ตัวอย่าง Page Title และ Meta Description

6. ประสบการณ์การใช้เว็บไซต์ / User Experience

หากเนื้อหาเว็บไซต์ของคุณไม่น่าสนใจ ผู้ใช้จะออกจากเว็บไซต์ทันที ซึ่ง Google จะใช้ตัววัดที่เรียกว่า Bounce Rate หรืออัตราการเด้งออกจากเว็บไซต์ (ยิ่งต่ำยิ่งดี) ซึ่งหากมีการเด้งออกสูง Google จะคิดว่าเนื้อหาบนเว็บไซต์คุณไม่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ ก็จะเป็นเรื่องยากที่เว็บไซต์จะขึ้นหน้าแรก

นอกจากนี้ยังมีตัวเลขอีกตัวที่ Google จะใช้วัด นั่นคือ Click Through Rate (CTR) หรืออัตราการคลิกเข้าเว็บไซต์ ดังนั้น Page Title และ Meta Description ของหน้านั้นควรเขียนให้น่าสนใจ หากมีผู้ใช้ค้นหา Google เจอเว็บไซต์คุณ และคลิกเข้ามายังเว็บไซต์ในอัตรา CTR ที่สูง Google จะคิดว่าเว็บไซต์ของคุณน่าสนใจ และจะให้คะแนน SEO มากขึ้น

7. Inbound Links / Internal Links / Backlinks

จากหัวข้อที่ 4 ที่ได้เกริ่นเรื่อง Links มาบ้างแล้ว ทีนี้เรามาดูรายละเอียดกันเลย.. ถ้าสังเกตดีๆ ระบบเว็บไซต์ทั้งหมดเกิดขึ้นจากการลิงก์กันของ URL ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น URL ของหน้าต่างๆ บนเว็บไซต์ของคุณเอง (Internal Links) หรือเป็นการลิงก์กันของ URL จากเว็บไซต์อื่นๆ ที่ลิงก์ถึงเว็บไซต์คุณ (Inbound Links หรือ Backlinks) หรือลิงก์เว็บไซต์อืนๆ ที่ใส่บนเว็บไซต์ของคุณ (Outbound Links)

เราจะมาโฟกัสกันที่ Backlinks และ Internal Links เพราะเป็นประเภทลิงก์ที่ Googleให้ความสำคัญ.. Backlinks หรือ Inbound Links ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นจากการที่มีเว็บไซต์อื่น เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับข้อมูลบนเว็บไซต์ของคุณ หรือรีวิวเว็บไซต์คุณ และใส่ลิงก์ URL เว็บไซต์ของคุณไว้ให้เพื่อเป็นเครดิต ยิ่งมี Backlinks ที่มาจากเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือมาก Google ก็จะยิ่งให้คะแนนเว็บไซต์คุณมากเช่นกัน และส่งผลบวกไปยัง SEO

สำหรับ Internal Links คือการลิงก์กันของหน้าต่างๆ บนเว็บไซต์ของคุณเอง เพื่อความเชื่อมโยงของเนื้อหาบนเว็บไซต์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้ และ Google เชื่อมไปยังหน้าต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย และทำให้เว็บไซต์ของคุณมีคุณค่า สร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้ รวมถึงลด Bounce Rate

เริ่มจากปัจจัยไหนดี?

ปัจจัยที่คุณสามารถลองทำเองได้เลยคือข้อ 5 นั่นคือการวางโครงสร้างคอนเทนต์ที่ดี และเขียนคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอ.. สำหรับข้อ 1/3/6 อาจต้องใช้ความรู้เรื่อง Programming ในการเขียนเว็บไซต์ และแก้ไขการแสดงผล หากใครยังไม่มีเว็บไซต์ ให้คุยกับผู้ที่ให้บริการสร้างเว็บไซต์ก่อน เพื่อให้พัฒนาเว็บไซต์รองรับการทำ SEO หรือหากใครมีเว็บไซต์แล้ว สามารถลองดูบริการ Onpage SEO เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญได้ปรับปรุงโครงสร้าง Page Title, Header Tag (h1, h2, h3) และ Meta Discription ให้เหมาะกับการทำ SEO

สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อการติดอันดับ SEO มากที่สุดใน 7 ข้อนี้คือ Links Building หรือการสร้าง Backlinks นั่นเอง เป็น Offpage Optimization ซึ่งที่ Pacy Media เรา รับทำ SEO ด้วยเทคนิค Links Building จากเว็บไซต์ที่มี DA (Domain Authority) สูง ซึ่งจะส่งผลให้เว็บไซต์ของคุณมีคุณภาพยิ่งขึ้นในสายตาของ Google โดยบริการ SEO ของเราจะรวมการทำ Onpage Optimization ให้ด้วย โดยโฟกัสในส่วนของการปรับโครงสร้าง Header Tag เพื่อให้ Google Bot เข้าเจอ Keyword สำคัญๆ ง่ายขึ้น

หากสงสัยเกี่ยวกับการทำ SEO หรือสนใจให้เราช่วยเหลือ สามารถติดต่อทีมงาน Pacy Media ที่ LINE: @pacymedia หรือ support@pacymedia.com เพื่อสอบถามได้เลย

Recommended Posts

No comment yet, add your voice below!


Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *