Impr. (Top) % ตัวบอกตำแหน่งโฆษณา Google แทน Average Position

Impr abs top ตำแหน่ง โฆษณา Google

หากใครลงโฆษณาบนหน้าค้นหา Google หรือ Google Ads (Search) ไม่ว่าจะใช้บริการเอเจนซี่ หรือ ลงโฆษณา Google เอง จะรู้แล้วว่า Google ได้ยกเลิกการใช้ตัวเลข Average Position ในการบอกตำแหน่งเฉลี่ยของการแสดงโฆษณา โดยได้นำ Impr. (Top) % และ Impr. (Abs. Top) % มาใช้เป็นตัวบอกตำแหน่งของโฆษณาแทน ซึ่งชื่อเต็มๆ ของเจ้า 2 ตัวนี้คือ Search Top Impression Rate และ Search Absolute Top Impression Rate

หลายคนให้ Feedback มาว่า งงกับตัวเลข 2 ตัวนี้มาก ไม่รู้ว่า คืออะไร ดูยังไง ใช้ยังไง มีประโยชน์อย่างไร วันนี้เราจะมาอธิบาย และสอบวิธีการดูตัวเลขคร่าวๆ แบบเข้าใจง่ายกัน โดยจะมี 3 Metrics ที่เราอยากให้ทำความรู้จักกันก่อน

Impr. (Abs. Top) % และ Impr. (Top) % คืออะไร

– Average Position (Avg. Pos.) คืออะไร?

ก่อนอื่น มาทบทวนความหมายของ Avg. Pos. กันก่อนดีกว่า ซึ่งก็ตรงตัวอยู่แล้ว คือตำแหน่งเฉลี่ยที่โฆษณาแสดง เช่น หากดูผลโฆษณาแล้วเห็นว่าวันนี้ Avg. Pos. = 2.0 หมายความว่า โดยเฉลี่ยแล้ว วันนี้โฆษณาของเราแสดงที่ตำแหน่งที่ 2.0 นั่นหมายความว่า บางครั้งอาจจะแสดงตำแหน่งที่ 1.0 บางครั้งอาจจะแสดงตำแหน่งที่ 4.0 แต่ เมื่อคำนวณ “โดยเฉลี่ย” แล้วเท่ากับตำแหน่งที่ 2.0

– Impr. (Top) % คืออะไร?

สังเกตได้ว่า Google จะเริ่มบอกตัวเลขเป็น % แทนที่จะบอกเป็นค่าเฉลี่ย โดย Search Top Impression Rate คือ อัตราการแสดงโฆษณาในส่วนด้านบนของหน้า Google (SERPs) ยกตัวอย่างง่ายๆ หาก Impr. (Top) % = 100% หมายความว่า การแสดงของโฆษณาทั้งหมดแสดงที่ตำแหน่งบนของหน้า Google หรือ ตำแหน่ง 1-4 นั่นเอง

หรือหาก 80% หมายความว่า สมมุติโฆษณาแสดง 100 ครั้ง มี 80 ครั้งที่แสดงด้านบน อีก 20 ครั้ง แสดงด้านล่าง

– Impr. (Abs. Top) % คืออะไร?

Abs. ย่อมาจาก Absolute หมายถึง “ตำแหน่งที่ 1 เท่านั้น” ดังนั้น Search Absolute Top Impression Rate จะเป็นตัวเลขที่บอกอัตราการแสดงโฆษณา “ตำแหน่งที่ 1” ของหน้า Google (SERPs) ยกตัวอย่างเช่น Impr. (Abs. Top) % = 100% หมายความว่าในทุกๆ ครั้งที่โฆษณาแสดง ขึ้นอันดับที่ 1 ทุกครั้ง

หรือหาก 80% หมายความว่า สมมุติโฆษณาแสดง 100 ครั้ง มี 80 ครั้งที่แสดงอันดับที่ 1 อีก 20 ครั้ง แสดงตำแหน่งอื่นๆ ที่ไม่ใช่ตำแหน่งที่ 1

ข้อดีของ Impr. (Abs. Top) % และ Impr. (Top) % เทียบกับ Avg. Pos.

จากคำอธิบายด้านบน จะเห็นได้ว่า Avg. Pos. จะบอกแค่ตำแหน่งเฉลี่ย แต่เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ถ้าคิดเป็น % แล้วส่วนใหญ่โฆษณาของเราอยู่ตำแหน่งไหนบ่อยที่สุด ทำให้ Impr. (Top) % และ Impr. (Abs. Top) % เข้ามาช่วยตอบโจทย์ตรงนี้ได้

หลายคนจะรู้สึกหงุดหงิดที่ไม่ได้เห็นตำแหน่งเป็นตัวเลขเฉลี่ย แต่จริงๆ แล้ว ในการลงโฆษณา Google ใช่ว่าเราจำเป็นต้องรู้รายละเอียดขนาดที่ว่าขึ้นตำแหน่งไหนบ้างเพราะตำแหน่งหลักๆ ที่หลายธุรกิจจะสนใจเป็นพิเศษคือด้านบนและตำแหน่งแรกเท่านั้น ซึ่ง Impr. (Top) % และ Impr. (Abs. Top) % ช่วยทำให้เห็นภาพได้มากยิ่งขึ้น

ตัวอย่างการใช้งาน

Case 1:

Impr. (Top) % = 100%, Impr. (Abs. Top) % = 10%

หากตัวเลขจากผลโฆษณาแสดงออกมาตามตัวอย่างด้านบน หมายความว่า โฆษณาของคุณตอนนี้ 100% แสดงที่ “ด้านบน” ของหน้า Google ซึ่งหากดูจำนวนครั้งที่โฆษณาแสดงทั้งหมด มีเพียง 10% ที่โฆษณาแสดง “ตำแหน่งที่ 1” หมายความว่า 90% ของการแสดงผล โฆษณาอาจจะอยู่ตำแหน่งที่ 2-4

ในกรณีนี้ คุณไม่จำเป็นที่จะต้องเพิ่ม Bidding หรือ Max. CPC  เพื่อเพิ่ม Search Top Impression Rate เพราะตัวเลขที่ได้เป็น 100% แล้ว (ซึ่งหากเป็น 90% หรือ 95% ก็ถือว่าดีแล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องให้เป็น 100% เสมอ) แต่หากคุณต้องการเพิ่ม Search Absolute Top Impression Rate ก็อาจจะต้องลองปรับ Bidding หรือ Max. CPC ให้สูงขึ้นทีละนิด เพียงเช็คดูว่า % จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นหรือเปล่า

Case 2:

Impr. (Top) % = 10%, Impr. (Abs. Top) % = 0%

หากตัวเลขจากผลโฆษณาแสดงออกมาตามตัวอย่างด้านบน หมายความว่า โฆษณาของคุณตอนนี้มีเพียง 10% แสดงที่ “ด้านบน” ของหน้า Google ส่วน 90% ที่เหลือ แสดงด้านล่างของหน้า Google ซึ่งมี 0% หรือ ไม่มีสักครั้งเลยที่โฆษณาแสดง “ตำแหน่งที่ 1”

ในกรณีนี้ หากต้องการปรับอันดับโฆษณาให้สูงขึ้น ช่วงแรกอาจลองโฟกัสที่ Search Top Impression Rate ก่อน เพื่อให้โฆษณาแสดง “ด้านบน” มากขึ้น โดยสามารปรับ Bidding หรือ Max. CPC ให้สูงขึ้นทีละนิด เพียงเช็คดูว่าตัวเลข % จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นหรือเปล่า เมื่อเริ่มขึ้นด้านบนตามต้องการแล้ว ต่อไปค่อยปรับ Search Absolute Top Impression Rate จะทำให้ไม่เสียงบโฆษณาเยอะเกินความจำเป็น และจะได้เรียนรู้ด้วยว่าการปรับขนาดไหนเหมาะกับธุรกิจที่สุด

ข้อควรระวังในการปรับตำแหน่งโฆษณา

ในการปรับ Bidding หรือ Max. CPC ให้สูงขึ้น ต้องระวังเป็นอย่างมาก เพราะหากปรับเพิ่มเยอะเกินไป ในขณะที่ Daily Budget ที่ใช้ไม่ได้สูงมาก อาจทำให้อัตราการแสดงของโฆษณาลดลง ดังนั้นควรดู Search Impression Share และ Metric อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Search Impression Share ควบคู่ไปด้วย แต่บทความนี้จขอะพูดถึงเรื่องตำแหน่งโฆษณาเป็นหลัก

ในมุมมองของเอเจนซี่ หลายธุรกิจที่มีการวัดผลโฆษณาเช่น วัด Conversion ต่างๆ ที่มาจากโฆษณา Google อาจไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงตำแหน่งโฆษณาขนาดนั้น อยากให้วัดผลลัพธ์ที่ Conversion Rate มากกว่า เช่น หากโฆษณาขึ้นอันดับ 2-3 แต่ Conversion ยังดีอยู่ ก็ไม่จำเป็นต้องขึ้นเป็นที่ 1 ซึ่งก็จะช่วยให้เราประหยัดค่าโฆษณา และส่งผลให้ Cost per Conversion ต่ำลงด้วย

"อย่าปล่อยให้ลูกค้าหลุดไปเป็นของคู่แข่ง"

ขอคำแนะนำจาก Pacy Media ได้ที่ LINE: @pacymedia หรือ support@pacymedia.com 

ทำความรู้จัก 4 ประเภท Keyword ในการลง โฆษณา Google

ประเภท Keyword โฆษณา Google

หากใครได้ศึกษาเกี่ยวกับ โฆษณา Google มาบ้างแล้ว จะทราบว่าการใส่ Keyword นั้นสามารถใส่ได้หลายประเภท ซึ่งจะมีทั้งหมด 4 ประเภทหลักๆ คือ Broad, Broad Match Modifier,  Phrase และ Exact โดยแต่ละประเภทมีการทำงานที่ต่างกัน

ซึ่งที่ Pacy Media เอง เวลาเราลงโฆษณา Google ให้ลูกค้า เราจะเลือกประเภทที่เหมาะสมกับสินค้า และจุดประสงค์ในการลงโฆษณาของลูกค้าที่สุด เพื่อให้โฆษณาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และใช้งบโฆษณาคุ้มค่าที่สุด ลูกค้าเพียงแค่แจ้งตัวอย่าง Keyword ที่ต้องการ ที่เหลือทีมวิเคราะห์ของเราจะจัดการให้คุณเอง

ทีนี้มาลองดูกันเลยดีกว่าว่า Keyword ทั้ง 4 ประเภท ทำงานอย่างไร และมีประโยชน์อย่างไร..

Broad

แปลตรงๆ ตัวเลยก็คือประเภท “กว้างๆ” หมายความว่า โฆษณาของคุณจะแสดงผลลัพธ์ที่ตรงกับ Keyword ที่คุณใส่ และที่ใกล้เคียงกับ Keyword ที่คุณใส่ ไม่ว่าจะเป็น คำที่สะกดผิด คำอื่นๆ ที่ใช้เรียกสินค้านี้ (synonyms) คำค้นหาที่ใกล้เคียง โดยการใส่ Keyword ประเภทนี้จะไม่มีเครื่องหมายใดๆ สามารถใส่เป็นคำๆ นั้นได้เลย

เช่น Keyword ของคุณคือ รองเท้าผู้หญิง แต่หากผู้ใช้ ค้นหาด้วยคำค้นหา รองเท้าสตรี รองเท้าแตะผู้หญิงโฆษณาของคุณก็จะแสดงเช่นกัน

Broad Match Modifier (BMM)

Keyword ประเภทนี้จะเริ่มแคบลงมากว่า Broad นิดนึง โดยการใส่ Keyword ประเภทนี้จะมีเครื่องหมาย + ข้างหน้าแต่ละคำ โดยระบบจะแสดงโฆษณาหากมีการค้นหาด้วยคำที่ตรงกับ Keyword และจะไม่แสดงโฆษณาสำหรับคำค้นหาที่ใกล้เคียง

เช่น Keyword ของคุณคือ +รองเท้า +ผู้หญิง โฆษณาของคุณจะแสดงหากค้นหาด้วยคำว่า ร้านรองเท้าผู้หญิง รองเท้าสำหรับผู้หญิง ผู้หญิงหาซื้อรองเท้า (สลับหน้าหลังก็ได้) แต่จะไม่แสดงหากค้นหาด้วยคำว่า รองเท้าสตรี

พูดง่ายๆ คือ ผู้ใช้ค้นหาว่าอะไรก็ได้ ตราบใดที่มีคำว่า รองเท้า กับ ผู้หญิง ในประโยค โฆษณาก็จะแสดง

Phrase

Phrase Match จะแคบกว่า Broad และ BMM โดยจะต้องใส่เครื่องหมายคำพูด “_____”  จะต่างจาก BMM ตรงที่ คำค้นหาที่ผู้ใช้ใช้ค้นหาจำเป็นต้องเรียงกันตามที่เราใส่ในเครื่องหมายคำพูดเท่านั้น หากยังไม่เข้าใจ ให้ลองดูตัวอย่าง..

เช่น Keyword ของคุณคือ “รองเท้าผู้หญิง” โฆษณาของคุณจะแสดงหากค้นหาด้วยคำว่า ซื้อรองเท้าผู้หญิงที่ไหน ร้านรองเท้าผู้หญิง ร้านรองเท้าผู้หญิง กรุงเทพ แต่จะไม่แสดงหากค้นหาด้วยคำว่า รองเท้าสตรี ผู้หญิงหาซื้อรองเท้า (สลับหน้าหลังไม่ได้) รองเท้าสำหรับผู้หญิง (อยู่ห่างกันก็ไม่ได้)

Exact

จะเป็นประเภทที่แคบที่สุด โดยจะใส่เครื่องหมาย [_____] วงเล็บ โฆษณาจะแสดงต่อเมื่อค้นหาด้วยคำที่ตรงกับ Keyword เท่านั้น

เช่น Keyword ของคุณคือ [รองเท้าผู้หญิง] โฆษณาของคุณจะแสดงหากค้นหาด้วยคำว่า รองเท้าผู้หญิง เท่านั้น แต่จะไม่แสดงหากค้นหาด้วยคำว่า ร้านรองเท้าผู้หญิง รองเท้าสำหรับผู้หญิง ผู้หญิงหาซื้อรองเท้า ซื้อรองเท้าผู้หญิงที่ไหน ร้านรองเท้าผู้หญิง รองเท้าสตรี

สิ่งที่คุณอาจกังวล

หลายคนกังวลว่า ต้องใส่ Keyword ให้เยอะๆ เลยไหม เพื่อให้โฆษณาขึ้นเยอะๆ คำตอบคือ ไม่จำเป็นครับ เพราะ หลายๆ คำ Google จะสามารถหาคำใกล้เคียงให้ได้โดยอัตโนมัติ เช่น ร้านจักรยานกรุงเทพ แต่หากผู้ใช้ค้นหาว่า ร้านจักรยาน กทม. โฆษณาก็จะโอกาสขึ้นเช่นกัน

การใส่ Keyword เยอะเกินไปไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะบางทีจะเกิดการทับซ้อน (Duplicate) ของ Keyword ทำให้ระบบ Google เริ่มงงว่าจะต้องไป Trigger ท่ี Keyword ไหนในกรณีที่ใส่ Keyword ทับซ้อนกัน

คำแนะนำจากเรา

ให้เริ่มจาก Keyword แคบๆ ที่ตรงกับสินค้าของคุณที่สุด อย่าเพิ่งไปเริ่มด้วย Broad เพราะมันจะทำให้คุณต้องใช้งบโฆษณาที่สูงเกินความจำเป็น และอัตราการปิดการขายอาจจะต่ำกว่า เว้นแต่ว่า คุณต้องการทำโฆษณา Google Search โดยเน้นการสร้างการรับรู้ในตัวสินค้า หรือคุณได้เริ่มด้วย Exact หรือ Phrase แล้ว และมั่นใจแล้วว่า นี่คือกลุ่ม Keyword ที่มีประสิทธิภาพจริงๆ จากนั้นค่อนเริ่ิมใช้ประเภท Keyword ที่กว้างขึ้น โดยเน้นการใส่ Negative Keyword ไปด้วยอย่างสม่ำเสมอ

NEXT STEP

ต้องการให้เราช่วย Audit บัญชีโฆษณา หรือให้เราดูแลแคมเปญของคุณโดยผู้เชี่ยวชาญ ติดต่อเรา เพื่อหาคำตอบว่าเราสามารถช่วยคุณได้อย่างไร หรือเรียนรู้ เกี่ยวกับเรา และ บริการของเรา เพิ่มเติม

ทำการตลาดบนหน้าค้นหา Google ด้วย AdWords และ SEO

โฆษณา-Google-AdWords-SEO-Pacy-Media-เพซี่-มีเดีย

Search Marketing คือการทำการตลาดบนหน้าค้นหาบน Google, Bing, หรือ Yahoo ซึ่งในไทยจะคุ้นเคยกับ Google เป็นส่วนใหญ่ และในบทความนี้ เราจะพูดถึง Google เป็นหลัก ซึ่งเราสามารถใช้ประโยชน์ในการทำการตลาดจาก Search Engine แบบ Google ได้โดยทำให้เว็บไซต์แสดง เมื่อมีผู้ใช้ค้นหาด้วย Keyword ที่ตรงกับเนื้อหาบนเว็บไซต์

เมื่อผู้ใช้เริ่มทำการค้นหา เว็บไซด์ต่างๆ มากมายก็จะแสดงขึ้นบนหน้าผลค้นหา หรือเรียกว่า SERP (Search Engine Results Page)  จากการวิจัยที่ผ่านมาพบว่าเว็บไซต์ไหนที่ขึ้นบนหน้า SERP บ่อย ก็จะมีผู้ใช้เข้ามาในเว็บไซต์มากขึ้นด้วย  แต่คำถามคือ เราจะให้เว็บไซต์ไปขึ้นบนหน้าค้นหาได้อย่างไร? นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ Search Marketing มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เว็บไซด์ขึ้นอยู่บนหน้าแรกๆ

Search Marketing สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท

ในทุกๆ วันมีคนค้นหาบน Google เป็นล้านครั้ง ทั้งบนมือถือ และคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น ค้นหาร้านอาหาร สินค้า หรือบริการ ที่กำลังสนใจ นี่คือโอกาศของผู้ที่ทำธุรกิจทั้งออนไลน์และออฟไลน์ในการสร้างฐานลูกค้าใหม่ๆ เพียงแค่ต้องทำให้เว็บไซต์ของคุณแสดงผลบนหน้าค้นหา ซึ่งจะมี 2 ประเภทหลักๆ

  1. SEO (Search Engine Optimization) คือการที่เว็บไซต์ขึ้นบนหน้าค้นหาโดยธรรมชาติ ไม่ต้องเสียเงินให้ Google แต่เสียค่าบริการให้ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO เพื่อดันอันดับเว็บไซต์ขึ้น
  2. PPC (Pay-per-click หรือ AdWords) คือการที่เว็บไซต์ขึ้นในรูปแบบของการโฆษณา และมีการเก็บเงินเมื่อมีคนคลิกเข้าไปชมเว็บไซต์

1. SEO (Search Engine Optimization)

หลังจากที่ผู้ใช้ทำการค้นหาบน Google รายชื่อเว็บไซต์ที่แสดงบนหน้าค้นหา (ผลค้นหาที่อยู่ในกรอบสีฟ้าตามภาพด้านบน) เรียกว่า Organic Result ซึ่งจะแสดงด้านล่างเว็บไซต์ที่ขึ้นในรูปแบบของโฆษณา AdWords หรือ PPC ซึ่งผลการค้นหาในส่วนนี้ Google จะเป็นผู้เลือกให้ขึ้นมาแสดง

Google ค้นหาเว็บไซต์เพื่อมาแสดงผลบนหน้าแรกโดยการรวบรวมข้อมูลต่างๆ บนเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็น เนื้อหา บทความ หัวข้อ รูปภาพ หรือไฟล์ต่างๆ รวมถึง Meta Tags ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโค้ดบนเว็บไซต์ โดยจะคอยดูว่าเว็บไซต์ของคุณมีเนื้อหาตรงกับคำค้นหานั้นๆ หรือไม่ หากเว็บไซต์ของคุณแสดงแต่ไม่มีใครคลิกเลย Google ก็จะบันทึกไว้ว่าเว็บไซต์ของคุณไม่ตรงกับคำค้นหานั้น ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดนี้จะประมวลผลโดย Algorithms ที่ซับซ้อนมาก

หากคุณต้องการ ทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพ เราแนะนำให้คุณสร้างคอนเทนต์เป็นประจำ โดยใช้ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการ วัดผล และปรับปรุงคอนเทนต์ให้ดึขึ้น รวมถึงปรับโครงสร้างเว็บไซต์ให้ง่ายต่อการใช้งาน ทั้งด้านการเขียนโค้ดและดีไซน์ เพื่อให้ผู้ใช้ที่เข้ามาอ่าน แชร์เว็บไซต์ของคุณออกไป เพราะยิ่งมีการแชร์มากเท่าไหร่ เว็บไซต์ก็จะได้รับคะแนนคุณภาพเพิ่มขึ้นเท่านั้น

การทำ SEO จำเป็นต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5-6 เดือนในการให้เว็บไซต์ขึ้นมาบน หน้าแรก Google ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่ต้องขยันที่จะปรับปรุงหน้าเว็บไซต์และเนื้อหาอยู่เป็นประจำ ควรนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์อย่างละเอียดเพื่อวัดผลและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หากท่านใดต้องการให้เราช่วยเหลือเกี่ยวกับการทำ SEO สามารถติดต่อทีมงาน Pacy Media ได้ครับ

สำหรับใครที่รู้ตัวว่าไม่ชอบรอ ต้องการเรียก Traffic เข้าเว็บไซต์จากหน้า Google ทันทีในระเวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมง สามารถทำใช้วิธีที่ 2 คือ Google AdWords หรือการลงโฆษณานั่นเอง

2. โฆษณา PPC หรือ Google AdWords

เป็นการลงโฆษณาบนหน้าค้นหากับ Google โดยตรง คุณสามารถเลือก Keyword ได้ตามต้องการ สร้างคำโฆษณาได้เอง ปรับเปลี่ยนได้ทุกเมื่อ และวัดผลได้ตลอด โดยที่ Google จะคิดเงินต่อเมื่อมีคนคลิกบนโฆษณาเท่านั้น เช่น คลิกละ 3 บาท 5 บาท หรือ 10 บาท (ขึ้นอยู่กับจำนวนการแข่งขันของ Keyword ณ เวลานั้นๆ) วิธีนี้จะคล่องตัวต่อการทำธุรกิจในปัจจุบันเป็นอย่างมาก

ทำไมจึงคล่องตัว? ลองดูตัวอย่างง่ายๆ หากคุณให้บริการเช่ารถที่จังหวัดเชียงราย และมีโปรโมชั่นพิเศษในช่วงปีใหม่ โดยให้ส่วนลด 5% ในช่วงวันคริสต์มาส และเพิ่มส่วนลดเป็น 10% ในช่วงปีใหม่ ซึ่งคุณต้องการให้ลูกค้าที่เข้ามาค้นหาเห็นโปรโมชั่น 5% และ 10% ในแต่ละช่วงเวลา หากคุณทำ SEO อย่างเดียว อาจจะไม่ตอบโจทย์ เพราะการเปลี่ยน Title หน้าเว็บไซต์ต้องใช้เวลานาน และรออีกหลายเดือนกว่าจะเริ่มติดหน้าแรก Google อีกครั้ง แต่หากคุณทำ Google AdWords คุณสามารถเปลี่ยนคำโฆษณาได้ทันที ตามระยะเวลาที่ต้องการ โดยใช้เวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง คำโฆษณาใหม่ก็เริ่มให้งานได้ทันที

อีกประโยชน์หลักๆ ของ AdWords คือ หากช่วงไหนเป็น Low Season โดยทางร้านต้องการลดงบโฆษณา ก็สามารถปรับได้ตามต้องการ เช่นเดียวกับช่วย High Season ทางร้านก็สามารถเพิ่มงบโฆษณาได้ทันที

ท่านใดที่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับในวิธีที่ 2 สามารถเข้าไปอ่านเกี่ยวกับ บริการโฆษณา Google AdWords