การทำงานของระบบ Google Search แชร์ข้อมูลวงในจากพนักงาน Google!

การทำงานของ ระบบ Google ทำงานอย่างไร

หลายคนคงได้ยินข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับการทำงานของ Google Search มาบ้าง เช่น แอบดู History ของเราหรือเปล่า แอบฟังเสียงหรือเปล่า หรือใช้เกณฑ์อะไรมาเลือกในการแสดงผลการค้นหา

Danny Sullivan ดำรงตำแหน่ง Google’s Public Liaison of Search แปลง่ายๆ คือผู้ที่มีหน้าที่สื่อสารระหว่าง Google Search กับประชาชน โดยได้เปิดให้ผู้ใช้สามารถถามคำถามอะไรก็ได้เกี่ยวกับ Google ในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา และ Danny จะทำหน้าที่ตอบคำถามทั้งหมด ซึ่งทาง Pacy Media ได้สรุปเรื่องราวที่น่าสนใจทั้งหมดมาไว้ในบทความนี้แล้ว โดยเนื้อหาบางส่วนจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่กำลังจะเตรียมปรับเว็บไซต์รับ Google Algorithm 2021 ที่กำลังจะนำมาใช้ในเร็วๆ นี้ด้วย ใครอยากเข้าไปดูคลอปเต็มๆ ตามไปที่ youtube.com ได้เลย

8 เรื่องที่น่าสนใจมีอะไรมาดูไปพร้อมๆ กัน

1. Search History หรือประวัติการค้นหาจะถูก Google แอบดูหรือเปล่า

ทาง Google ไม่ว่าจะทีมไหนก็ไม่สามารถเข้าไปเปิดดู History การค้นหาได้ แม้แต่ตัว Danny เองก็ไม่เคยได้เห็นข้อมูลนี้เลย

ซึ่งหลายคนอาจจะส่งสัยว่า ถ้าไม่ได้ดูแล้ว Google จะรู้ได้อย่างไรว่าเรากำลังสนใจอะไรอยู่? คาดว่าเป็นการวิเคราะห์จากพฤติกรรมของเรามากกว่า เช่น เราไปเข้าชมเว็บไซต์อะไรบ้าง (ดูจากเนื้อหาของเว็บไซต์) หรือเคยค้นหาด้วย Keyword อะไรบ้าง แล้วก็จะจัดเก็บมาเป็นสถิติ โดยไม่ได้ทำการระบุตัวตนผู้ใช้ ซึ่งทีมงานของ Google ก็ไม่อาจเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้

ดังนั้นจะค้นหาอะไรก็ได้ จะเข้าเว็บไซต์อะไรก็ได้ ไม่มีใครสามารถแอบดูได้ว่าประวัติการใช้งานของเราเป็นอย่างไร Google รับรองมาแล้วว่า Search History ของเราปลอดภัย และมีความเป็นส่วนตัวแน่นอน 

2. อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ Google ใช้คัดเลือกเว็บไซต์มาแสดง

ก่อนหน้านี้เราเคยพูดถึง 7 ปัจจัยในการทำ SEO ซึ่งในความเป็นจริง ปัจจัยที่ Google นำมาใช้มีหลายร้อยปัจจัย

Danny บอกว่า Google ให้ความสำคัญกับ Data และการจัดเก็บ Data มาวิเคราะห์มากๆ โดยจะเก็บตั้งแต่วินาทีที่มีคนเข้าไปชมเว็บไซต์ ดูว่ามีประโยชน์หรือเปล่า ตรงกับสิ่งที่ Users กำลังค้นหาหรือเปล่า เว็บไซต์มีความเป็น User Friendly ไหม โหลดเร็วไหม ผู้ใช้เข้าชมนานหรือเปล่า หรือเข้าปุ๊บก็ปิดเลย รวมไปถึงโครงสร้างเว็บไซต์ และลิงก์ต่างๆ ทั้ง Internal และ การทำ Backlink ด้วยเช่นกัน

จากนั้นตัวเลขทั้งหมดจะถูกพิจารณาโดย Ranking Signals เพื่อมาเป็นตัวตัดสินว่าเว็บไซต์ไหนควรจะนำขึ้นแสดงก่อน ดังนั้นการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ของเราติดหน้าค้นหา สิ่งที่สะคัญที่สุดก็คือเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ และเว็บไซต์ต้อง User Friendly ในทุกๆ ด้าน

3. หลังจากเราค้นหาแล้ว Google จะทำอย่างไรต่อกับข้อมูล

หลังจากที่เราค้นหาทุกครั้ง Google ก็จะเก็บข้อมูลเอาไว้ในระบบ เพื่อให้พอเดาได้ว่าเราสนใจอะไร ยกตัวอย่างเช่น หากเราเดินเข้าไปในห้องสมุด แล้วตะโกนดังๆ ว่า “กระเป๋าาาาา” ทุกคนในนั้นก็คงตกใจ และงงว่าเราเป็นอะไร แต่หากเราได้บอกเจ้าหน้าที่ห้องสมุดเอาไว้ก่อนว่า ขอฝากกระเป๋านะ เขาก็จะจำได้ว่าคนนี้เคยฝากกระเป๋าไว้ที่ห้องสมุด และก็จะนำกระเป๋ามาให้

ดังนั้นเมื่อ Google รู้ว่าเราเคยสนใจอะไร ก็จะทำให้การนำข้อมูลมานำเสนอผู้ใช้นั้นๆ แม่นยำ และตรงกับส่ิงที่เราสนใจมากยิ่งขึ้น

4. Google แอบฟังเสียงเราหรือเปล่า

หลายคนสงสัยว่าทำไหมบางทีเราพูดอะไรไป หลังจากนั้นก็จะเห็นโฆษณาเลย ทำให้สงสัยกันว่า Google แอบฟังเสียงของผู้ใช้หรือเปล่า

โดย Danny บอกว่า Google ไม่ได้ฟังเสียงผู้ใช้เลยแม้แต่น้อย แต่ว่าอาจจะมาจากพฤติกรรมการค้นหาก่อนหน้านี้ หรืออาจจะมาจากการที่เราใช้คำสั่งค้นหาด้วยเสียง ซึ่งข้อมูลเสียงที่ Google จะฟังได้ ก็คือข้อมูลที่ใช้ Voice Command กับ Google เท่านั้น ซึ่งเราจะต้อง Activate ก่อนทุกครั้ง ไม่ว่าเป็นการกดปุ่ม หรือเป็นการพูดว่า “OK Google” เพื่อ Activate การสั่งการด้วยเสียง

5. จากสถานการณ์ COVID-19 พฤติกรรมการค้นหาเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

Danny บอกว่ามีการเปลี่ยนแปลงในด้านของหัวข้อที่คนใช้ค้นหา โดยจะไปโฟกัสในส่วนของ “…. at home” มากขึ้น เช่น gym at home เป็นต้น และอีกอย่างที่เห็นคือการค้นหาเรื่องเดิมๆ เพิ่มเยอะขึ้น ในระยะเวลาที่นานขึ้น ซึ่งปกติจะไม่ค่อยเจอพฤติกรรมการค้นหาแบบนี้

6. ทำไมคน 2 คน เห็นผลการค้นหาบน Google ไม่เหมือนกัน

หลายคนอาจเข้าใจว่านี่คือการ Personalized ผลค้นหา แต่ Danny บอกว่ามันคือการ Localized มากกว่า

เช่น หากนาย A อยู่เชียงราย ค้นหาว่า “ร้านกาแฟ” เทียบกับนาย B อยู่หาดใหญ่ ค้นหาว่า “ร้านกาแฟ” เหมือนกัน แต่ผลการค้นหาจะไม่เหมือนกัน

7. Google สามารถแสดงผลการค้นหา “อคติ” หรือ “Bias” ไปในด้านใดด้านหนึ่งได้ไหม

ยกตัวอย่างเช่น หากเราค้นหาเกี่ยวกับ “การฆ่าล้างเผ่าพันธ์สมัยนาซีเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า” Google จะแสดงผลการค้นหาว่า จริง หรือไม่จริง..?

Danny บอกว่า Google จะไม่แสดงผลที่เป็นคำตอบว่า ใช่ หรือไม่ใช่ เช่น หากคนค้นหาว่า “การฆ่าล้างเผ่าพันธ์สมัยนาซีเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า” Google จะพยามนำเนื้อหาภาพรวมๆ มาแสดง เพื่อให้ผู้ใช้ได้เข้าไปอ่าน แล้วตัดสินใจเอง เช่น อาจจะแสดงเนื้อหาเกี่ยวกับ ทำไมถึงเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น มากกว่าการจะเนื้อหาที่ตอบจัดเจนว่า Yes/No มาแสดง เพราะ Google ไม่ได้มีหน้าที่มาบอกว่าอะไรถูกหรือผิด แต่มีหน้าที่นำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และให้ผู้ใช้ได้เข้าไปศึกษาหาคำตอบด้วยตัวเอง

ดังนั้นใครจะทำ SEO ในคำค้นหาลักษณะนี้ ก็ต้องเลี่ยงการเขียนเนื้อหา หรือหัวข้อที่เอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง 

8. Google รู้ได้อย่างไรว่าเรากำลังจะค้นหาอะไร

เคยไหม บางทีกำลังพิมพ์ในช่องค้นหาไม่ทันเสร็จ Google ก็แนะนำประโยคต่อท้ายมาให้เรียบร้อยแล้ว

Danny บอกว่า ระบบนี้เรียกว่า Predictive Search หรือการคาดการณ์การค้นหานั่นเอง โดยจะนำข้อมูลจากผู้ใช้หลายๆ คนมาวิเคราะห์ เก็บสถิติ และนำมาใส่ต่อท้ายให้โดยที่เราไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์ต่อ

การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ของ Danny Sullivan ค่อนข้างเคลียในหลายๆ เรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่พวกเราเองก็สงสัยกันอยู่บ่อยๆ อย่างไรก็ตาม ระบบของ Google เองก็ฉลาดขึ้นทุกวัน และในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ก็เป็นการตอบแบบภาพรวมเท่านั้นซึ่งคงจะมีรายละเอียดอีกเยอะแยะที่ลึกกว่านี้ ดังนั้นเราก็ต้องติดตามกันต่อว่าในปี 2021 นี้ Google จะมีปรับ อัพเดท หรือเพิ่มอะไรมาอีกบ้าง ที่แน่ๆ ก็มี Google Algorithm 2021 ล่าสุด ที่จะอัพเดทกันเดือนพฤษภาคมนี้ ที่จะส่งผลต่อการทำ SEO อย่าลืมรีบปรับกันด้วย! 

ต้องการผู้ช่วยปรับเนื้อหาเว็บไซต์สำหรับ SEO หรือเปล่า

ขอคำปรึกษาจากทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน Search Marketing / Google Ads / SEO ติดต่อเรา ได้ที่ LINE: @pacymedia หรือ [email protected] 

Google Algorithm ล่าสุด (2021) กับ 7 สิ่งที่ส่งผลต่อ SEO Ranking

Google Algorithm อัพเดทล่าสุด 2021 อัลกอริธึม

อย่างที่เราทราบกันดีว่าปัจจัยในการทำ SEO หรือการที่เว็บไซต์จะติดอันดับ Ranking ดีๆ บน Google นั้นมีหลายปัจจัยมากจริงๆ ทั้ง On-page และ Off-page แต่! ปัจจัยที่มาแรงที่สุดในตอนนี้ก็ว่าได้ คือเรื่อง Page Experience หรือประสบการณ์ของผู้ใช้งานเว็บไซต์ ที่จะเข้ามามีผลต่อการทำ SEO ของเว็บไซต์ต่างๆ เป็นอย่างมากในปี 2021 เพราะจะเป็น Signal หลักที่ Google นำมาใช้ใน อัพเดท Google Algorithm ล่าสุด ที่จะเกิดขึ้น พฤษภาคม 2021 ซึ่งจริงๆ Google ควรจะเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2020 นี้แล้ว แต่ทาง Google ได้ยืดเวลาออกไปเนื่องจากสถานการณ์ารแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยให้เว็บไซต์ต่างๆ ได้มีเวลาเตรียมตัว

มารู้จักกันก่อนว่า Google Algorithm คืออะไร

Google Algorithm คือ หลักในการประเมินว่าเว็บไซต์ไหน หรือข้อมูลไหนควรจะนำมาแสดงเวลามาคนค้นหา รวมถึงเรื่องอันดับในการแสดงด้วยเช่นกัน ซึ่ง Google จะเลือกเว็บไซต์ หรือข้อมูลที่ดูแล้วน่าจะตรงกับสิ่งที่ผู้ใช้กำลังค้นหามากที่สุด

โดยอัลกอริทึมของ Google จะมีการปรับ และอัพเดทอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้การแสดงผลบนหน้าค้นหา ออกมามีประสิทธิภาพ และตรงกับความต้องการของผู้ใช้มากที่สุด เลยทำให้ในปัจจุบันเราอยากรู้อะไรก็เข้าไปถาม Google นั่นเป็นเพราะเราารู้ว่า Google น่าจะให้คำตอบกับเราได้

นี่คือเหตุผลที่เวลาเราค้นหาอะไรสักอย่าง ทำไมเว็บ A อยู่หน้าแรก ตำแหน่งบนสุด ทำไมเว็บ C อยู่หน้าแรก แต่ได้เป็นตำแหน่ง 3 ทำไมเว็บไซต์ M ไปอยู่ถึงหน้าที่ 2 เลย เพราะในสายตาของ Google เว็บไซต์ A มีคุณภาพ และน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่ค้นหามากที่สุด ตามด้วยเว็บไซต์ C และ M

อัพเดท Google Algorithm ล่าสุด 2021

ที่ Google ต้องใส่ใจใน Algorithm ขนาดนี้เพราะ หากเราค้นหาบน Google แล้วเจอแต่เว็บไซต์ที่ไม่เป็นประโยชน์ เราเองก็คงเบื่อที่จะใช้ Google เพราะเจอแต่เว็บไซต์อะไรก็ไม่รู้ และแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อธุรกิจของ Google ดังนั้น Google เลยต้องออก Algorithm ใหม่ๆ มาตลอด เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเราจะได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ 

ซึ่ง Google Algorithm มีเยอะเป็น 100+ และมีรายละเอียดมากจริงๆ แต่ อัพเดท Algorithm ล่าสุด ในเดือน พฤษภาคม ของปี 2021 เกี่ยวข้องกับ Page Experience Signal ตรงๆ ซึ่งจะเป็นการปรับอัลกอริทึมครั้งสำคัญ โดยประกอบไปด้วย 7 ส่วนที่อาจกระทบกับ SEO Ranking ไม่ว่าคุณจะทำ SEO เอง หรือจ้างบริษัทรับทำ SEO ก็ตาม

Google Algorithm อัพเดท ล่าสุด 7 ข้อ Search Page Experience
Google Algorithm อัพเดท เกี่ยวกับ Page Experience

Page Experience คืออะไร

Page Experience แปลตรงตัวเลยคือประสบการณ์การใช้งานบนหน้าเว็บไซต์ ลองนึกภาพง่ายๆ ว่า หากวันนี้เราเข้าเว็บไซต์หนึ่ง ที่พอเปิดมาแล้วมี Pop-up เด้งขึ้นมาเยอะแยะไปหมด หรือพอจะคลิกไปหน้าต่อไป ใช้เวลาโหลดนานมาก แน่นอนว่าเราก็จะได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดีจากการใช้งานเว็บไซต์นี้ทันที ทำให้เราไม่อยากจะเข้าไปใช้อีก ถึงเข้าไปก็ไม่ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อยู่ดี

หากใครอยู่ในวงการออนไลน์ อาจเคยได้ยินเกี่ยวกับ UX และ UI มาบ้างแล้ว

  • UX (User Experience) คือประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์โดยรวม ตามที่ได้อธิบายไปแล้ว ซึ่งจะดูว่า คนชอบใช้งานเว็บไซต์ หรือไม่ ชอบมากน้อยแค่ไหน อาจจะวัดจากเวลาที่อยู่บนเว็บ Action ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนเว็บไซต์ การเปิดไปดูข้อมูลหน้าอื่นๆ บนเว็บไซต์ เป็นต้น
  • UI (User Interface) คือ การแสดงผลของหน้าจอที่ให้ผู้ใช้ใช้งาน โดยจะเกี่ยวข้องกับดีไซน์ และการจัดวางบนเว็บไซต์เป็นหลัก นึกง่ายๆ เช่น ปุ่ม ไอคอน ภาพ การจัดวางเนื้อหา เป็นต้น ซึ่งหาก UI ดี จะส่งผลต่อ UX ให้ดีตามไปด้วย

7 ส่วนของ Page Experience สำคัญใน Google Algorithm อัพเดท 2021

Page Experience ที่เราคุ้นเคยอาจจะเป็นเรื่อง UX และ UI แต่สำหรับ Page Experience ในอัลกอริทึม Google 7 ส่วนมีอะไรบ้างมาดูกัน

1. Loading – ความเร็วในการโหลด (Core)

โดย Google จะวัด Largest Contentful Paint (LCP) หรือ คือความเร็วในการโหลด ภาพ หรือ Block ตัวอักษรที่มีขนาดใหญ่สุดในภาพ ตั้งแต่เริ่มต้น ในเนื้อหาเหล่านี้โหลดเสร็จ

2. Interactive – การตอบสนอง (Core)

ระยะเวลาในการเกิด Interaction หรือ การกระทำต่างๆ บนหน้านั้น เช่น ใช้เวลาเท่าไหร่ในการที่ผู้ใช้จะเริ่ม คลิก หรือ เลื่อนไปอ่านเนื้อหาด้านล่าง หลังจากที่หน้านั้นโหลดเสร็จ ซึ่ง การวัดแบบนี้ใช้ศัพท์เชิงเทคนิคว่า First Input Delay (FID)

3. Visual Stability – ความนิ่งของเนื้อหา (Core)

ข้อนี้ไม่รู้จะใช้คำภาษาไทยเรียกว่าอะไรเลย มาลองดูเป็นตัวอย่างน่าจะง่ายกว่า.. เคยไหม เวลาเข้าไปใช้งานเว็บไซต์หนึ่ง ตอนจังหวะที่เรากำลังจะคลิกปุ่มใดปุ่มหนึ่ง ในเสี้ยววินาทีนั้น เนื้อหาบนเว็บไซต์เกิดการขยับขึ้นมา ทำให้ตำแหน่งที่เรากำลังจะคลิกปุ่มนั้น กลายเป็นไปคลิกโดนอีกปุ่มนึงแทน ซึ่งเป็นปุ่มที่เราไม่ได้อยากจะคลิก

การขยับของเนื้อหาอาจจะเกิดมาจาก การที่เนื้อหาของเว็บไซต์บางส่วนยังโหลดไม่เสร็จ ซึ่งพอโหลดเสร็จทีหลัง เลยส่งผลให้เนื้อหาด้านล่างของส่วนนั้นๆ ถูกขยับตามกันลงไป เป็นต้น

4. Mobile Friendly – ใช้งานง่ายบนมือถือ

เว็บไซต์ต้องเป็น Mobile Responsive หมายความว่า Layout ของเว็บไซต์จะต้องปรับการแสดงผลให้เข้ากับอุปกรณ์ที่เปิดใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น Desktop Tablet หรือ Mobile

หลายเว็บไซต์ที่สร้างมาหลายปีก่อนหน้านี้ ยังไม่ได้เป็น Responsive Design สังเกตง่ายๆ คือ การแสดงผลบนมือถือ จะเหมือนกับบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ Desktop แต่จะถูกบีบให้แสดงในขนาดที่เล็กลงตามขนาดของมือถือ ซึ่งถ้าจะอ่านก็ต้องซูมขยายเนื้อหา ซึ่งในปีหน้า ทุกเว็บไซต์ โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีการทำ SEO อยู่แล้ว หรือวางแผนว่าจำทำ SEO ต้องรีบปรับด่วน

5. Safe Browsing – ความปลอดภัยในการใช้งาน

เว็บไซต์ต้องไม่มี Maware หรือ Spam ที่ถูกฝังอยู่ในเว็บไซต์ เพราะหากมี เวลาผู้ใช้เข้าใช้งานเว็บไซต์ ตัว Malware จะส่งผลให้เกิดการ Redirect เชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์อื่นๆ เช่นอาจจะเป็นไวรัส เว็บไซต์พนัน หรือเนื้อหาที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้งานได้

6. HTTPS

ลิงก์เว็บไซต์แบบเต็มๆ ที่เราน่าจะคุ้นเคยกัน คือ https://www.pacymedia.com สังเกตุด้านหน้าจะมี https อยู่

แต่หากเว็บไซต์ไหนที่ยังไม่มี s ข้างหลัง http ให้ดำเนินการติดต่อผู้ที่ดูแลเว็บไซต์ เปิดใช้งาน SSL Certificate (SSL ย่อมาจาก Secure Socket Layer ) ซึ่งจะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณมีความปลอดภัยในการส่งข้อมูลบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตต่อผู้ใช้งาน

7. Intrusive Interstitial – โฆษณาที่บังเนื้อหาหลัก

เข้าใจง่ายๆ คือ พวก Popup Ads ทั้งหลาย ที่เด้งขึ้นมาเต็มๆ หน้าจอจนไม่เห็นเนื้อหาหลักเมื่อผู้ใช้เข้ามายังเว็บไซต์ เพราะ Google จะมองว่าเป็นการบังเบื้อหาที่ผู้ใช้คลิกเข้ามาเพื่ออ่าน แต่ Popup Banner ที่เกี่ยวกับ การให้ผู้ใช้ยืนยันอายุก่อนเข้าเว็บไซต์ หรือยอมรับนโยบายความเป็นส่วนตัวก่อนเข้าใช้ ยังสามารถมีได้อยู่ ไม่ได้ถูกตรวจใน Google Algorithm นี้

อัลกอริธึม Google Pop up
Algorithm ใหม่ ห้ามมี Popup ที่บังเนื้อหาหลัก

ซึ่งหากดูจาก 7 ข้อที่ Google จะนำมาใช้เป็น Page Experience Signal หากใครทำ SEO สายขาว และเน้นการสร้างคุณค่าให้เว็บไซต์ ทั้งด้านเนื้อหา และโครงสร้างของโค้ดมาอย่างต่อเนื่อง และไม่มีอะไรที่หลุดกรอบ 7 ข้อนี้ ก็อาจจะอุ่นใจได้ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ การอัพเดทอัลกอริทึมนี้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการ ลงโฆษณา Google AdWords

อยากทำ SEO แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร

ขอคำปรึกษาจากทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน Search Marketing / Google Ads / SEO ติดต่อเรา ได้ที่ LINE: @pacymedia หรือ [email protected] 

บริการ รับทำ SEO สายขาว ที่ดีควรเป็นอย่างไร

บริการ รับทำ SEO สายขาว ติดหน้าแรก Google

การทำ SEO คือ การปรับเว็บไซต์ให้ถูกต้องตามหลักของ Google พัฒนาคุณภาพของเว็บไซต์ เพื่อให้อันดับในการแสดงผลบน Google นั้นดีขึ้น จนมาขึ้นบนหน้าแรกในที่สุด ซึ่งบริการทำ SEO ก็จะมีการทั้ง รับทำ SEO สายขาว และสายดำ โดยบทความนี้เราจะโฟกัสกันที่การทำ SEO สายขาว ทำความรู้จักว่า SEO สายขาวคือ อะไร และเทคนิคที่ส่งผลดีต่อธุรกิจในระยะยาว

การทำ SEO คืออะไร

เอเจนซี่ บริการ รับทำ SEO สายขาว
ตัวอย่างผลการค้นหาในรูปแบบโฆษณา (Google Ads) และ SEO

การทำ SEO คือการพัฒนาคุณภาพเว็บไซต์ เพื่อให้อันดับเว็บไซต์บน Google ดีขึ้น และมาอยู่หน้าแรก ซึ่งแต่ละหน้าค้นหาของ Google จะมีทั้งหมด 10 ตำแหน่ง เช่น หน้าที่ 1 ก็จะมีตำแหน่งที่ 1-10 และหน้าที่ 2 ก็จะมีตำแหน่งที่ 11-20 เป็นต้น โดยตำแหน่งที่ทุกธุรกิจต้องการให้เว็บไซต์ของตัวเองขึ้นก็คือตำแหน่งที่ 1

ปรึกษาเรา! หากต้องการติด Google SEO ด้วยกลยุทธ์ SEO สายขาว

ทีมผู้เชี่ยวชาญที่ Pacy Media พร้อมให้คำแนะนำ และให้บริการ SEO ครบวงจร

0 +
คำค้นหา ติดหน้าแรก
0 % +
Traffic ที่เพิ่มขึ้น
0 % +
ติดหน้าแรกใน 5 เดือน

– สิ่งที่คุณอาจกำลังสนใจ –

แต่ในการที่จะให้เว็บไซต์ไปขึ้นอันดับที่ 1 นั้นไม่ได้ใช้เวลาสั้นๆ แน่นอน เพราะ Google จะเลือกเฉพาะเว็บไซต์ที่ให้ประโยชน์ต่อผู้ที่เข้ามาค้นหา และมีเนื้อหาตรงกับคำที่ใช้ค้นหาเท่านั้น ในขณะที่เว็บไซต์ที่ต้องการขึ้นตำแหน่งที่ 1 นั้นมีมากจนนับไม่ถูก แต่ละเว็บไซต์จึงต้องแข่งกันพัฒนาคุณภาพเว็บไซต์ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ และเทคนิคต่างๆ ในการพัฒนาอย่างถูกต้อง

เอเจนซี่ที่ให้บริการทำ SEO จึงเกิดขึ้นมาเพื่อช่วยสร้างคุณภาพให้กับเว็บไซต์ด้วยเทคนิคต่างๆ เพื่อให้เว็บไซต์มีคุณภาพในสายตาของ Google โดยที่เจ้าของเว็บไซต์ หรือเจ้าของธุรกิจได้เอาเวลาไปทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด รวมถึงประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าการสร้างทีม SEO เอง เนื่องจากการสร้างทีมขึ้นมาอย่างน้อยก็จะมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นก็ 6 หลักต่อเดือนเข้าไปแล้ว

การทำ SEO สายขาว คืออะไร ต่างกับสายดำอย่างไร

เอเจนซี่ที่ รับทำ SEO สายขาว จะเน้นใช้เทคนิคพัฒนาเว็บไซต์ และเพิ่มคุณภาพเว็บไซต์อย่างถูกต้องตามหลักของ Google ซึ่งอาจจะใช้เวลาสักหน่อย บาง Keyword อาจใช้เวลา 3-6 เดือน ก็จะเริ่มมาขึ้นหน้าแรก ในขณะที่บาง Keyword ที่มีการแข่งขันสูง (ทุกๆ เว็บไซต์แข่งกันพัฒนาคุณภาพ เพื่อที่จะให้ขึ้นหน้าแรก) ก็อาจจะใช้เวลา 6-12 เดือนได้เหมือนกัน แต่รับรองว่าเป็นผลดีต่อธุรกิจในระยะยาวแน่นอน

SEO สายขาว และ SEO สายดำ ต่างกันยังไง
ข้อแตกต่างระหว่าง SEO สายขาว และสายดำ (ภาพจาก neilpatel.com)

ในขณะที่เจ้าของเว็บไซต์บางคน ไม่อยากรอ ใจร้อน จึงเลือกใช้บริการทำ SEO สายดำ ซึ่งอาจจะใช้เวลาสั้นกว่าในการเห็นการพัฒนาของอันดับ แต่ในระยะเวลาไม่นานหลังจากนั้น เว็บไซต์มีโอกาสโดน Google แบนสูงมาก ซึ่งไม่คุ้มต่อการทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ในระยะยาวแน่นอน โดยปกติแล้วธุรกิจที่เลือกทำ SEO สายดำจะเป็นธุรกิจสีเทา หรือธุรกิจสีดำ เช่น เว็บไซต์พนัน เป็นต้น

บริการ รับทำ SEO สายขาว ที่ดีควรเป็นอย่างไร

มีหลายอย่างมากมากที่จำเป็นต้องทำในการทำ SEO สายขาวให้มีประสิทธิภาพ โดยลองอ่านเพิ่มเติมได้จาก 7 ปัจจัยในการเริ่มทำ SEO แต่ 5 ข้อนี้ คือสิ่งที่สำคัญมากในการทำ SEO ให้ได้ผล และยังคงได้ผลในระยะยาว

1. ไม่ใช้โปรแกรม หรือหุ่นยนต์ในการสร้างลิงก์

อีกหนึ่งเทคนิคในการทำ SEO คือการสร้างลิงก์มายังเว็บไซต์ ซึ่งลิงก์ที่เกิดขึ้นนั้นควรเป็นลิงก์ที่เกิดขึ้นอย่างธรรมชาติ ไม่ควรเป็นลิงก์ที่สร้างขึ้นจากการใช้โปรแกรมอัตโนมัติ หรือหุ่นยนต์ เข้ามาช่วยโพสต์บนเว็บไซต์ต่างๆ เพราะเมื่อ Google จับได้ เว็บไซต์ก็จะถูกแบน

2. ไม่ทำ Spam Keyword

บริการ รับทำ SEO สายขาว ยังคงให้ความสำคัญกับ Keyword บนหน้าเว็บไซต์ แต่เราไม่ให้ความสำคัญกับการทำ Spam Keyword ซึ่งคือวิธีการใส่ Keyword จำนวนมากบนหน้าเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นการใส่เป็นตัวอักษรเล็กๆ เปลี่ยนสีเป็นสีขาว หรือการเขียนคอนเทนต์ที่อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง มีแต่ Keyword เดิมวนไปวนมา

3. ไม่ทำ Content Spinning

Content Spinning คือการนำบทความที่โพสต์อยู่บนเว็บไซต์อื่นอยู่แล้ว มาเข้าโปรแกรม Content Spinning เพื่อปรับการเขียน การใช้คำ การเรียงประโยคใหม่ เพื่อให้ออกมาดูเหมือนเป็นบทความใหม่ และมีเนื้อหาไม่ซ้ำกัน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ที่ขี้เกียจเขียนคอนเทนต์ใหม่ๆ ได้มีคอนเทนต์นำมาลงบนเว็บไซต์ โดยไม่ต้องลงมือเขียนเอง วิธีนี้เป็นวิธีที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง นอกจากจะเป็นการไม่ให้เกียรติบทความต้นฉบับ ยังส่งผลให้เว็บไซต์ถูกแบนเมื่อ Google ตรวจเจอ

นอกจากนี้ การคัดลอกบทความจากเว็บไซต์อื่น และนำมาโพสต์ซ้ำบนเว็บไซต์ นอกจากจะผิดลิขสิทธิแล้ว ยังทำให้คุณภาพของเว็บไซต์เราลดลงอีกด้วย

4. ให้ความสำคัญกับ On-page Optimization

On-page Optimization คือการปรับหน้าเว็บไซต์ ทั้งเรื่องโครงสร้าง และเนื้อหา เพื่อให้เว็บไซต์มีคุณภาพ การปรับหน้าเว็บไซต์นี้รวมถึงการติดตั้ง SSL ให้กับโดเมน การรองรับการแสดงผลบนมือถือ การจัดวางคอนเทนต์ เช่น Title / Description / Keyword และอีกมากมาย รวมถึงการอัพเดทคอนเทนต์เป็นประจำ

5. ให้ความสำคับกับ Off-page Optimization

นอกจากจะเพิ่มคุณภาพบนตัวเว็บไซต์เองแล้ว จำเป็นต้องเพิ่มคุณภาพในส่วนที่อยู่นอกเหนือจากเว็บไซต์ด้วย ซึ่งหลักๆ จะเป็นการสร้างลิงก์ต่างๆ ซึ่งต้องเป็นลิงก์ที่เป็นธรรมชาติ เช่น เว็บไซต์ที่เป็นที่นิยมใส่ลิงก์ให้เครดิตเว็บไซต์ของเรา โดยต้องไม่เป็นลิงก์ที่สร้างโดยโปรแกรมอัตโนมัติ 

สำหรับ Pacy Media เอเจนซี่ของเราให้ความสำคัญกับ 5 ข้อนี้เป็นอย่างมาก โดยเราให้ความสำคัญกับการทำ SEO ระยะยาว โดยบริการ รับทำ SEO สายขาวของเราจะถูกต้องตามหลักของ Google ในราคาที่เหมาะสมสำหรับทุกธุรกิจ หากธุรกิจของคุณต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง SEO ช่วยตรวจสอบความพร้อมของเว็บไซต์ รวมถึงช่วยเช็ค Keyword ที่เหมาะสม สามารถติดต่อเราได้เลย

เริ่มทำ SEO อย่างถูกต้องตามหลัก Google เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

ขอคำปรึกษาจากทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO และ Digital Marketing ติดต่อเรา ได้ที่ LINE: @pacymedia หรือ [email protected] 

Impr. (Top) % ตัวบอกตำแหน่งโฆษณา Google แทน Average Position

Impr abs top ตำแหน่ง โฆษณา Google

หากใครลงโฆษณาบนหน้าค้นหา Google หรือ Google Ads (Search) ไม่ว่าจะใช้บริการเอเจนซี่ หรือ ลงโฆษณา Google เอง จะรู้แล้วว่า Google ได้ยกเลิกการใช้ตัวเลข Average Position ในการบอกตำแหน่งเฉลี่ยของการแสดงโฆษณา โดยได้นำ Impr. (Top) % และ Impr. (Abs. Top) % มาใช้เป็นตัวบอกตำแหน่งของโฆษณาแทน ซึ่งชื่อเต็มๆ ของเจ้า 2 ตัวนี้คือ Search Top Impression Rate และ Search Absolute Top Impression Rate

หลายคนให้ Feedback มาว่า งงกับตัวเลข 2 ตัวนี้มาก ไม่รู้ว่า คืออะไร ดูยังไง ใช้ยังไง มีประโยชน์อย่างไร วันนี้เราจะมาอธิบาย และสอบวิธีการดูตัวเลขคร่าวๆ แบบเข้าใจง่ายกัน โดยจะมี 3 Metrics ที่เราอยากให้ทำความรู้จักกันก่อน

Impr. (Abs. Top) % และ Impr. (Top) % คืออะไร

– Average Position (Avg. Pos.) คืออะไร?

ก่อนอื่น มาทบทวนความหมายของ Avg. Pos. กันก่อนดีกว่า ซึ่งก็ตรงตัวอยู่แล้ว คือตำแหน่งเฉลี่ยที่โฆษณาแสดง เช่น หากดูผลโฆษณาแล้วเห็นว่าวันนี้ Avg. Pos. = 2.0 หมายความว่า โดยเฉลี่ยแล้ว วันนี้โฆษณาของเราแสดงที่ตำแหน่งที่ 2.0 นั่นหมายความว่า บางครั้งอาจจะแสดงตำแหน่งที่ 1.0 บางครั้งอาจจะแสดงตำแหน่งที่ 4.0 แต่ เมื่อคำนวณ “โดยเฉลี่ย” แล้วเท่ากับตำแหน่งที่ 2.0

– Impr. (Top) % คืออะไร?

สังเกตได้ว่า Google จะเริ่มบอกตัวเลขเป็น % แทนที่จะบอกเป็นค่าเฉลี่ย โดย Search Top Impression Rate คือ อัตราการแสดงโฆษณาในส่วนด้านบนของหน้า Google (SERPs) ยกตัวอย่างง่ายๆ หาก Impr. (Top) % = 100% หมายความว่า การแสดงของโฆษณาทั้งหมดแสดงที่ตำแหน่งบนของหน้า Google หรือ ตำแหน่ง 1-4 นั่นเอง

หรือหาก 80% หมายความว่า สมมุติโฆษณาแสดง 100 ครั้ง มี 80 ครั้งที่แสดงด้านบน อีก 20 ครั้ง แสดงด้านล่าง

– Impr. (Abs. Top) % คืออะไร?

Abs. ย่อมาจาก Absolute หมายถึง “ตำแหน่งที่ 1 เท่านั้น” ดังนั้น Search Absolute Top Impression Rate จะเป็นตัวเลขที่บอกอัตราการแสดงโฆษณา “ตำแหน่งที่ 1” ของหน้า Google (SERPs) ยกตัวอย่างเช่น Impr. (Abs. Top) % = 100% หมายความว่าในทุกๆ ครั้งที่โฆษณาแสดง ขึ้นอันดับที่ 1 ทุกครั้ง

หรือหาก 80% หมายความว่า สมมุติโฆษณาแสดง 100 ครั้ง มี 80 ครั้งที่แสดงอันดับที่ 1 อีก 20 ครั้ง แสดงตำแหน่งอื่นๆ ที่ไม่ใช่ตำแหน่งที่ 1

ข้อดีของ Impr. (Abs. Top) % และ Impr. (Top) % เทียบกับ Avg. Pos.

จากคำอธิบายด้านบน จะเห็นได้ว่า Avg. Pos. จะบอกแค่ตำแหน่งเฉลี่ย แต่เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ถ้าคิดเป็น % แล้วส่วนใหญ่โฆษณาของเราอยู่ตำแหน่งไหนบ่อยที่สุด ทำให้ Impr. (Top) % และ Impr. (Abs. Top) % เข้ามาช่วยตอบโจทย์ตรงนี้ได้

หลายคนจะรู้สึกหงุดหงิดที่ไม่ได้เห็นตำแหน่งเป็นตัวเลขเฉลี่ย แต่จริงๆ แล้ว ในการลงโฆษณา Google ใช่ว่าเราจำเป็นต้องรู้รายละเอียดขนาดที่ว่าขึ้นตำแหน่งไหนบ้างเพราะตำแหน่งหลักๆ ที่หลายธุรกิจจะสนใจเป็นพิเศษคือด้านบนและตำแหน่งแรกเท่านั้น ซึ่ง Impr. (Top) % และ Impr. (Abs. Top) % ช่วยทำให้เห็นภาพได้มากยิ่งขึ้น

ตัวอย่างการใช้งาน

Case 1:

Impr. (Top) % = 100%, Impr. (Abs. Top) % = 10%

หากตัวเลขจากผลโฆษณาแสดงออกมาตามตัวอย่างด้านบน หมายความว่า โฆษณาของคุณตอนนี้ 100% แสดงที่ “ด้านบน” ของหน้า Google ซึ่งหากดูจำนวนครั้งที่โฆษณาแสดงทั้งหมด มีเพียง 10% ที่โฆษณาแสดง “ตำแหน่งที่ 1” หมายความว่า 90% ของการแสดงผล โฆษณาอาจจะอยู่ตำแหน่งที่ 2-4

ในกรณีนี้ คุณไม่จำเป็นที่จะต้องเพิ่ม Bidding หรือ Max. CPC  เพื่อเพิ่ม Search Top Impression Rate เพราะตัวเลขที่ได้เป็น 100% แล้ว (ซึ่งหากเป็น 90% หรือ 95% ก็ถือว่าดีแล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องให้เป็น 100% เสมอ) แต่หากคุณต้องการเพิ่ม Search Absolute Top Impression Rate ก็อาจจะต้องลองปรับ Bidding หรือ Max. CPC ให้สูงขึ้นทีละนิด เพียงเช็คดูว่า % จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นหรือเปล่า

Case 2:

Impr. (Top) % = 10%, Impr. (Abs. Top) % = 0%

หากตัวเลขจากผลโฆษณาแสดงออกมาตามตัวอย่างด้านบน หมายความว่า โฆษณาของคุณตอนนี้มีเพียง 10% แสดงที่ “ด้านบน” ของหน้า Google ส่วน 90% ที่เหลือ แสดงด้านล่างของหน้า Google ซึ่งมี 0% หรือ ไม่มีสักครั้งเลยที่โฆษณาแสดง “ตำแหน่งที่ 1”

ในกรณีนี้ หากต้องการปรับอันดับโฆษณาให้สูงขึ้น ช่วงแรกอาจลองโฟกัสที่ Search Top Impression Rate ก่อน เพื่อให้โฆษณาแสดง “ด้านบน” มากขึ้น โดยสามารปรับ Bidding หรือ Max. CPC ให้สูงขึ้นทีละนิด เพียงเช็คดูว่าตัวเลข % จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นหรือเปล่า เมื่อเริ่มขึ้นด้านบนตามต้องการแล้ว ต่อไปค่อยปรับ Search Absolute Top Impression Rate จะทำให้ไม่เสียงบโฆษณาเยอะเกินความจำเป็น และจะได้เรียนรู้ด้วยว่าการปรับขนาดไหนเหมาะกับธุรกิจที่สุด

ข้อควรระวังในการปรับตำแหน่งโฆษณา

ในการปรับ Bidding หรือ Max. CPC ให้สูงขึ้น ต้องระวังเป็นอย่างมาก เพราะหากปรับเพิ่มเยอะเกินไป ในขณะที่ Daily Budget ที่ใช้ไม่ได้สูงมาก อาจทำให้อัตราการแสดงของโฆษณาลดลง ดังนั้นควรดู Search Impression Share และ Metric อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Search Impression Share ควบคู่ไปด้วย แต่บทความนี้จขอะพูดถึงเรื่องตำแหน่งโฆษณาเป็นหลัก

ในมุมมองของเอเจนซี่ หลายธุรกิจที่มีการวัดผลโฆษณาเช่น วัด Conversion ต่างๆ ที่มาจากโฆษณา Google อาจไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงตำแหน่งโฆษณาขนาดนั้น อยากให้วัดผลลัพธ์ที่ Conversion Rate มากกว่า เช่น หากโฆษณาขึ้นอันดับ 2-3 แต่ Conversion ยังดีอยู่ ก็ไม่จำเป็นต้องขึ้นเป็นที่ 1 ซึ่งก็จะช่วยให้เราประหยัดค่าโฆษณา และส่งผลให้ Cost per Conversion ต่ำลงด้วย

"อย่าปล่อยให้ลูกค้าหลุดไปเป็นของคู่แข่ง"

ขอคำแนะนำจาก Pacy Media ได้ที่ LINE: @pacymedia หรือ [email protected] 

ทำความรู้จัก 4 ประเภท Keyword ในการลง โฆษณา Google

ประเภท Keyword โฆษณา Google

หากใครได้ศึกษาเกี่ยวกับ โฆษณา Google มาบ้างแล้ว จะทราบว่าการใส่ Keyword นั้นสามารถใส่ได้หลายประเภท ซึ่งจะมีทั้งหมด 4 ประเภทหลักๆ คือ Broad, Broad Match Modifier,  Phrase และ Exact โดยแต่ละประเภทมีการทำงานที่ต่างกัน

ซึ่งที่ Pacy Media เอง เวลาเราลงโฆษณา Google ให้ลูกค้า เราจะเลือกประเภทที่เหมาะสมกับสินค้า และจุดประสงค์ในการลงโฆษณาของลูกค้าที่สุด เพื่อให้โฆษณาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และใช้งบโฆษณาคุ้มค่าที่สุด ลูกค้าเพียงแค่แจ้งตัวอย่าง Keyword ที่ต้องการ ที่เหลือทีมวิเคราะห์ของเราจะจัดการให้คุณเอง

ทีนี้มาลองดูกันเลยดีกว่าว่า Keyword ทั้ง 4 ประเภท ทำงานอย่างไร และมีประโยชน์อย่างไร..

Broad

แปลตรงๆ ตัวเลยก็คือประเภท “กว้างๆ” หมายความว่า โฆษณาของคุณจะแสดงผลลัพธ์ที่ตรงกับ Keyword ที่คุณใส่ และที่ใกล้เคียงกับ Keyword ที่คุณใส่ ไม่ว่าจะเป็น คำที่สะกดผิด คำอื่นๆ ที่ใช้เรียกสินค้านี้ (synonyms) คำค้นหาที่ใกล้เคียง โดยการใส่ Keyword ประเภทนี้จะไม่มีเครื่องหมายใดๆ สามารถใส่เป็นคำๆ นั้นได้เลย

เช่น Keyword ของคุณคือ รองเท้าผู้หญิง แต่หากผู้ใช้ ค้นหาด้วยคำค้นหา รองเท้าสตรี รองเท้าแตะผู้หญิงโฆษณาของคุณก็จะแสดงเช่นกัน

Broad Match Modifier (BMM)

Keyword ประเภทนี้จะเริ่มแคบลงมากว่า Broad นิดนึง โดยการใส่ Keyword ประเภทนี้จะมีเครื่องหมาย + ข้างหน้าแต่ละคำ โดยระบบจะแสดงโฆษณาหากมีการค้นหาด้วยคำที่ตรงกับ Keyword และจะไม่แสดงโฆษณาสำหรับคำค้นหาที่ใกล้เคียง

เช่น Keyword ของคุณคือ +รองเท้า +ผู้หญิง โฆษณาของคุณจะแสดงหากค้นหาด้วยคำว่า ร้านรองเท้าผู้หญิง รองเท้าสำหรับผู้หญิง ผู้หญิงหาซื้อรองเท้า (สลับหน้าหลังก็ได้) แต่จะไม่แสดงหากค้นหาด้วยคำว่า รองเท้าสตรี

พูดง่ายๆ คือ ผู้ใช้ค้นหาว่าอะไรก็ได้ ตราบใดที่มีคำว่า รองเท้า กับ ผู้หญิง ในประโยค โฆษณาก็จะแสดง

Phrase

Phrase Match จะแคบกว่า Broad และ BMM โดยจะต้องใส่เครื่องหมายคำพูด “_____”  จะต่างจาก BMM ตรงที่ คำค้นหาที่ผู้ใช้ใช้ค้นหาจำเป็นต้องเรียงกันตามที่เราใส่ในเครื่องหมายคำพูดเท่านั้น หากยังไม่เข้าใจ ให้ลองดูตัวอย่าง..

เช่น Keyword ของคุณคือ “รองเท้าผู้หญิง” โฆษณาของคุณจะแสดงหากค้นหาด้วยคำว่า ซื้อรองเท้าผู้หญิงที่ไหน ร้านรองเท้าผู้หญิง ร้านรองเท้าผู้หญิง กรุงเทพ แต่จะไม่แสดงหากค้นหาด้วยคำว่า รองเท้าสตรี ผู้หญิงหาซื้อรองเท้า (สลับหน้าหลังไม่ได้) รองเท้าสำหรับผู้หญิง (อยู่ห่างกันก็ไม่ได้)

Exact

จะเป็นประเภทที่แคบที่สุด โดยจะใส่เครื่องหมาย [_____] วงเล็บ โฆษณาจะแสดงต่อเมื่อค้นหาด้วยคำที่ตรงกับ Keyword เท่านั้น

เช่น Keyword ของคุณคือ [รองเท้าผู้หญิง] โฆษณาของคุณจะแสดงหากค้นหาด้วยคำว่า รองเท้าผู้หญิง เท่านั้น แต่จะไม่แสดงหากค้นหาด้วยคำว่า ร้านรองเท้าผู้หญิง รองเท้าสำหรับผู้หญิง ผู้หญิงหาซื้อรองเท้า ซื้อรองเท้าผู้หญิงที่ไหน ร้านรองเท้าผู้หญิง รองเท้าสตรี

สิ่งที่คุณอาจกังวล

หลายคนกังวลว่า ต้องใส่ Keyword ให้เยอะๆ เลยไหม เพื่อให้โฆษณาขึ้นเยอะๆ คำตอบคือ ไม่จำเป็นครับ เพราะ หลายๆ คำ Google จะสามารถหาคำใกล้เคียงให้ได้โดยอัตโนมัติ เช่น ร้านจักรยานกรุงเทพ แต่หากผู้ใช้ค้นหาว่า ร้านจักรยาน กทม. โฆษณาก็จะโอกาสขึ้นเช่นกัน

การใส่ Keyword เยอะเกินไปไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะบางทีจะเกิดการทับซ้อน (Duplicate) ของ Keyword ทำให้ระบบ Google เริ่มงงว่าจะต้องไป Trigger ท่ี Keyword ไหนในกรณีที่ใส่ Keyword ทับซ้อนกัน

คำแนะนำจากเรา

ให้เริ่มจาก Keyword แคบๆ ที่ตรงกับสินค้าของคุณที่สุด อย่าเพิ่งไปเริ่มด้วย Broad เพราะมันจะทำให้คุณต้องใช้งบโฆษณาที่สูงเกินความจำเป็น และอัตราการปิดการขายอาจจะต่ำกว่า เว้นแต่ว่า คุณต้องการทำโฆษณา Google Search โดยเน้นการสร้างการรับรู้ในตัวสินค้า หรือคุณได้เริ่มด้วย Exact หรือ Phrase แล้ว และมั่นใจแล้วว่า นี่คือกลุ่ม Keyword ที่มีประสิทธิภาพจริงๆ จากนั้นค่อนเริ่ิมใช้ประเภท Keyword ที่กว้างขึ้น โดยเน้นการใส่ Negative Keyword ไปด้วยอย่างสม่ำเสมอ

NEXT STEP

ต้องการให้เราช่วย Audit บัญชีโฆษณา หรือให้เราดูแลแคมเปญของคุณโดยผู้เชี่ยวชาญ ติดต่อเรา เพื่อหาคำตอบว่าเราสามารถช่วยคุณได้อย่างไร หรือเรียนรู้ เกี่ยวกับเรา และ บริการของเรา เพิ่มเติม

ทำการตลาดบนหน้าค้นหา Google ด้วย AdWords และ SEO

โฆษณา-Google-AdWords-SEO-Pacy-Media-เพซี่-มีเดีย

Search Marketing คือการทำการตลาดบนหน้าค้นหาบน Google, Bing, หรือ Yahoo ซึ่งในไทยจะคุ้นเคยกับ Google เป็นส่วนใหญ่ และในบทความนี้ เราจะพูดถึง Google เป็นหลัก ซึ่งเราสามารถใช้ประโยชน์ในการทำการตลาดจาก Search Engine แบบ Google ได้โดยทำให้เว็บไซต์แสดง เมื่อมีผู้ใช้ค้นหาด้วย Keyword ที่ตรงกับเนื้อหาบนเว็บไซต์

เมื่อผู้ใช้เริ่มทำการค้นหา เว็บไซด์ต่างๆ มากมายก็จะแสดงขึ้นบนหน้าผลค้นหา หรือเรียกว่า SERP (Search Engine Results Page)  จากการวิจัยที่ผ่านมาพบว่าเว็บไซต์ไหนที่ขึ้นบนหน้า SERP บ่อย ก็จะมีผู้ใช้เข้ามาในเว็บไซต์มากขึ้นด้วย  แต่คำถามคือ เราจะให้เว็บไซต์ไปขึ้นบนหน้าค้นหาได้อย่างไร? นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ Search Marketing มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เว็บไซด์ขึ้นอยู่บนหน้าแรกๆ

Search Marketing สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท

ในทุกๆ วันมีคนค้นหาบน Google เป็นล้านครั้ง ทั้งบนมือถือ และคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น ค้นหาร้านอาหาร สินค้า หรือบริการ ที่กำลังสนใจ นี่คือโอกาศของผู้ที่ทำธุรกิจทั้งออนไลน์และออฟไลน์ในการสร้างฐานลูกค้าใหม่ๆ เพียงแค่ต้องทำให้เว็บไซต์ของคุณแสดงผลบนหน้าค้นหา ซึ่งจะมี 2 ประเภทหลักๆ

  1. SEO (Search Engine Optimization) คือการที่เว็บไซต์ขึ้นบนหน้าค้นหาโดยธรรมชาติ ไม่ต้องเสียเงินให้ Google แต่เสียค่าบริการให้ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO เพื่อดันอันดับเว็บไซต์ขึ้น
  2. PPC (Pay-per-click หรือ AdWords) คือการที่เว็บไซต์ขึ้นในรูปแบบของการโฆษณา และมีการเก็บเงินเมื่อมีคนคลิกเข้าไปชมเว็บไซต์

1. SEO (Search Engine Optimization)

หลังจากที่ผู้ใช้ทำการค้นหาบน Google รายชื่อเว็บไซต์ที่แสดงบนหน้าค้นหา (ผลค้นหาที่อยู่ในกรอบสีฟ้าตามภาพด้านบน) เรียกว่า Organic Result ซึ่งจะแสดงด้านล่างเว็บไซต์ที่ขึ้นในรูปแบบของโฆษณา AdWords หรือ PPC ซึ่งผลการค้นหาในส่วนนี้ Google จะเป็นผู้เลือกให้ขึ้นมาแสดง

Google ค้นหาเว็บไซต์เพื่อมาแสดงผลบนหน้าแรกโดยการรวบรวมข้อมูลต่างๆ บนเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็น เนื้อหา บทความ หัวข้อ รูปภาพ หรือไฟล์ต่างๆ รวมถึง Meta Tags ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโค้ดบนเว็บไซต์ โดยจะคอยดูว่าเว็บไซต์ของคุณมีเนื้อหาตรงกับคำค้นหานั้นๆ หรือไม่ หากเว็บไซต์ของคุณแสดงแต่ไม่มีใครคลิกเลย Google ก็จะบันทึกไว้ว่าเว็บไซต์ของคุณไม่ตรงกับคำค้นหานั้น ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดนี้จะประมวลผลโดย Algorithms ที่ซับซ้อนมาก

หากคุณต้องการ ทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพ เราแนะนำให้คุณสร้างคอนเทนต์เป็นประจำ โดยใช้ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการ วัดผล และปรับปรุงคอนเทนต์ให้ดึขึ้น รวมถึงปรับโครงสร้างเว็บไซต์ให้ง่ายต่อการใช้งาน ทั้งด้านการเขียนโค้ดและดีไซน์ เพื่อให้ผู้ใช้ที่เข้ามาอ่าน แชร์เว็บไซต์ของคุณออกไป เพราะยิ่งมีการแชร์มากเท่าไหร่ เว็บไซต์ก็จะได้รับคะแนนคุณภาพเพิ่มขึ้นเท่านั้น

การทำ SEO จำเป็นต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5-6 เดือนในการให้เว็บไซต์ขึ้นมาบน หน้าแรก Google ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่ต้องขยันที่จะปรับปรุงหน้าเว็บไซต์และเนื้อหาอยู่เป็นประจำ ควรนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์อย่างละเอียดเพื่อวัดผลและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หากท่านใดต้องการให้เราช่วยเหลือเกี่ยวกับการทำ SEO สามารถติดต่อทีมงาน Pacy Media ได้ครับ

สำหรับใครที่รู้ตัวว่าไม่ชอบรอ ต้องการเรียก Traffic เข้าเว็บไซต์จากหน้า Google ทันทีในระเวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมง สามารถทำใช้วิธีที่ 2 คือ Google AdWords หรือการลงโฆษณานั่นเอง

2. โฆษณา PPC หรือ Google AdWords

เป็นการลงโฆษณาบนหน้าค้นหากับ Google โดยตรง คุณสามารถเลือก Keyword ได้ตามต้องการ สร้างคำโฆษณาได้เอง ปรับเปลี่ยนได้ทุกเมื่อ และวัดผลได้ตลอด โดยที่ Google จะคิดเงินต่อเมื่อมีคนคลิกบนโฆษณาเท่านั้น เช่น คลิกละ 3 บาท 5 บาท หรือ 10 บาท (ขึ้นอยู่กับจำนวนการแข่งขันของ Keyword ณ เวลานั้นๆ) วิธีนี้จะคล่องตัวต่อการทำธุรกิจในปัจจุบันเป็นอย่างมาก

ทำไมจึงคล่องตัว? ลองดูตัวอย่างง่ายๆ หากคุณให้บริการเช่ารถที่จังหวัดเชียงราย และมีโปรโมชั่นพิเศษในช่วงปีใหม่ โดยให้ส่วนลด 5% ในช่วงวันคริสต์มาส และเพิ่มส่วนลดเป็น 10% ในช่วงปีใหม่ ซึ่งคุณต้องการให้ลูกค้าที่เข้ามาค้นหาเห็นโปรโมชั่น 5% และ 10% ในแต่ละช่วงเวลา หากคุณทำ SEO อย่างเดียว อาจจะไม่ตอบโจทย์ เพราะการเปลี่ยน Title หน้าเว็บไซต์ต้องใช้เวลานาน และรออีกหลายเดือนกว่าจะเริ่มติดหน้าแรก Google อีกครั้ง แต่หากคุณทำ Google AdWords คุณสามารถเปลี่ยนคำโฆษณาได้ทันที ตามระยะเวลาที่ต้องการ โดยใช้เวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง คำโฆษณาใหม่ก็เริ่มให้งานได้ทันที

อีกประโยชน์หลักๆ ของ AdWords คือ หากช่วงไหนเป็น Low Season โดยทางร้านต้องการลดงบโฆษณา ก็สามารถปรับได้ตามต้องการ เช่นเดียวกับช่วย High Season ทางร้านก็สามารถเพิ่มงบโฆษณาได้ทันที

ท่านใดที่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับในวิธีที่ 2 สามารถเข้าไปอ่านเกี่ยวกับ บริการโฆษณา Google AdWords