เคล็ดลับการวางโครงสร้าง SEO Keyword ให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

บริษัทรับทำ SEO วางโครงสร้าง Keyword SEO

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าช่องทางการตลาดบน Google หรือ Search Marketing ยังคงเป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพสูงในการสร้างยอดขาย ซึ่งนอกเหนือจากการทำโฆษณา Google Ads หลายธุรกิจเติบโตได้ด้วยการติดหน้าแรก Google ในรูปแบบ SEO หรือการติดหน้า Google แบบธรรมชาติ (Organic) บางธุรกิจอาจลองหาความรู้เกี่ยวกับ SEO และทำเอง ในขณะที่อีกหลายธุรกิจใช้บริการ บริษัทรับทำ SEO อยู่ แต่ไม่ว่าจะทำเอง หรือจ้างเอเจนซี่ทำ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจ SEO ตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผนในช่วงเริ่มต้น โดยเฉพาะเรื่อง Keyword เพราะจะเป็นประโยชน์ในการนำข้อมูล Keyword ไปใช้ปรับโครงสร้างเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หรือนำข้อมูลไปคุยกับเอเจนซี่ได้ลึกยิ่งขึ้น เข้าใจการทำงานของเอเจนซี่มากขึ้น

ในบทความนี้ เราจะพูดถึง Keyword เป็นหลัก เพราะ Keyword ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำ SEO ถึงแม้ บริษัท ที่ รับทำ SEO มีบริการวิเคราะห์ Keyword และวางโครงสร้าง Keyword ให้ แต่หากคุณพอมีความเข้าใจเกี่ยวกับ Keyword อยู่บ้าง ก็จะทำให้การร่วมงานเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่ต้องการใช้ SEO เป็นเครื่องมือในการขยายตลาด ห้ามพลาดบทความนี้เด็ดขาด!

รู้จักประเภท Keyword ที่ บริษัทรับทำ SEO ส่วนใหญ่ใช้

การทำ SEO ให้ได้ผลอยู่ที่ “ความต่อเนื่อง” ล้วนๆ ซึ่งการที่เว็บไซต์จะติด SEO จำเป็นต้องใช้เวลา ขึ้นอยู่กับการแข่งขันสำหรับ Keyword นั้นๆ เช่น Keyword คำว่า “คอนโด” เป็นคำที่กว้าง มีหลายเว็บไซต์ของบริษัท Property Developer ที่ต้องการจะติด SEO ใน Keyword นี้ แต่ละเว็บไซต์ก็จะพยามยามทำ SEO โดยเน้นไปที่ Keyword นี้ การแข่งขันก็จะสูง ความยากของ SEO หรือ SEO Difficulty ก็จะสูงตาม ยิ่งหากเว็บไซต์ของคุณเพิ่งเปิดใหม่ ก็จะตามหลังเว็บไซต์ที่เริ่มทำ SEO มาก่อนหลายปีแล้ว ดังนั้นคุณอาจต้องจ้าง บริษัท รับทำ SEO ให้เข้ามาช่วย Boost ด้วยเทคนิคต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น On Page หรือ Off Page Optimization

ในขณะเดียวกัน หากเป็น Keyword ที่เฉพาะเจาะจง เช่น “คอนโด low rise สุขุมวิท” จำนวน Property Developer ที่เป็นคู่แข่งก็จะเริ่มลดลงมา สโคปอยู่ในกลุ่มที่พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบ Low Rise ในย่านจตุจักรเท่านั้น ซึ่งหากธุรกิจของคุณเน้น Low Rise เป็นหลัก การโฟกัส Keyword ที่เฉพาะเจาะจงก็จะทำให้ตรงกลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้น เพิ่ม Conversion Rate และอาจช่วยให้ใช้เวลาในการติดอันดับสั้นลง แต่ก็ยังคงต้อง Optimize อย่างสม่ำเสมอ

จากตัวอย่างที่กล่าวไป จะเห็นได้ว่า Keyword แบ่งเป็น 2 รูปแบบ

1. Short Tail Keyword

คือ Keyword สั้นๆ ความหมายกว้าง เช่น “คอนโด” “รองเท้ากีฬา” “รถยนต์มือสอง” ซึ่งคำเหล่านี้จะมีจำนวน Search Volume ต่อเดือนค่อนข้างสูง แต่การที่จะติดหน้าแรกได้นั้นไม่ง่ายเลย ซึ่งการที่คนค้นหาว่า “คอนโด” เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้ใช้คนนั้นต้องการซื้อ หรือเช่า ต้องการคอนโดย่านไหน หากลงทุนทำ SEO โดยใช้ Keyword นี้ไป สุดท้ายจำนวน Conversion อาจจะไม่ได้เพิ่มขึ้นมากก็เป็นได้ อีกทั้งยังใช้เวลานานมาในการติดหน้า Google

บริษัทรับทำ SEO เอเจนซี่ รับทำ SEO คอนโด
ตัวอย่าง Search Volume ของ Keyword คำว่า "คอนโด"

2. Long Tail Keyword

คือ Keyword ที่มีความยาวขึ้นมา เช่น “คอนโด low rise สุขุมวิท” “รองเท้า Nike Air Max” “BMW 320d มือสอง” คำแหล่านี้อาจไม่ได้มี Search Volume สูงมาก แต่ตรงกับสินค้า หรือบริการของคุณแน่ๆ ซึ่งมีโอกาสที่จะได้รับ Conversion สูงขึ้น ติดหน้า Google ได้เร็วขึ้น

บริษัทรับทำ SEO เอเจนซี่ รับทำ SEO คอนโด กรุงเทพ สุขุมวิท
ตัวอย่าง Search Volume ของ Keyword คำว่า "คอนโด Low Rise สุขุมวิท"

การเลือกประเภท Keyword จึงนิยมเป็นการใช้แบบ Long Tail Keyword หลายๆ คำ ไม่เน้นว่าแต่ละคำจะต้องมี Search Volume สูง แต่เน้นเก็บจำนวนน้อยๆ จากหลายๆ Keyword มากกว่า 

ลองนึกภาพดูว่า หากคุณเลือก Keyword กว้างๆ แต่ไม่ตรงกับสินค้า หรือบริการ คนคลิกเข้ามา 200 คนต่อวัน ติดต่อ 1 คน แต่หากคุณเลือก Keyword แบบ Long Tail จำนวนคลิก หรือ Traffic ที่เข้ามาอาจเป็น 30 คนต่อวัน แต่ติดต่อเข้ามา 2 คน เป็นต้น จะเห็นได้ว่า Conversion Rate และคุณภาพของลูกค้าที่เข้ามามีโอกาสสูงกว่าแบบ Short Tail

ซึ่งหากต้องการใช้เครื่องมือในการค้นหา Keyword ที่เหมาะสม ลองใช้เครื่องมือเหล่านี้ดูได้เลย

การวางโครงสร้าง Keyword

หากคุณไม่รู้จะเริ่มจากหา Keyword คำไหนดี เราแนะนำให้ลองแพลนตามภาพประกอบด้านล่าง โดยเริ่มจากคำกว้างๆ แต่ไม่กว้างเกินไป เช่น ตัวอย่างด้านล่าง บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภท Low Rise เราลองเริ่มจาก “คอนโด Low Rise กรุงเทพ” หากเริ่มด้วย “คอนโด กรุงเทพ” อาจจะกว้างเกินไป จากนั้น แตก Keyword ออกมาตามย่าน และเจาะลงไปถึง Keyword ที่เป็นชื่อแบรนด์คอนโดในแต่ละย่าน

วางแผน Keyword บริษัทรับทำ SEO บริการ SEO
ตัวอย่างการวางโครงสร้าง Keyword สำหรับทำ SEO

การคิด Keyword ยิ่งเยอะยิ่งดี เพราะจะมีประโยชน์ในการนำมาใช้เขียนบทความ ประกอบกับการทำ SEO ให้แต่ละบทความ

หลายเว็บไซต์ที่มีสินค้า หรือบริการที่หลากหลาย ชอบโฟกัสทุก Keyword ไปบนหน้า Home หน้าเดียว โดยหวังว่า ไม่ว่าจะค้นหาสินค้าไหน ก็จะให้หน้า Home ขึ้น.. หากถามว่าทำได้ไหม? ก็ทำได้ แต่ไม่แนะนำ สิ่งที่ควรจะเป็นคือ 1 หน้า โฟกัสเพียง 1 Keyword หลักเท่านั้น

ในการวางแผน Keyword สามารถทำประกอบไปกับการวางแผนโครงสร้างหน้าเว็บไซต์ด้วย ยกตัวอย่างตาม Chart ด้านบน หน้าแรกของเว็บไซต์อาจโฟกัสที่คำว่า “คอนโด Low Rise กรุงเทพ” เป็น Primary Keyword ส่วนหน้าต่อไปก็แตกออกมาจากหน้า Home โดยแบ่งตามสถานที่ เช่น แตกออกมาเป็น 3 หน้า แต่ละหน้าโฟกัสที่คำว่า”คอนโด Low Rose จตุจักร” “คอนโด Low Rise ลาดพร้าว” “คอนโด Low Rise ติด BTS” เป็นต้น จากนั้นก็แยกหน้าออกมาจากแต่ละสถานที่ไปอีก เป็นชื่อคอนโด หรือชื่อโครงการที่อยู่ในพื้นที่นั้นๆ

ยังมีอีกหลายปัจจัยในการทำ SEO ให้สำเร็จ แต่เรื่องการวางแผน Keyword ถือว่าเป็นหัวใจ และเป็น Foundation ของการทำ Search Engine Marketing ในรูปแบบ SEO ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

"ให้เราช่วยคุณวางโครงสร้าง Keyword สำหรับการทำ SEO อย่างมีคุณภาพ"

ขอคำแนะนำด้าน SEO จาก Pacy Media ได้ที่ LINE: @pacymedia หรือ support@pacymedia.com 

3 ต้นเหตุ ที่อาจทำให้ผู้ลงโฆษณา Google เองเสียเงินฟรีโดยไม่รู้ตัว

โฆษณา Google เอง บริการ ลง โฆษณา Google AdWords เอเจนซี่โฆษณาออนไลน์ Pacy Media

จากที่ Pacy Media ได้มีโอกาสช่วยให้คำปรึกษาลูกค้าที่ ทำ โฆษณา Google เอง ทั้งด้านการวางระบบโครงสร้างโฆษณาในระดับ Campaign Level, Ad Group Level และ Ad Level ไปจนถึงการ Optimize และทำ Test ต่างๆ ซึ่งจากที่ได้ทำ Account Audit ให้ธุรกิจที่ลงโฆษณา Google เอง เราพบว่ากว่า 90% จะเจอกับปัญหาคล้ายๆ กันที่ทำให้โฆษณาไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังลงโฆษณา Google เอง ไม่ควรพลาดสิ่งที่เรากำลังจะพูดถึง

การทำ Account Audit แต่ละบัญชีโฆษณาจะแตกต่างกันเนื่องจากแต่ละประเภทธุรกิจนั้นมีการวางแผนโครงสร้างที่ต่างกัน รวมถึงรูปแบบการวางโฆษณาที่ต่างกัน แต่จะมี 3 ปัญหาที่ไม่ว่าธุรกิจประเภทไหนก็มักจะพลาดในลักษณะคล้ายๆ กัน บางคนอาจจะไม่มีเวลามาดูในรายละเอียด ไม่มีเวลามาวางแผน และพัฒนาแคมเปญ หรือบางคนอาจจะตามฟังก์ชั่นใหม่ๆ ของ Google ไม่ทันจึงทำให้เกิดปัญหาเรื่องการใช้งาน

ปัญหาที่หลายๆ ธุรกิจมักเจอในการลงโฆษณา Google เอง มีอะไรบ้าง มาดูกัน..

ปัญหาที่ 1: ไม่สร้าง Keyword จาก Search Term

Search Term คือคำที่ผู้ใช้ ใช้ค้นหาบน Google ส่วน Keyword คือคำที่เราใส่เข้าไปในระบบเพื่อบอก Google ให้แสดงโฆษณา หากมีการค้นหาด้วยคำค้นหา หรือ Search Term ที่ตรงหรือเกี่ยวข้องกับ Keyword

บ่อยครั้งที่เราไม่สามารถทราบได้ว่าลูกค้าจะค้นหาเกี่ยวกับสินค้าเราว่าอะไรกันแน่ แต่เมื่อลงโฆษณาไปสักระยะ คุณจะทราบได้เลยว่าลูกค้าค้นหาเกี่ยวกับสินค้าของคุณด้วยคำว่าอะไร หรือใช้ Search Term อะไร ดังนั้น เมื่อคุณทราบแล้ว ควรจะนำ Search Term ที่มีคุณภาพมาสร้างต่อเป็น Keyword เพื่อรองรับการค้นหาในครั้งต่อไป และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของ Keyword ในส่วนของค่าคลิกที่มีโอกาสถูกลง อัตราการคลิกที่สูงขึ้น รวมถึงคะแนนคุณภาพของโฆษณาที่มีโอกาสสูงขึ้น

ปัญหาที่ 2: ไม่ใส่ Negative Keywords

Negative Keyword คืออีกหนึ่งรูปแบบของ Keyword ที่เราจะใช้บอก Google ว่าหากมีคนค้นหาโดยใช้ Search Term ที่ประกอบด้วย Keyword นี้ห้ามแสดงโฆษณาเช่นคำว่า ฟรี สอน วิธี เป็นต้น

ลองคิดดูว่าคุณขายส่งมะม่วงอบแห้ง แล้ว 50% ของค่าโฆษณาหมดไปกับคำค้นหา หรือ Search Term “วิธีทำมะม่วงอบแห้ง” หรือ “ขายส่งมะม่วงอบแห้งดีไหม” ซึ่งแน่นอนว่าผู้ใช้ท่านนี้ไม่ใช่ลูกค้าของคุณแน่ๆ หากยังไม่ใส่ Negative Keyword เข้าไป คุณก็อาจจะต้องเสีย 50% ของงบโฆษณาในทุกวันไปเปล่าๆ โดยไม่ได้ประโยชน์อะไร

หลายคนจะบอกว่า ก่อนเริ่มโฆษณาก็จะใส่ Negative Keyword อยู่แล้ว แต่รู้หรือไม่ว่าทุกๆ วันจะมีคำค้นหาที่ไม่เกี่ยวข้องกับสินค้าคุณอยู่ตลอดเวลา หากคิดเป็นสัดส่วนโดยเฉลี่ย ทุกๆ คำค้นหา 5 คำ จะเจอคำค้นหาที่ไม่เกี่ยวข้อง 1 คำ ดังนั้นการใส่ Negative Keyword ควรทำเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง

ปัญหาที่ 3: Ad Group มีขนาดใหญ่เกินไป

ปัญหานี้มักจะมาจากเรื่องโครงสร้าง หากคุณได้ศึกษาเกี่ยวกับโฆษณา Google มาบ้างแล้วจะทราบว่าเราสามารถใส่ Keyword ได้หลายคำในแต่ละ Ad Group ซึ่งปัญหาคือหลายคนมักจะใส่ Keyword เยอะมาก บางที่เห็นเป็น 20-30 Keywords ใน Ad Group เดียว ครอบคลุมหลาย Keyword เกินไป จึงทำให้ Ad Group นั้นมีขนาดใหญ่

อย่าลืมว่า Keyword ใน Ad Group จะเป็นตัวบอกว่าจะให้โฆษณาใน Ad Group นั้นแสดง หรือไม่แสดง ซึ่งในหนึ่ง Ad Group  คุณสามารถใส่ได้หลายโฆษณา แต่ระบบจะเป็นตัวเลือกว่าแต่ละครั้งที่คนค้นหา จะให้แสดงโฆษณาตัวไหน และหากตัวไหนตอบสนองดี ระบบก็จะทำการแสดงโฆษณาตัวนั้นบ่อยเป็นพิเศษ

ทำไม Ad Group มีขนาดใหญ่แล้วเป็นปัญหาเพราะหากคุณใส่ Keyword ที่ครอบคลุมสินค้าหลายประเภทเกินไป ยกตัวอย่างง่ายๆ

  • คุณทำธุรกิจขายส่งผลไม้อบแห้ง ซึ่งมีผลไม้หลายประเภทถั่ว เช่น มะม่วงอบแห้ง และสับปะรดอบแห้ง
  • คุณสร้าง 1 Ad Group ชื่อว่า “ผลไม้อบแห้ง” โดยใน Ad Group นั้นใส่ Keyword รวมทั้ง มะม่วงอบแห้งขายส่ง และสับปะรดอบแห้งขายส่ง
  • ซึ่งใน Ad Group นั้น คุณก็ใส่ Ads หรือโฆษณาแบบกว้างไปเกี่ยวกับ “ผลไม้อบแห้งขายส่ง คุณภาพดี ราคาถูก
  • หากคนค้นหาด้วยคำว่า “มะม่วงอบแห้งขายส่ง” โฆษณาก็จะขึ้นว่า “ผลไม้อบแห้งขายส่ง คุณภาพดี ราคาถูก

เทียบกับโฆษณาของคู่แข่งที่ขึ้นว่า “มะม่วงอบแห้งขายส่ง คุณภาพดี ราคาถูก” คุณคิดว่าลูกค้าจะคลิกโฆษณาไหนจะเห็นได้จากตัวอย่างนี้ว่า Keyword ที่ใส่ คำที่ลูกค้าค้นหา และโฆษณาที่แสดง ไม่ Relavant หรือไม่เกี่ยวข้องกันสักเท่าไหร่

วิธีแก้ไขคือ คุณควรแบ่งเป็น 2 Ad Groups สำหรับแต่ละสินค้า และแยก Keyword ของสองสินค้านี้สำหรับแต่ละ Ad Group ไปเลย ซึ่งในแต่ละ Ad Group ก็สามารถสร้างโฆษณา (Ad) เฉพาะเจาะจงสำหรับสินค้านั้น ทำให้ทั้ง Keyword คำที่ลูกค้าค้นหา และโฆษณาที่แสดง เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เกี่ยวข้องกัน ลูกค้าก็จะได้รู้ว่าเรามีสินค้าที่เค้าค้นหาหรือไม่ และเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าที่กำลังมองหาสินค้านั้นๆ สนใจคลิกเข้าเว็บไซต์ ซึ่งในส่วนของ CTR ก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นด้วย

ค้นหาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพให้แคมเปญโฆษณา Google ของคุณ

โครงสร้างแคมเปญโฆษณา Google ของคุณเป็นไปตามหลัก Google Best Practice หรือเปล่า? คุณได้ Optimize โฆษณาเต็มที่แล้วหรือยัง? โฆษณาของคุณมีคุณภาพดีกว่าคู่แข่งไหม? ให้ทีมงานของเราเข้าไปตรวจสอบ และทำ Account Audit

ติดต่อเราที่ LINE: @pacymedia

ทำความรู้จัก 4 ประเภท Keyword ในการลง โฆษณา Google

ประเภท Keyword โฆษณา Google

หากใครได้ศึกษาเกี่ยวกับ โฆษณา Google มาบ้างแล้ว จะทราบว่าการใส่ Keyword นั้นสามารถใส่ได้หลายประเภท ซึ่งจะมีทั้งหมด 4 ประเภทหลักๆ คือ Broad, Broad Match Modifier,  Phrase และ Exact โดยแต่ละประเภทมีการทำงานที่ต่างกัน

ซึ่งที่ Pacy Media เอง เวลาเราลงโฆษณา Google ให้ลูกค้า เราจะเลือกประเภทที่เหมาะสมกับสินค้า และจุดประสงค์ในการลงโฆษณาของลูกค้าที่สุด เพื่อให้โฆษณาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และใช้งบโฆษณาคุ้มค่าที่สุด ลูกค้าเพียงแค่แจ้งตัวอย่าง Keyword ที่ต้องการ ที่เหลือทีมวิเคราะห์ของเราจะจัดการให้คุณเอง

ทีนี้มาลองดูกันเลยดีกว่าว่า Keyword ทั้ง 4 ประเภท ทำงานอย่างไร และมีประโยชน์อย่างไร..

Broad

แปลตรงๆ ตัวเลยก็คือประเภท “กว้างๆ” หมายความว่า โฆษณาของคุณจะแสดงผลลัพธ์ที่ตรงกับ Keyword ที่คุณใส่ และที่ใกล้เคียงกับ Keyword ที่คุณใส่ ไม่ว่าจะเป็น คำที่สะกดผิด คำอื่นๆ ที่ใช้เรียกสินค้านี้ (synonyms) คำค้นหาที่ใกล้เคียง โดยการใส่ Keyword ประเภทนี้จะไม่มีเครื่องหมายใดๆ สามารถใส่เป็นคำๆ นั้นได้เลย

เช่น Keyword ของคุณคือ รองเท้าผู้หญิง แต่หากผู้ใช้ ค้นหาด้วยคำค้นหา รองเท้าสตรี รองเท้าแตะผู้หญิงโฆษณาของคุณก็จะแสดงเช่นกัน

Broad Match Modifier (BMM)

Keyword ประเภทนี้จะเริ่มแคบลงมากว่า Broad นิดนึง โดยการใส่ Keyword ประเภทนี้จะมีเครื่องหมาย + ข้างหน้าแต่ละคำ โดยระบบจะแสดงโฆษณาหากมีการค้นหาด้วยคำที่ตรงกับ Keyword และจะไม่แสดงโฆษณาสำหรับคำค้นหาที่ใกล้เคียง

เช่น Keyword ของคุณคือ +รองเท้า +ผู้หญิง โฆษณาของคุณจะแสดงหากค้นหาด้วยคำว่า ร้านรองเท้าผู้หญิง รองเท้าสำหรับผู้หญิง ผู้หญิงหาซื้อรองเท้า (สลับหน้าหลังก็ได้) แต่จะไม่แสดงหากค้นหาด้วยคำว่า รองเท้าสตรี

พูดง่ายๆ คือ ผู้ใช้ค้นหาว่าอะไรก็ได้ ตราบใดที่มีคำว่า รองเท้า กับ ผู้หญิง ในประโยค โฆษณาก็จะแสดง

Phrase

Phrase Match จะแคบกว่า Broad และ BMM โดยจะต้องใส่เครื่องหมายคำพูด “_____”  จะต่างจาก BMM ตรงที่ คำค้นหาที่ผู้ใช้ใช้ค้นหาจำเป็นต้องเรียงกันตามที่เราใส่ในเครื่องหมายคำพูดเท่านั้น หากยังไม่เข้าใจ ให้ลองดูตัวอย่าง..

เช่น Keyword ของคุณคือ “รองเท้าผู้หญิง” โฆษณาของคุณจะแสดงหากค้นหาด้วยคำว่า ซื้อรองเท้าผู้หญิงที่ไหน ร้านรองเท้าผู้หญิง ร้านรองเท้าผู้หญิง กรุงเทพ แต่จะไม่แสดงหากค้นหาด้วยคำว่า รองเท้าสตรี ผู้หญิงหาซื้อรองเท้า (สลับหน้าหลังไม่ได้) รองเท้าสำหรับผู้หญิง (อยู่ห่างกันก็ไม่ได้)

Exact

จะเป็นประเภทที่แคบที่สุด โดยจะใส่เครื่องหมาย [_____] วงเล็บ โฆษณาจะแสดงต่อเมื่อค้นหาด้วยคำที่ตรงกับ Keyword เท่านั้น

เช่น Keyword ของคุณคือ [รองเท้าผู้หญิง] โฆษณาของคุณจะแสดงหากค้นหาด้วยคำว่า รองเท้าผู้หญิง เท่านั้น แต่จะไม่แสดงหากค้นหาด้วยคำว่า ร้านรองเท้าผู้หญิง รองเท้าสำหรับผู้หญิง ผู้หญิงหาซื้อรองเท้า ซื้อรองเท้าผู้หญิงที่ไหน ร้านรองเท้าผู้หญิง รองเท้าสตรี

สิ่งที่คุณอาจกังวล

หลายคนกังวลว่า ต้องใส่ Keyword ให้เยอะๆ เลยไหม เพื่อให้โฆษณาขึ้นเยอะๆ คำตอบคือ ไม่จำเป็นครับ เพราะ หลายๆ คำ Google จะสามารถหาคำใกล้เคียงให้ได้โดยอัตโนมัติ เช่น ร้านจักรยานกรุงเทพ แต่หากผู้ใช้ค้นหาว่า ร้านจักรยาน กทม. โฆษณาก็จะโอกาสขึ้นเช่นกัน

การใส่ Keyword เยอะเกินไปไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะบางทีจะเกิดการทับซ้อน (Duplicate) ของ Keyword ทำให้ระบบ Google เริ่มงงว่าจะต้องไป Trigger ท่ี Keyword ไหนในกรณีที่ใส่ Keyword ทับซ้อนกัน

คำแนะนำจากเรา

ให้เริ่มจาก Keyword แคบๆ ที่ตรงกับสินค้าของคุณที่สุด อย่าเพิ่งไปเริ่มด้วย Broad เพราะมันจะทำให้คุณต้องใช้งบโฆษณาที่สูงเกินความจำเป็น และอัตราการปิดการขายอาจจะต่ำกว่า เว้นแต่ว่า คุณต้องการทำโฆษณา Google Search โดยเน้นการสร้างการรับรู้ในตัวสินค้า หรือคุณได้เริ่มด้วย Exact หรือ Phrase แล้ว และมั่นใจแล้วว่า นี่คือกลุ่ม Keyword ที่มีประสิทธิภาพจริงๆ จากนั้นค่อนเริ่ิมใช้ประเภท Keyword ที่กว้างขึ้น โดยเน้นการใส่ Negative Keyword ไปด้วยอย่างสม่ำเสมอ

NEXT STEP

ต้องการให้เราช่วย Audit บัญชีโฆษณา หรือให้เราดูแลแคมเปญของคุณโดยผู้เชี่ยวชาญ ติดต่อเรา เพื่อหาคำตอบว่าเราสามารถช่วยคุณได้อย่างไร หรือเรียนรู้ เกี่ยวกับเรา และ บริการของเรา เพิ่มเติม