Impr. (Top) % ตัวบอกตำแหน่งโฆษณา Google แทน Average Position

Impr abs top ตำแหน่ง โฆษณา Google

หากใครลงโฆษณาบนหน้าค้นหา Google หรือ Google Ads (Search) ไม่ว่าจะใช้บริการเอเจนซี่ หรือ ลงโฆษณา Google เอง จะรู้แล้วว่า Google ได้ยกเลิกการใช้ตัวเลข Average Position ในการบอกตำแหน่งเฉลี่ยของการแสดงโฆษณา โดยได้นำ Impr. (Top) % และ Impr. (Abs. Top) % มาใช้เป็นตัวบอกตำแหน่งของโฆษณาแทน ซึ่งชื่อเต็มๆ ของเจ้า 2 ตัวนี้คือ Search Top Impression Rate และ Search Absolute Top Impression Rate

หลายคนให้ Feedback มาว่า งงกับตัวเลข 2 ตัวนี้มาก ไม่รู้ว่า คืออะไร ดูยังไง ใช้ยังไง มีประโยชน์อย่างไร วันนี้เราจะมาอธิบาย และสอบวิธีการดูตัวเลขคร่าวๆ แบบเข้าใจง่ายกัน โดยจะมี 3 Metrics ที่เราอยากให้ทำความรู้จักกันก่อน

Impr. (Abs. Top) % และ Impr. (Top) % คืออะไร

– Average Position (Avg. Pos.) คืออะไร?

ก่อนอื่น มาทบทวนความหมายของ Avg. Pos. กันก่อนดีกว่า ซึ่งก็ตรงตัวอยู่แล้ว คือตำแหน่งเฉลี่ยที่โฆษณาแสดง เช่น หากดูผลโฆษณาแล้วเห็นว่าวันนี้ Avg. Pos. = 2.0 หมายความว่า โดยเฉลี่ยแล้ว วันนี้โฆษณาของเราแสดงที่ตำแหน่งที่ 2.0 นั่นหมายความว่า บางครั้งอาจจะแสดงตำแหน่งที่ 1.0 บางครั้งอาจจะแสดงตำแหน่งที่ 4.0 แต่ เมื่อคำนวณ “โดยเฉลี่ย” แล้วเท่ากับตำแหน่งที่ 2.0

– Impr. (Top) % คืออะไร?

สังเกตได้ว่า Google จะเริ่มบอกตัวเลขเป็น % แทนที่จะบอกเป็นค่าเฉลี่ย โดย Search Top Impression Rate คือ อัตราการแสดงโฆษณาในส่วนด้านบนของหน้า Google (SERPs) ยกตัวอย่างง่ายๆ หาก Impr. (Top) % = 100% หมายความว่า การแสดงของโฆษณาทั้งหมดแสดงที่ตำแหน่งบนของหน้า Google หรือ ตำแหน่ง 1-4 นั่นเอง

หรือหาก 80% หมายความว่า สมมุติโฆษณาแสดง 100 ครั้ง มี 80 ครั้งที่แสดงด้านบน อีก 20 ครั้ง แสดงด้านล่าง

– Impr. (Abs. Top) % คืออะไร?

Abs. ย่อมาจาก Absolute หมายถึง “ตำแหน่งที่ 1 เท่านั้น” ดังนั้น Search Absolute Top Impression Rate จะเป็นตัวเลขที่บอกอัตราการแสดงโฆษณา “ตำแหน่งที่ 1” ของหน้า Google (SERPs) ยกตัวอย่างเช่น Impr. (Abs. Top) % = 100% หมายความว่าในทุกๆ ครั้งที่โฆษณาแสดง ขึ้นอันดับที่ 1 ทุกครั้ง

หรือหาก 80% หมายความว่า สมมุติโฆษณาแสดง 100 ครั้ง มี 80 ครั้งที่แสดงอันดับที่ 1 อีก 20 ครั้ง แสดงตำแหน่งอื่นๆ ที่ไม่ใช่ตำแหน่งที่ 1

ข้อดีของ Impr. (Abs. Top) % และ Impr. (Top) % เทียบกับ Avg. Pos.

จากคำอธิบายด้านบน จะเห็นได้ว่า Avg. Pos. จะบอกแค่ตำแหน่งเฉลี่ย แต่เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ถ้าคิดเป็น % แล้วส่วนใหญ่โฆษณาของเราอยู่ตำแหน่งไหนบ่อยที่สุด ทำให้ Impr. (Top) % และ Impr. (Abs. Top) % เข้ามาช่วยตอบโจทย์ตรงนี้ได้

หลายคนจะรู้สึกหงุดหงิดที่ไม่ได้เห็นตำแหน่งเป็นตัวเลขเฉลี่ย แต่จริงๆ แล้ว ในการลงโฆษณา Google ใช่ว่าเราจำเป็นต้องรู้รายละเอียดขนาดที่ว่าขึ้นตำแหน่งไหนบ้างเพราะตำแหน่งหลักๆ ที่หลายธุรกิจจะสนใจเป็นพิเศษคือด้านบนและตำแหน่งแรกเท่านั้น ซึ่ง Impr. (Top) % และ Impr. (Abs. Top) % ช่วยทำให้เห็นภาพได้มากยิ่งขึ้น

ตัวอย่างการใช้งาน

Case 1:

Impr. (Top) % = 100%, Impr. (Abs. Top) % = 10%

หากตัวเลขจากผลโฆษณาแสดงออกมาตามตัวอย่างด้านบน หมายความว่า โฆษณาของคุณตอนนี้ 100% แสดงที่ “ด้านบน” ของหน้า Google ซึ่งหากดูจำนวนครั้งที่โฆษณาแสดงทั้งหมด มีเพียง 10% ที่โฆษณาแสดง “ตำแหน่งที่ 1” หมายความว่า 90% ของการแสดงผล โฆษณาอาจจะอยู่ตำแหน่งที่ 2-4

ในกรณีนี้ คุณไม่จำเป็นที่จะต้องเพิ่ม Bidding หรือ Max. CPC  เพื่อเพิ่ม Search Top Impression Rate เพราะตัวเลขที่ได้เป็น 100% แล้ว (ซึ่งหากเป็น 90% หรือ 95% ก็ถือว่าดีแล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องให้เป็น 100% เสมอ) แต่หากคุณต้องการเพิ่ม Search Absolute Top Impression Rate ก็อาจจะต้องลองปรับ Bidding หรือ Max. CPC ให้สูงขึ้นทีละนิด เพียงเช็คดูว่า % จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นหรือเปล่า

Case 2:

Impr. (Top) % = 10%, Impr. (Abs. Top) % = 0%

หากตัวเลขจากผลโฆษณาแสดงออกมาตามตัวอย่างด้านบน หมายความว่า โฆษณาของคุณตอนนี้มีเพียง 10% แสดงที่ “ด้านบน” ของหน้า Google ส่วน 90% ที่เหลือ แสดงด้านล่างของหน้า Google ซึ่งมี 0% หรือ ไม่มีสักครั้งเลยที่โฆษณาแสดง “ตำแหน่งที่ 1”

ในกรณีนี้ หากต้องการปรับอันดับโฆษณาให้สูงขึ้น ช่วงแรกอาจลองโฟกัสที่ Search Top Impression Rate ก่อน เพื่อให้โฆษณาแสดง “ด้านบน” มากขึ้น โดยสามารปรับ Bidding หรือ Max. CPC ให้สูงขึ้นทีละนิด เพียงเช็คดูว่าตัวเลข % จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นหรือเปล่า เมื่อเริ่มขึ้นด้านบนตามต้องการแล้ว ต่อไปค่อยปรับ Search Absolute Top Impression Rate จะทำให้ไม่เสียงบโฆษณาเยอะเกินความจำเป็น และจะได้เรียนรู้ด้วยว่าการปรับขนาดไหนเหมาะกับธุรกิจที่สุด

ข้อควรระวังในการปรับตำแหน่งโฆษณา

ในการปรับ Bidding หรือ Max. CPC ให้สูงขึ้น ต้องระวังเป็นอย่างมาก เพราะหากปรับเพิ่มเยอะเกินไป ในขณะที่ Daily Budget ที่ใช้ไม่ได้สูงมาก อาจทำให้อัตราการแสดงของโฆษณาลดลง ดังนั้นควรดู Search Impression Share และ Metric อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Search Impression Share ควบคู่ไปด้วย แต่บทความนี้จขอะพูดถึงเรื่องตำแหน่งโฆษณาเป็นหลัก

ในมุมมองของเอเจนซี่ หลายธุรกิจที่มีการวัดผลโฆษณาเช่น วัด Conversion ต่างๆ ที่มาจากโฆษณา Google อาจไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงตำแหน่งโฆษณาขนาดนั้น อยากให้วัดผลลัพธ์ที่ Conversion Rate มากกว่า เช่น หากโฆษณาขึ้นอันดับ 2-3 แต่ Conversion ยังดีอยู่ ก็ไม่จำเป็นต้องขึ้นเป็นที่ 1 ซึ่งก็จะช่วยให้เราประหยัดค่าโฆษณา และส่งผลให้ Cost per Conversion ต่ำลงด้วย

"อย่าปล่อยให้ลูกค้าหลุดไปเป็นของคู่แข่ง"

ขอคำแนะนำจาก Pacy Media ได้ที่ LINE: @pacymedia หรือ support@pacymedia.com 

หมดยุคการทำการตลาดแบบหว่านแห แค่เข้าใจ Conversion Funnel

การทำ conversion funnel บริการ sales funnel

ในยุคนี้ การทำการตลาดออนไลน์แบบเดิมๆ อาจไม่ได้ผลเหมือนที่เคยได้ หากคุณยังทำการตลาดออนไลน์แบบหว่าน โดยไม่มีการนำดาต้าที่ได้มาใช้ประโยชน์ และไม่วางแผนการทำ Conversion Funnel หรือ Sales Funnel คุณอาจกำลังตามหลังคู่แข่งอยู่หลายก้าว.

การทำการตลาดออนไลน์มีข้อดีคือสามารถวัดผลได้ ว่าแต่ละแคมเปญมีคนเห็น หรือตอบสนองมากน้อยแค่ไหน การทำ Conversion Tracking จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในการวัดผล Action ต่างๆ ที่ธุรกิจต้องการ โดยบทความก่อนหน้านี้ได้อธิบายแล้วว่า Conversion Tracking คืออะไร และมีประโยชน์อย่างไร แต่หลายคนยังสงสัยว่า ควรเริ่มต้น Track อะไรดี.. ควร Track อะไรบ้าง.. เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพต่อธุรกิจสูงสุด บทความนี้เราจะมาพูดถึงเรื่อง Conversion Funnel ( หรือ Sales Funnel) เพื่อให้คุณเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น และนำไปใช้ได้กับธุรกิจตัวเองมากขึ้น

รู้จักกับ Conversion Funnel (Sales Funnel)

พูดถึง Funnel สิ่งแรกที่นึกถึงคือภาพ “กรวย” ที่นำมาเปรียบกับการเดินทางของลูกค้า ตั้งแต่ไม่รู้จักแบรนด์ จนจ่ายเงินซื้อของ จะแบ่งเป็น 3 ระดับ 

  • บนสุด (ส่วนที่กว้างที่สุดของกรวย) เรียกว่า Top of the Funnel (TOFU)
    • จุดเริ่มต้นของ Funnel 
    • ลูกค้าเริ่มรู้จักสินค้า เริ่มรู้ว่าสินค้านี้สามารถแก้ปัญหาอะไรของเราได้ เริ่มรู้ประโยชน์ของสินค้า
  • รองลงมา (ส่วนกลางของกรวย) เรียกว่า Middle of the Funnel (MOFU)
    • ลูกค้าเริ่มสนใจสินค้า และนำสินค้ามาพิจารณา เปรียบเทียบ ค้นหาข้อมูลต่างๆ
  • ล่างสุด (ส่วนที่เล็กที่สุดของกรวย) เรียกว่า Bottom of the Funnel (BOFU)
    • ลูกค้าเริ่มทำการติดต่อเพื่อสั่งซื้อ หรือหากเป็น E-Commerce Website ลูกค้าก็จะเริ่มทำการ Add to Cart และ สั่งซื้อออนไลน์

โดยกว่าลูกค้าหนึ่งคนจะซื้อสินค้าของเรา ก็จะต้องผ่านตั้งแต่ TOFU (เริ่มรู้จักสินค้า) ตกลงมายัง MOFU (เริ่มมีความสนใจ) และตกลงไปที่ BOFU (ตัดสินใจซื้อสินค้า) ซึ่งกว่าลูกค้าจะผ่านครบทั้ง 3 ระดับนั้นใช้เวลา กลยุทธ์ในการกระตุ้นให้ลูกค้าตกลงมายัง BOFU หรือปิดการขาย เยอะที่สุดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การวัดผลทั้ง Loop ของ Funnel

การทำ Conversion Funnel คือการแบ่งการ “วัดผล” ตามลำดับของ Funnel เพื่อที่จะได้รู้ว่า จากโฆษณาที่ยิงออกไป มีกี่คนที่ “รับรู้” ในตัวสินค้า (เข้ามาในส่วนของ TOFU)… และในจำนวนที่รับรู้ในตัวสินค้า มีกี่คนที่ “สนใจ” ในตัวสินค้า (ตกลงมายัง MOFU) .. และในจำนวนที่สนใจในตัวสินค้า มีกี่คนที่ “ติดต่อ” เข้ามาเพื่อสอบถามรายละเอียด หรือสั่งซื้อ (ตกลงมายัง BOFU)

ซึ่งเราก็จะนำตัวเลขต่างๆ มาคิดเป็น % ได้ เรียกว่า Conversion Rate เช่น 

  • ยิงโฆษณาเข้าถึง 1,000 คน มี 500 คนที่เข้ามายัง TOFU คิดเป็น 50%
  • ใน 500 คน มี 50 คนที่ตกลงมายัง MOFU คิดเป็น 10%
  • ในจำนวน 50 คน มี 10 คนที่ตกลงมายัง BOFU คิดเป็น 20%

หากรู้เช่นนี้ เราก็จะเริ่มวางกลยุทธ์เพื่อให้ % ในการตกลงมาในแต่ละลำดับสูงขึ้น

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ลองมาดูตัวอย่างกันว่าหากเป็นแบรนด์รถยนต์ การวาง Conversion Funnel จะเป็นอย่างไร

ตัวอย่างการทำ Conversion Funnel Tracking ในอุตสาหกรรมรถยนต์

โดยทั่วไปธุรกิจรถยนต์จะมีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่เป็นประจำ โดยในระยะเวลาดังกล่าวทางแบรนด์ก็จะมีการทำการตลาด และกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ ซึ่งสามารถวางแผน Conversion Funnel และวัดผลได้ดังนี้

Top of  the funnel (TOFU)

ขั้นตอนแรกจะเป็นการทำให้ลูกค้าเป้าหมายตกเข้ามายังส่วนบนของกรวย หรือ TOFU โดยทางแบรนด์สามารถยิงโฆษณาบน Social Media ในรูปแบบวีดีโอเปิดตัวรถรุ่นใหม่ ซึ่งใช้วิธีการวัด Conversion ว่ามีกี่คนที่สนใจรถรุ่นนี้โดยการกำหนดเกณฑ์ในการรับชม 50% ของวีดีโอ หากใครได้ชม 50% ของวีดีโอขึ้นไป แบรนด์จะเก็บข้อมูลของผู้ชมเหล่านี้ และถือว่าคนกลุ่มนี้ได้เริ่มสนใจในสินค้า และตกลงมายัง TOFU เรียบร้อยแล้ว

Middle of  the funnel (MOFU)

เมื่อได้ข้อมูลผู้ที่สนใจรถยนต์รุ่นใหม่เข้ามาอยู่ใน TOFU แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ตกลงมาในส่วนกลางของกรวย หรือ MOFU 

โดยทางแบรนด์สามารถทำ Remarketing หรือยิงโฆษณาซ้ำไปยังกลุ่ม TOFU ที่มีความสนใจในสินค้าแล้ว เพื่อนำเสนอข้อมูลที่ลึกขึ้น เช่น Specification ของรถ การผ่อนชำระ และเทคโนโลยีอื่นๆ โดยการยิงโฆษณาบน Social Media เพื่อให้ผู้ใช้ดาวน์โหลด Brochure ของรถยนต์รุ่นนั้นๆ ซึ่ง ​Conversion ที่จะใช้ในขั้นตอนนี้ก็คือ Brochure Download โดยหากใครที่ได้ทำการดาวน์โหลด ก็จะถือว่าได้ตกลงมายัง MOFU เรียบร้อยแล้ว

ในขั้นตอนนี้ ลูกค้าบางส่วนที่อยู่ใน TOFU ก็อาจจะเข้ามาค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ Specification ของรถเพิ่มเติมทาง Google ด้วยเช่นกัน ดังนั้นทางแบรนด์ก็สามารถทำ Google Ads ควบคู่ไปด้วย รวมถึงใส่ปุ่ม Brochure Download ไว้บนหน้า Landing Page พร้อมติด Conversion Tracking 

เทคนิคสำคัญที่ควรใช้ในขั้นตอนนี้ คือการให้ผู้ใช้ลงทะเบียนด้วย ชื่อ เบอร์โทร และอีเมล ก่อนที่จะทำการดาวน์โหลดเอกสาร ทางแบรนด์สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้เพื่อให้ลูกค้าตกลงไปยัง BOFU ได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

Bottom of  the funnel (BOFU)

ในตอนนี้ข้อมูลลูกค้าที่ได้เก็บมาในขั้นตอนของ MOFU ถือว่าสำคัญมาก เพราะทางแบรนด์จะนำไปใช้เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าเป้าหมายตกลงมายังส่วนล่างสุดของกรวย หรือ BOFU กระตุ้นให้เกิดการซื้อ โดยการเชิญชวนให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายใน MOFU เข้ามายังหน้าโชว์รูม ไม่ว่าจะด้วยการนำเสนอโปรโมชั่นพิเศษ ฟรีเงินดาวน์ ทดลองขับรถ หรือของแถมที่มีจำนวนจำกัด เป็นต้น

โดยขั้นตอนนี้สามารถให้ลูกค้าเป้าหมายทำการลงทะเบียนบนหน้าเว็บไซต์ เพื่อทำการวัด Conversion เช่น ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิพิเศษ หรือลงทะเบียนเพื่อทำการนัดทดลองขับรถ เป็นต้น

และเมื่อลูกค้ามายังโชว์รูม ทีนี้ก็จะเป็นหน้าที่ของ Sale ในการปิดการขายในขั้นตอนต่อไป หรือบางโชว์รูมก็จะเริ่มทำแคมเปญ SMS Marketing และ Email Marketing โดยส่ง SMS โปรโมชั่นไปอัพเดทอยู่อย่างสม่ำเสมอ หรือยิงโฆษณา Remarketing บน Social Media เพื่อ Remind​ โปรโมชั่นต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะลูกค้าอยู่ในช่วงการตัดสินใจซื้อ ในขั้นตอนนี้มีโอกาสที่ลูกค้าจะลังเล เลื่อนการตัดสินใจซื้อออกไป หรือไปซื้อสินค้ากับโชว์รูมอื่นได้

จำเป็นต้องเริ่มจาก TOFU ทุกครั้งเลยไหม?

บางคนถามว่า จะยิงโฆษณาทั้งที ยิงแบบหวังผลให้คนตกลงมายัง BOFU ทีเดียวเลยไม่ดีหรอ? เราแนะนำให้ลองนึกถึงตัวคุณเองเวลามีรถยนต์รุ่นใหม่ออกมา คุณจะตัดสินใจซื้อรถยนต์รุ่นนั้นด้วยโปรโมชั่นอย่างเดียว โดยไม่สนใจ Specification หรือดีไซน์ต่างๆ เลยหรือเปล่า.. ดังนั้นการที่จะทำให้ลูกค้าตกลงมายังส่วนล่างสุดของกรวย หรือ BOFU จำเป็นต้องค่อยๆ ฟูมฟักลูกค้าในแต่ละขั้นตอนตั้งแต่ TOFU

แต่ก็จะมีอีกวิธี หากไม่ต้องการเริ่มตั้งแต่ TOFU คุณสามารถเริ่มที่ MOFU ได้ โดยการโฟกัสที่โฆษณา Google Ads (Search Engine Marketing) เนื่องจากคนที่เข้ามาค้นหาบน Google ล้วนรู้จักสินค้านั้นแล้ว และต้องการหาข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งเหมาะกับบางธุรกิจเท่านั้น เรามีหนึ่ง Success Case มาแชร์ เผื่อจะเห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองไปดูกัน..

ทาง Pacy Media ได้มีโอกาสดูแลแคมเปญการตลาดออนไลน์ให้กับ Misubishi ช. เอราวัณ สำหรับแคมเปญโฆษณา Google และ SEO ซึ่งถือว่าเป็นการโฟสกัสไปที่ MOFU เป็นหลัก เนื่องจากทางแบรนด์ใหญ่เป็นฝ่ายทำการตลาดในส่วนของ Top of Funnel ทำให้กลุ่มลูกค้าได้รู้จักสินค้ามากขึ้นแล้ว ซึ่งกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ก็จะมาค้นหาบน Google เพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม โดยติด Conversion จากปุ่มดาวน์โหลดโบรชัวร์ เพื่อวัดผลลูกค้าที่อยู่ในช่วงของ MOFU และติด Conversion ในปุ่มที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อ เช่น Add Line / Phone Call เพื่อวัดผลลูกค้าที่มีโอกาสในการซื้อ หรืออยู่ในช่วงของ BOFU

ในโลกออนไลน์ที่ทุกอย่างวัดผลได้ แล้วทำไมวันนี้คุณยังลงโฆษณาแบบไร้จุดหมาย?

ให้ Pacy Media ช่วยดูแลแคมเปญ พร้อมวางแผนการทำ Conversion Tracking ติดต่อเราได้ที่ LINE: @pacymedia หรือ support@pacymedia.com 

3 ต้นเหตุ ที่อาจทำให้ผู้ลงโฆษณา Google เองเสียเงินฟรีโดยไม่รู้ตัว

โฆษณา Google เอง บริการ ลง โฆษณา Google AdWords เอเจนซี่โฆษณาออนไลน์ Pacy Media

จากที่ Pacy Media ได้มีโอกาสช่วยให้คำปรึกษาลูกค้าที่ ทำ โฆษณา Google เอง ทั้งด้านการวางระบบโครงสร้างโฆษณาในระดับ Campaign Level, Ad Group Level และ Ad Level ไปจนถึงการ Optimize และทำ Test ต่างๆ ซึ่งจากที่ได้ทำ Account Audit ให้ธุรกิจที่ลงโฆษณา Google เอง เราพบว่ากว่า 90% จะเจอกับปัญหาคล้ายๆ กันที่ทำให้โฆษณาไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังลงโฆษณา Google เอง ไม่ควรพลาดสิ่งที่เรากำลังจะพูดถึง

การทำ Account Audit แต่ละบัญชีโฆษณาจะแตกต่างกันเนื่องจากแต่ละประเภทธุรกิจนั้นมีการวางแผนโครงสร้างที่ต่างกัน รวมถึงรูปแบบการวางโฆษณาที่ต่างกัน แต่จะมี 3 ปัญหาที่ไม่ว่าธุรกิจประเภทไหนก็มักจะพลาดในลักษณะคล้ายๆ กัน บางคนอาจจะไม่มีเวลามาดูในรายละเอียด ไม่มีเวลามาวางแผน และพัฒนาแคมเปญ หรือบางคนอาจจะตามฟังก์ชั่นใหม่ๆ ของ Google ไม่ทันจึงทำให้เกิดปัญหาเรื่องการใช้งาน

ปัญหาที่หลายๆ ธุรกิจมักเจอในการลงโฆษณา Google เอง มีอะไรบ้าง มาดูกัน..

ปัญหาที่ 1: ไม่สร้าง Keyword จาก Search Term

Search Term คือคำที่ผู้ใช้ ใช้ค้นหาบน Google ส่วน Keyword คือคำที่เราใส่เข้าไปในระบบเพื่อบอก Google ให้แสดงโฆษณา หากมีการค้นหาด้วยคำค้นหา หรือ Search Term ที่ตรงหรือเกี่ยวข้องกับ Keyword

บ่อยครั้งที่เราไม่สามารถทราบได้ว่าลูกค้าจะค้นหาเกี่ยวกับสินค้าเราว่าอะไรกันแน่ แต่เมื่อลงโฆษณาไปสักระยะ คุณจะทราบได้เลยว่าลูกค้าค้นหาเกี่ยวกับสินค้าของคุณด้วยคำว่าอะไร หรือใช้ Search Term อะไร ดังนั้น เมื่อคุณทราบแล้ว ควรจะนำ Search Term ที่มีคุณภาพมาสร้างต่อเป็น Keyword เพื่อรองรับการค้นหาในครั้งต่อไป และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของ Keyword ในส่วนของค่าคลิกที่มีโอกาสถูกลง อัตราการคลิกที่สูงขึ้น รวมถึงคะแนนคุณภาพของโฆษณาที่มีโอกาสสูงขึ้น

ปัญหาที่ 2: ไม่ใส่ Negative Keywords

Negative Keyword คืออีกหนึ่งรูปแบบของ Keyword ที่เราจะใช้บอก Google ว่าหากมีคนค้นหาโดยใช้ Search Term ที่ประกอบด้วย Keyword นี้ห้ามแสดงโฆษณาเช่นคำว่า ฟรี สอน วิธี เป็นต้น

ลองคิดดูว่าคุณขายส่งมะม่วงอบแห้ง แล้ว 50% ของค่าโฆษณาหมดไปกับคำค้นหา หรือ Search Term “วิธีทำมะม่วงอบแห้ง” หรือ “ขายส่งมะม่วงอบแห้งดีไหม” ซึ่งแน่นอนว่าผู้ใช้ท่านนี้ไม่ใช่ลูกค้าของคุณแน่ๆ หากยังไม่ใส่ Negative Keyword เข้าไป คุณก็อาจจะต้องเสีย 50% ของงบโฆษณาในทุกวันไปเปล่าๆ โดยไม่ได้ประโยชน์อะไร

หลายคนจะบอกว่า ก่อนเริ่มโฆษณาก็จะใส่ Negative Keyword อยู่แล้ว แต่รู้หรือไม่ว่าทุกๆ วันจะมีคำค้นหาที่ไม่เกี่ยวข้องกับสินค้าคุณอยู่ตลอดเวลา หากคิดเป็นสัดส่วนโดยเฉลี่ย ทุกๆ คำค้นหา 5 คำ จะเจอคำค้นหาที่ไม่เกี่ยวข้อง 1 คำ ดังนั้นการใส่ Negative Keyword ควรทำเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง

ปัญหาที่ 3: Ad Group มีขนาดใหญ่เกินไป

ปัญหานี้มักจะมาจากเรื่องโครงสร้าง หากคุณได้ศึกษาเกี่ยวกับโฆษณา Google มาบ้างแล้วจะทราบว่าเราสามารถใส่ Keyword ได้หลายคำในแต่ละ Ad Group ซึ่งปัญหาคือหลายคนมักจะใส่ Keyword เยอะมาก บางที่เห็นเป็น 20-30 Keywords ใน Ad Group เดียว ครอบคลุมหลาย Keyword เกินไป จึงทำให้ Ad Group นั้นมีขนาดใหญ่

อย่าลืมว่า Keyword ใน Ad Group จะเป็นตัวบอกว่าจะให้โฆษณาใน Ad Group นั้นแสดง หรือไม่แสดง ซึ่งในหนึ่ง Ad Group  คุณสามารถใส่ได้หลายโฆษณา แต่ระบบจะเป็นตัวเลือกว่าแต่ละครั้งที่คนค้นหา จะให้แสดงโฆษณาตัวไหน และหากตัวไหนตอบสนองดี ระบบก็จะทำการแสดงโฆษณาตัวนั้นบ่อยเป็นพิเศษ

ทำไม Ad Group มีขนาดใหญ่แล้วเป็นปัญหาเพราะหากคุณใส่ Keyword ที่ครอบคลุมสินค้าหลายประเภทเกินไป ยกตัวอย่างง่ายๆ

  • คุณทำธุรกิจขายส่งผลไม้อบแห้ง ซึ่งมีผลไม้หลายประเภทถั่ว เช่น มะม่วงอบแห้ง และสับปะรดอบแห้ง
  • คุณสร้าง 1 Ad Group ชื่อว่า “ผลไม้อบแห้ง” โดยใน Ad Group นั้นใส่ Keyword รวมทั้ง มะม่วงอบแห้งขายส่ง และสับปะรดอบแห้งขายส่ง
  • ซึ่งใน Ad Group นั้น คุณก็ใส่ Ads หรือโฆษณาแบบกว้างไปเกี่ยวกับ “ผลไม้อบแห้งขายส่ง คุณภาพดี ราคาถูก
  • หากคนค้นหาด้วยคำว่า “มะม่วงอบแห้งขายส่ง” โฆษณาก็จะขึ้นว่า “ผลไม้อบแห้งขายส่ง คุณภาพดี ราคาถูก

เทียบกับโฆษณาของคู่แข่งที่ขึ้นว่า “มะม่วงอบแห้งขายส่ง คุณภาพดี ราคาถูก” คุณคิดว่าลูกค้าจะคลิกโฆษณาไหนจะเห็นได้จากตัวอย่างนี้ว่า Keyword ที่ใส่ คำที่ลูกค้าค้นหา และโฆษณาที่แสดง ไม่ Relavant หรือไม่เกี่ยวข้องกันสักเท่าไหร่

วิธีแก้ไขคือ คุณควรแบ่งเป็น 2 Ad Groups สำหรับแต่ละสินค้า และแยก Keyword ของสองสินค้านี้สำหรับแต่ละ Ad Group ไปเลย ซึ่งในแต่ละ Ad Group ก็สามารถสร้างโฆษณา (Ad) เฉพาะเจาะจงสำหรับสินค้านั้น ทำให้ทั้ง Keyword คำที่ลูกค้าค้นหา และโฆษณาที่แสดง เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เกี่ยวข้องกัน ลูกค้าก็จะได้รู้ว่าเรามีสินค้าที่เค้าค้นหาหรือไม่ และเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าที่กำลังมองหาสินค้านั้นๆ สนใจคลิกเข้าเว็บไซต์ ซึ่งในส่วนของ CTR ก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นด้วย

ค้นหาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพให้แคมเปญโฆษณา Google ของคุณ

โครงสร้างแคมเปญโฆษณา Google ของคุณเป็นไปตามหลัก Google Best Practice หรือเปล่า? คุณได้ Optimize โฆษณาเต็มที่แล้วหรือยัง? โฆษณาของคุณมีคุณภาพดีกว่าคู่แข่งไหม? ให้ทีมงานของเราเข้าไปตรวจสอบ และทำ Account Audit

ติดต่อเราที่ LINE: @pacymedia

โฆษณา Google Ads / AdWords คืออะไร (อัพเดท)

โฆษณา-Google-Ads-Adwords-คือ-อะไร

ล่าสุด Google ได้อัพเดท Google Ads เวอร์ชั่นใหม่ออกมาแล้ว รวมถึงไปเปลี่ยนชื่อจาก Google AdWords เป็น Google Ads สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาหลักๆ จะเป็นระบบอัตโนมัติไม่ว่าจะเป็น Automatic Machine Learning รวมถึง AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโฆษณา ซึ่งทาง Pacy Media เองก็ได้นำเข้ามาใช้ในการบริการบัญชีโฆษณาให้ลูกค้า ซึ่งผลตอบรับถือว่าเป็นที่น่าพอใจเลยทีเดียว

โฆษณาของ Google Ads หรือ Google AdWords ส่วนใหญ่จะเป็นโฆษณาแบบ PPC หรือ Pay Per Click หรือ คิดค่าใช้จ่ายต่อเมื่อมีการคลิกเกิดขึ้นบนโฆษณาเท่านั้น หมายความว่า ถ้าโฆษณาของคุณแสดง แต่ไม่มีคนคลิก ระบบก็จะไม่คิดค่าใช้จ่ายของการแสดงครั้งนั้น

โฆษณา Google ประกอบไปด้วยช่องทางในการลงโฆษณาที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น

  • Google Search หรือลงโฆษณาบนหน้าค้นหา Google
  • Google Display Network หรือลงโฆษณาแบบเนอร์บนเว็บไซต์ชั้นนำ เช่น Matichon Nation Kapook Thairath YouTube เป็นต้น
  • YouTube Ads หรือลงโฆษณาบน YouTube ในรูปแบบของวีดีโอที่หลายๆ คนคุ้นเคย บนช่องต่างๆ เช่น WorkPoint One31 GMM หรือ รายการจากศิลปินที่เป็นที่รู้จัก เช่น The Driver หรือ เจ้าป่าเข้าเมือง เป็นต้น

เพื่อให้ง่ายต่อการทำความรู้จัก ทำความเข้าใจถึงประโยชน์ และวัตถุประสงค์ในการลงโฆษณาแต่ละช่องทางผ่านระบบ Google Ads (AdWords) เรามาโฟกัสกันทีละช่องทางเลยดีกว่า

Google Search Ads (SEM)

ช่องทางแรกที่เป็นที่นิยมที่สุดคือโฆษณาในรูปแบบการค้นหาบนหน้า Google หรือ Google Search Engine Marketing (SEM) ซึ่งเราจะเรียกกันสั้นๆ ว่า Search Ads หลายคนจะสับสนระหว่างการติดหน้าแรก Google แบบโฆษณา กับ SEO หากสงสัยให้ลองอ่านบทความนี้ดูครับ >> การทำการตลาดบน Google ด้วย Google Ads กับ SEO

โฆษณา Google Search คืออะไร

คือการนำเว็บไซต์ หรือ Facebook Page ไปลงโฆษณาบนหน้าค้นหา Google โดยเราสามารถเลือกให้แสดงได้ตาม Keyword ที่ต้องการ เช่น หากคุณทำธุรกิจ เช่ารถ ที่จังหวัด เชียงใหม่ คุณสามารถเลือกให้เว็บไซต์แสดงบน Google เวลาที่มีคนพิมพ์คำค้นหาว่า “รถเช่าเชียงใหม่” หรือ “เช่ารถเชียงใหม่” ได้ โดยคุณสามารถเลือก ประเภท Keyword ได้หลากหลายเพื่อให้รองรับการค้นหาที่กว้างขวาง และเพื่อเจาะจงสินค้าแบบตรงๆ ไปเลย

โดยผลการค้นหาในรูปแบบโฆษณาจะมีป้ายกำกับอยู่ข้างหน้าว่า “Ad” หรือ “โฆษณา” จะแสดงอยู่ 2 ส่วนบนหน้า Google คือ ด้านบน(ตำแหน่ง 1-4) และ ด้านล่าง (ตำแหน่ง 5-8) ของผลการค้นหาแบบ Organic หรือ SEO

ประโยชน์ของโฆษณา Google Search

โฆษณา Google Search คือโฆษณาแบบ “รองรับความต้องการ” หรือแบบ “ตั้งรับ” คือ ลูกค้ามีความต้องการแล้ว จึงมาค้นหาบน Google เพื่อหาข้อมูล หาราคา เปรียบเทียบ รวมถึงติดต่อสอบถาม ดังนั้นอัตราการปิดการขายจึงจะค่อนข้างสูง ซึ่งหากลูกค้าค้นหาแล้วโฆษณาของเราแสดง แต่ลูกค้าไม่คลิก เราก็ไม่ต้องเสียเงินให้ Google

ประโยชน์อีกอย่างของโฆษณา Google คือคุณสามารถทำการ Research ก่อนได้ว่า สินค้าของคุณมีคนค้นหามากหรือน้อยแต่ไหน (ค้นหามากหมายถึงทีความต้องการมาก คนหาน้อยหมายถึงมีความต้องการน้อย) เพื่อที่จะได้วางแผนงบโฆษณาที่เหมาะสม รวมถึงประเมินยอดขายคร่าวๆ ได้ ซึ่งในส่วนนี้ Pacy Media จะสามารถช่วยคุณได้ก่อนเริ่มแคมเปญโฆษณา

การทำงาน และตำแหน่งโฆษณา Google Search

ตามที่ทราบกันดีว่าหัวใจหลักของการแสดงบน Google คือ “ตำแหน่ง” ซึ่งแน่นอนว่าใครๆ ก็อยากให้เว็บไซต์ตัวเองแสดงตำแหน่งที่ 1 แต่จะขึ้นตำแหน่งที่ 1 ได้ มีปัจจัยอะไรบ้าง ไปลองดูกัน

  • Bidding หรือการประมูลค่าคลิก: โฆษณา Google เป็นระบบประมูลแบบ Real Time หมายความว่าหากคุณต้องการให้โฆษณาขึ้นตำแหน่งที่สูงกว่าคู่แข่ง คุณอาจจะต้องเสนอค่าคลิก (CPC หรือ Cost per Click) ให้ Google ในจำนวนที่สูงกว่าคู่แข่ง
  • Quality Score หรือ คำแนนคุณภาพ: นอกจากค่าคลิกที่ประมูลแล้ว Google ยังตรวจสอบคุณภาพของโฆษณาและหน้าเว็บไซต์ด้วย เช่น หากคุณเสนอ CPC ให้ Google ในราคาที่เท่ากันกับคู่แข่ง แต่ Quality Score ของคุณสูงกว่าคู่แข่ง โฆษณาของคุณก็มีสิทธิที่จะแสดงในตำแหน่งท่ีสูงกว่าคู่แข่ง

AI / Machine Learning อัพเดท 2019

ช่วงหลังมานี้ Google ได้เพิ่มระบบ AI หรือ Machine Learning เข้ามากขึ้น จุดประสงค์เพื่อให้ระบบได้ทำการเรียนรู้พฤติกรรมผู้ใช้ กับการลงโฆษณาของธุรกิจ ส่งผลให้โฆษณาที่ขึ้นแสดงมีความน่าสนใจ และตรงกับสิ่งที่ผู้ใช้กำลังมองหามากขึ้น

จริงๆ แล้วมีหลายส่วนที่เพิ่มเข้ามา แต่ส่วนที่พลาดไม่ได้และต้องลองใช้งานดูเลยคือ Responsive Search Ads ซึ่งเป็นการใส่คำโฆษณาทั้งในส่วน Headline และ Descrption Line ได้ทีเดียวเยอะๆ แล้วระบบจะเป็นตัวเลือกให้มาแสดงเอง โดยจะ Match จากพฤติกรรมการค้นหาของผู้ใช้นั้นๆ ในระยะเวลาที่ผ่าน แล้วระบบจะดูว่า คำโฆษณาแบบไหนที่คนๆ น่าจะชอบ ระบบจึงเลือก Headline และ Description Line ที่เหมาะสมมาขึ้นแสดง รายละเอียดเอาไว้อธิบายเพิ่มเติมในบทความต่อไปนะครับ

ธุรกิจไหนที่เหมาะกับโฆษณา Google Search

สินค้าและบริการที่เหมาะกับโฆษณา Google Search ส่วนใหญ่จะเป็นประเภทที่ลูกค้ามักจะกำลังเจอปัญหา และมีความต้องการใช้บริการทันที หรือต้องการเปรียบเทียบ และหาข้อมูลก่อนตัดสินใจ เช่น ร้านอาหารญี่ปุ่นแถวเอกมัย (ปัญหาของลูกค้าคือหิว ต้องการกิน) เครื่องไล่หนู (ปัญหาของลูกค้าคือหนูเยอะ ต้องการกำจัดหนู) รถบรรทุกรับจ้าง (ปัญหาของลูกค้าคือการขนย้ายของจำนวนมาก ต้องการหารถบรรทุกรับจ้าง)  เป็นต้น

Google Display Network (GDN)

คือโฆษณาแบนเนอร์ที่จะไปแสดงบนเว็บไซต์ต่างๆ ที่เป็น Partner กับ Google เช่น YouTube Sanook Thairath SistaCafe DDProperty เป็นต้น ซึ่งคุณสามารถนำแบนเนอร์ไปลงบนเว็บไซต์เหล่านี้ผ่านระบบของ Google Ads หรือ AdWords ได้เลย

ประโยชน์ของโฆษณา GDN

โฆษณา GDN เหมาะกับการสร้างการรับรู้ในตัวแบรนด์ หรือสินค้า จะเป็นการยิงโฆษณาแบบหว่านไปยังกลุ่มเป้าหมายที่น่าจะสนใจในตัวสินค้า ซึ่งจะสามารถแสดงผลได้เป็นล้านครั้ง ในงบโฆษณาที่ไม่แพงหากเทียบกับโฆษณา Billboard

การทำงานของโฆษณา GDN

เราสามารถกำหนดการแสดงผลโฆษณา GDN ได้หลากลาย ดังนี้

  • Demographics & Interests: เลือกตามความสนใจของผู้ใช้ เช่น แสดงแบนเนอร์ไปยังผู้ใช้ เพศหญิง อายุ 25-40 ปี มีความสนใจในสินค้าหรูหรา
  • Placement: เลือกเว็บไซต์ในการแสดงผล เช่น แสดงแบนเนอร์บนทุกหน้าของเว็บไซต์ YouTube SistaCafe และ Kapook
  • Keyword: เลือกแสดงผลตาม Keyword บนหน้านั้นๆ ของเว็บไซต์ เช่น แสดงบนทุกเว็บไซต์ที่มี Keyword “กระเป๋าแบรนด์เนม” ในเนื้อหา
  • Remarketing: เลือกแสดงผลเฉพาะผู้ที่เคยเข้าชมเว็บไซต์แล้วเท่านั้น เป็นตอกย้ำในตัวแบรนด์และสินค้าหลังจากที่ลูกค้าเข้ามาในเว็บไซต์และปิดออกไป

ธุรกิจไหนที่เหมาะกับโฆษณา GDN

จะบอกว่าเกือบทุกธุรกิจก็สามารถทำโฆษณา GDN ได้ โดยเฉพาะทำในรูปแบบของ Remarketing แต่ควรทราบไว้ว่าโฆษณา GDN นั้นจะเน้นไปที่การสร้างการรับรู้มากกว่า ดังนั้น KPI ที่จะนำมาวัดผลก็ควรให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ด้วยเช่นกัน เช่น วัดที่ CPM และ CTR เป็นต้น

YouTube Ads

โฆษณาบน YouTube หลายคนจะคุ้นเคยกับโฆษณาแบบ Skip ได้หลังจากที่วีดีโอทำงานไป 5 วินาทีซึ่งวีดีโอโฆษณาจะแสดงก่อนหรือระหว่างเนื้อหาของวีดีโอที่คุณกำลังรับชม แต่จริงๆ แล้วโฆษณาบน YouTube นั้นมีรูปแบบอื่นๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นแบบ Bumper Ads และ Display Ads ก่อนอื่นไปดูก่อนก่อนว่าประโยชน์ของโฆษณา YouTube มีอะไรบ้าง

ประโยชน์ของโฆษณา YouTube

โฆษณาวีดีโอบน YouTube จะมีจุดเด่นในการสร้างการรับรู้อย่างกว้างขวาง และกระตุ้นให้ลูกค้าจดจำสินค้าและแบรนด์ได้ดี โดยสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายด้วยโฆษณาแบบวีดีโอ ซึ่งลูกค้าจะสัมผัสได้ทั้งภาพเคลื่อนไหว และเสียง โดยสามารถแสดงได้กว่าล้านครั้งในงบโฆษณาที่ไม่แพงเช่นกัน เทียบกับโฆษณาทีวี

ประเภทโฆษณา YouTube

  1. TrueView In-Stream Ads (Skippable): โฆษณาวีดีโอแบบที่ Skip ได้หลังจากรับชมไป 5 วินาที ที่จะเห็นอยู่บ่อยๆ ก่อนหรือระหว่างวีดีโอ ซึ่ง  Google จะคิดค่าใช้จ่ายต่อเมื่อมีการวิวเกิดขึ้นเท่านั้น หมายความว่าหากผู้ชมกด Skip ก็จะไม่นับเป็น 1 วิว ซึ่งการที่ Google จะนับวิวนั้น ผู้รับชมจะต้องเล่นวีดีโอจนถึง 30 วินาที หรือเล่นจนจบในกรณีที่ความยาววีดีโอต่ำกว่า 30 วินาที (แนะนำว่าวีดีโอท่ีลงโฆษณาควรมีความยาว 12 วินาทีขึ้นไป เพราะระบบจะไม่นับวิวหากความยาววีดีโอต่ำกว่า 10 วินาที)
  2. Bumper Ads: โฆษณาวีดีโอแบบที่ Skip ไม่ได้ จะบังคับให้แสดงจนวีดีโอจบ ซึ่งความยาววีดีโอจะต้องไม่เกิน 6 วินาที โฆษณาแบบนี้จะไม่เหมาะกับแคมเปญที่เน้นเพิ่มตัวเลขยอดวิว เพราะจำนวนวิวบนวีดีโอจะไม่ขึ้น เหมือนแบบ Skippable แต่จะเหมาะกับแคมเปญที่เน้นการเข้าถึงผู้ใช้จำนวนมาก และการแสดงโฆษณาจำนวนมาก ด้วย Message ที่ชัดเจน ระบบจะคิดค่าใช้จ่ายตามจำนวนครั้งที่โฆษณาแสดง หรือ CPM
  3. Display Ads:โฆษณาแบนเนอร์ที่แสดงข้างๆ วีดีโอ ในลักษณะเดียวกับ GDN

การทำงานของโฆษณา YouTube

การกำหนดการแสดงผลของโฆษณา YouTube นั้นจะคล้ายกับ GDN เพียงแต่ว่า จะกำหนดตามช่องและวีดีโอบน YouTube เท่านั้น

  • Demographics & Interests: เลือกตามความสนใจของผู้ใช้ เช่น แสดงโฆษณาวีดีโอไปยังผู้ใช้ เพศหญิง อายุ 25-40 ปี มีความสนใจในสินค้าหรูหรา บนทุกช่อง YouTube
  • Placement: เลือกช่อง YouTube ที่ต้องการแสดงผล เช่น แสดงโฆษณาวีดีโอ บนทุกวีดีโอของช่อง WorkPoint และ The Voice Thailand เป็นต้น
  • Keyword: เลือกแสดงผลตาม Keyword บนวีดีโอนนั้นๆ เช่น แสดงบนทุกวีดีโอที่มี Keyword “กระเป๋าแบรนด์เนม” ในเนื้อหา หรือหัวข้อ
  • Remarketing: เลือกแสดงโฆษณาวีดีโอเฉพาะผู้ที่เคยเข้าชมเว็บไซต์แล้วเท่านั้น

Function โฆษณาแบบใหม่ 2019 (Video Ad Sequencing)

Video Ad Sequencing คือการเรียงการแสดงโฆษณาวีดีโอแบบเป็นลำดับ เช่น หากนาย A เห็นโฆษณาที่ 1 แล้ว ให้แสดงโฆษณาวีดีโอตัวที่ 2 ต่อ จากนั้นให้แสดงโฆษณาวีดีโอตัวที่ 3 ต่อเลย ซึ่งการแสดงรูปแบบนี้ หลายคนอาจคุ้นเคยในการทำ Remarketing แต่ระบบ Ad Sequencing นี้จะทำให้ชีวิตเราง่ายยิ่งไปกว่าการทำ Remarketing เพราะมันจะแสดงวีดีโฆษณาตามลำดับที่เราเซ็ตเลย โดยไม่ต้องมานั่งทำ Remarketing List รายละเอียดไว้อธิบายเพิ่มเติมในบทความหน้าครับ

ธุรกิจไหนที่เหมาะกับโฆษณา YouTube

ถ้าจะบอกเป็นรายธุรกิจเลยก็คงจะไม่ถูกต้อง เพราะธุรกิจไหนก็สามารถทำโฆษณา YouTube ได้ ซึ่งจะเหมาะหรือไม่เหมาะขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของแคมเปญการตลาดนั้นๆ มากกว่า ว่าคุณต้องการทำแคมเปญในรูปแบบไหน ทำวีดีโอหรือเปล่า และข้อความหรือ Message ที่ต้องการสื่อสารออกไปคืออะไร คนดูแล้วจะได้อะไร เพราะจุดเด่นโฆษณา YouTube คือการสื่อสารที่ชัดเจนไปยังกลุ่มเป้าหมาย เช่น สื่อสารถึงจุดยินของแบรนด์ ภาพลักษณ์ของแบรนด์ โปรโมชั่นใหม่ๆ สินค้า Collection ใหม่ เป็นต้น

NEXT STEP

เริ่มลงโฆษณา Google Ads (AdWords) ไม่ว่าจะเป็น Google Search, Google Display รวมถึง YouTube พร้อมผู้เชี่ยวชาญที่คอยดูแล และพัฒนาแคมเปญให้คุณ ติดต่อเรา เพื่อรับการประเมินแคมเปญก่อนเริ่มต้น หรือเรียนรู้ เกี่ยวกับเรา และ บริการของเรา เพิ่มเติม

เทรนด์คำค้นหายอดฮิตบน Google ในช่วงสงกรานต์ ที่ผู้ประกอบการต้องรู้

โฆษณา-Google-ปรึกษา-คำค้นหา-สงกรานต์

เทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงวันหยุดยาวที่มีเงินสะพัดสูง มูลกว่ารวมแล้วกว่า 24,140 ล้านบาท เฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ 5,600 บาท ซึ่งมูลค่าของการใช้จ่ายส่วนใหญ่จะไปลงที่ ปาร์ตี้สังสรรค์ 38%, ท่องเที่ยว 26%, ช้อปปิ้ง 19%, ทำบุญ 8% และ อื่นๆ อีก 9%

หลายๆ สินค้ามีการค้นหาสูงมากบน Google ในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อลายดอก ปืนฉีดน้ำ ครีมกันแดด ตั๋วเครื่องบิน การทำอาหาร และสินค้าอื่นๆ ที่มีคุณสมบัติกันน้ำ เช่น ซองใส่มือถือกันน้ำ และรองพื้นกันน้ำ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะกินเวลาทั้งหมด 3 เดือน (มีนาคมถึงพฤษภาคม)

ในช่วงเวลานี้ถือเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้อง เพราะนอกจากจะได้ลูกค้าชาวไทยแล้ว ยังมีโอกาสที่จะได้ลูกค้าชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว หรือผู้ที่เข้ามาทำงานในไทย (Expat)

ทีนี้ลองมาดูกันดีกว่าว่ามี Keyword อะไรบ้างที่มีการค้นหาสูงในช่วงนี้ โดยทางเราจะขอแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ก่อนสงกรานต์ และหลังสงกรานต์

ก่อนสงกรานต์

“เตรียมความพร้อมก่อนสงกรานต์”


สงกรานต์ขายอะไรดี-โฆษณา-Google-1

แน่นอนว่าสงกรานต์คนก็ต้องค้นหา “เสื้อลายดอก” “ปืนฉีดน้ำ” “ซองกันน้ำ” อยู่แล้ว แต่มีสินค้าอีกบางชนิดที่มีความต้องการสูงในช่วงนี้เช่นกัน

สินค้าความงาม

หากพูดถึงการออกไปเล่นน้ำสงกรานต์ สาวๆ ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อให้สวยแม้จะโดนสาดน้ำ ดังนั้น จำนวนการค้นหาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเครื่องสําอางกันน้ำ ไม่ว่าจะเป็น อายไลเนอร์กันน้ำ รองพื้นกันน้ำ ครีมดันแดดกันน้ำ ก็จะอยู่ในระดับที่สูง

นอกจากนี้สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการย้อมผม การทำสีผม ก็มีการค้นหาสูงในช่วงก่อนสงกรานต์เช่นกัน 

สินค้า/บริการเกี่ยวกับการท่องเที่ยว

เนื่องจากเป็นวันหยุดยาว สินค้าและบริการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวก็มีการค้นหาสูงเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ตั๋วเครื่องบิน (ทั้งในและต่างประเทศ) ที่พัก (ทั้งในและต่างประเทศ) รวมไปถึงประกันการเดินทาง และซิมการ์ด ซึ่งหากพูดถึง Top Destination ในประเภทก็จะหนีไม่พ้น กรุงเทพฯ หัวหิน ภูเก็ต อุดรธานี และสุราษธานี

หลังสงกรานต์

“ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจหลังสงกรานต์”


สินค้าความงาม

นอกจากจะมีการค้นหาสูงในหมวดหมู่นี้ช่วงก่อนสงกรานต์ สินค้าและบริการความงามก็ยังคงเป็นที่ต้องการหลังสงกรานต์เพื่อฟื้นฟูสภาพผิว Keyword ที่มีการค้นหาสูงจะเป็นสินค้าประเภท “ครีม” โดยเฉพาะครีมผิวขาว รวมไปถึงบริการบำรุงผิวหน้าต่างๆ เช่น รักษาฝ้า รักษาสิว และเลเซอร์

ใครที่ให้บริการความงามเต็มรูปแบบ สามารถกระตุ้นยอดขายได้มากมายทั้งช่วงก่อนสงกรานต์และหลังสงกรานต์หากทำการตลาดได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย

บริการทางการเงิน บัตรเครดิต และสินเชื่อ

เนื่องจากการจับจ่ายใช้สอยที่สูงในช่วงสงกรานต์ ประกอบกับเดือนพฤษภาคมเป็นช่วงเวลาเปิดภาคเรียนใหม่ ทำให้แนวโน้มการการค้นหาที่เกี่ยวข้องกับบัตรเดรดิต สินเชื่อ อยู่ในระดับสูง ดังนั้น เดือนเมษายน-พฤษภาคม จึงเป็นโอกาส สำหรับสถาบันการเงินในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า และเสนอบริการที่เหมาะสม

การเริ่มแคมเปญสงกรานต์

หากใครต้องการเริ่มแคมเปญการตลาดช่วงนี้ โดยเฉพาะโฆษณา Google เราอยากให้ลองคิดถึง 3 ข้อนี้​ (3C) ในการออกแบบแคมเปญการตลาดและโฆษณาออนไลน์

  1. Customer: เลือกกลุ่มลูกค้าที่ใช้ เพื่อเลือกช่องทางในการทำการตลาดที่ถูกต้อง เช่น Google Search, YouTube, GDN หรือ Remarketing
  2. Creative: สร้างสร้างสรรค์รูปแบบแคมเปญ คอนเทนต์ และคำโฆษณาที่ดึงดูดความสนใจ ตรงกับความต้องการลูกค้า 
  3. Coverage: ครอบคลุมทุกความต้องการ เช่น หากลงโฆษณา Google ก็ต้องลองเลือก Keyword ให้เหมาะสม และให้ตรงกับทุกความต้องการของลูกค้า รวมถึงควรปรับงบประมาณในการลงโฆษณาเพื่อให้มั่นใจว่าโฆษณาจะสามารถแสดงได้ตลอดทั้งวัน ไม่พลาดโอกาสในการแสดงบน Google เมื่อมีคนค้นหา

NEXT STEP

แบรนด์ใดต้องการทำการตลาดบน Google ช่วงสงกรานต์สามารถให้เราช่วยวางแผนล่วงหน้าได้ ติดต่อเรา เพื่อรับการประเมินแคมเปญก่อนเริ่มต้น หรือเรียนรู้ เกี่ยวกับเรา และ บริการของเรา เพิ่มเติม

ทำความรู้จัก 4 ประเภท Keyword ในการลง โฆษณา Google

ประเภท Keyword โฆษณา Google

หากใครได้ศึกษาเกี่ยวกับ โฆษณา Google มาบ้างแล้ว จะทราบว่าการใส่ Keyword นั้นสามารถใส่ได้หลายประเภท ซึ่งจะมีทั้งหมด 4 ประเภทหลักๆ คือ Broad, Broad Match Modifier,  Phrase และ Exact โดยแต่ละประเภทมีการทำงานที่ต่างกัน

ซึ่งที่ Pacy Media เอง เวลาเราลงโฆษณา Google ให้ลูกค้า เราจะเลือกประเภทที่เหมาะสมกับสินค้า และจุดประสงค์ในการลงโฆษณาของลูกค้าที่สุด เพื่อให้โฆษณาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และใช้งบโฆษณาคุ้มค่าที่สุด ลูกค้าเพียงแค่แจ้งตัวอย่าง Keyword ที่ต้องการ ที่เหลือทีมวิเคราะห์ของเราจะจัดการให้คุณเอง

ทีนี้มาลองดูกันเลยดีกว่าว่า Keyword ทั้ง 4 ประเภท ทำงานอย่างไร และมีประโยชน์อย่างไร..

Broad

แปลตรงๆ ตัวเลยก็คือประเภท “กว้างๆ” หมายความว่า โฆษณาของคุณจะแสดงผลลัพธ์ที่ตรงกับ Keyword ที่คุณใส่ และที่ใกล้เคียงกับ Keyword ที่คุณใส่ ไม่ว่าจะเป็น คำที่สะกดผิด คำอื่นๆ ที่ใช้เรียกสินค้านี้ (synonyms) คำค้นหาที่ใกล้เคียง โดยการใส่ Keyword ประเภทนี้จะไม่มีเครื่องหมายใดๆ สามารถใส่เป็นคำๆ นั้นได้เลย

เช่น Keyword ของคุณคือ รองเท้าผู้หญิง แต่หากผู้ใช้ ค้นหาด้วยคำค้นหา รองเท้าสตรี รองเท้าแตะผู้หญิงโฆษณาของคุณก็จะแสดงเช่นกัน

Broad Match Modifier (BMM)

Keyword ประเภทนี้จะเริ่มแคบลงมากว่า Broad นิดนึง โดยการใส่ Keyword ประเภทนี้จะมีเครื่องหมาย + ข้างหน้าแต่ละคำ โดยระบบจะแสดงโฆษณาหากมีการค้นหาด้วยคำที่ตรงกับ Keyword และจะไม่แสดงโฆษณาสำหรับคำค้นหาที่ใกล้เคียง

เช่น Keyword ของคุณคือ +รองเท้า +ผู้หญิง โฆษณาของคุณจะแสดงหากค้นหาด้วยคำว่า ร้านรองเท้าผู้หญิง รองเท้าสำหรับผู้หญิง ผู้หญิงหาซื้อรองเท้า (สลับหน้าหลังก็ได้) แต่จะไม่แสดงหากค้นหาด้วยคำว่า รองเท้าสตรี

พูดง่ายๆ คือ ผู้ใช้ค้นหาว่าอะไรก็ได้ ตราบใดที่มีคำว่า รองเท้า กับ ผู้หญิง ในประโยค โฆษณาก็จะแสดง

Phrase

Phrase Match จะแคบกว่า Broad และ BMM โดยจะต้องใส่เครื่องหมายคำพูด “_____”  จะต่างจาก BMM ตรงที่ คำค้นหาที่ผู้ใช้ใช้ค้นหาจำเป็นต้องเรียงกันตามที่เราใส่ในเครื่องหมายคำพูดเท่านั้น หากยังไม่เข้าใจ ให้ลองดูตัวอย่าง..

เช่น Keyword ของคุณคือ “รองเท้าผู้หญิง” โฆษณาของคุณจะแสดงหากค้นหาด้วยคำว่า ซื้อรองเท้าผู้หญิงที่ไหน ร้านรองเท้าผู้หญิง ร้านรองเท้าผู้หญิง กรุงเทพ แต่จะไม่แสดงหากค้นหาด้วยคำว่า รองเท้าสตรี ผู้หญิงหาซื้อรองเท้า (สลับหน้าหลังไม่ได้) รองเท้าสำหรับผู้หญิง (อยู่ห่างกันก็ไม่ได้)

Exact

จะเป็นประเภทที่แคบที่สุด โดยจะใส่เครื่องหมาย [_____] วงเล็บ โฆษณาจะแสดงต่อเมื่อค้นหาด้วยคำที่ตรงกับ Keyword เท่านั้น

เช่น Keyword ของคุณคือ [รองเท้าผู้หญิง] โฆษณาของคุณจะแสดงหากค้นหาด้วยคำว่า รองเท้าผู้หญิง เท่านั้น แต่จะไม่แสดงหากค้นหาด้วยคำว่า ร้านรองเท้าผู้หญิง รองเท้าสำหรับผู้หญิง ผู้หญิงหาซื้อรองเท้า ซื้อรองเท้าผู้หญิงที่ไหน ร้านรองเท้าผู้หญิง รองเท้าสตรี

สิ่งที่คุณอาจกังวล

หลายคนกังวลว่า ต้องใส่ Keyword ให้เยอะๆ เลยไหม เพื่อให้โฆษณาขึ้นเยอะๆ คำตอบคือ ไม่จำเป็นครับ เพราะ หลายๆ คำ Google จะสามารถหาคำใกล้เคียงให้ได้โดยอัตโนมัติ เช่น ร้านจักรยานกรุงเทพ แต่หากผู้ใช้ค้นหาว่า ร้านจักรยาน กทม. โฆษณาก็จะโอกาสขึ้นเช่นกัน

การใส่ Keyword เยอะเกินไปไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะบางทีจะเกิดการทับซ้อน (Duplicate) ของ Keyword ทำให้ระบบ Google เริ่มงงว่าจะต้องไป Trigger ท่ี Keyword ไหนในกรณีที่ใส่ Keyword ทับซ้อนกัน

คำแนะนำจากเรา

ให้เริ่มจาก Keyword แคบๆ ที่ตรงกับสินค้าของคุณที่สุด อย่าเพิ่งไปเริ่มด้วย Broad เพราะมันจะทำให้คุณต้องใช้งบโฆษณาที่สูงเกินความจำเป็น และอัตราการปิดการขายอาจจะต่ำกว่า เว้นแต่ว่า คุณต้องการทำโฆษณา Google Search โดยเน้นการสร้างการรับรู้ในตัวสินค้า หรือคุณได้เริ่มด้วย Exact หรือ Phrase แล้ว และมั่นใจแล้วว่า นี่คือกลุ่ม Keyword ที่มีประสิทธิภาพจริงๆ จากนั้นค่อนเริ่ิมใช้ประเภท Keyword ที่กว้างขึ้น โดยเน้นการใส่ Negative Keyword ไปด้วยอย่างสม่ำเสมอ

NEXT STEP

ต้องการให้เราช่วย Audit บัญชีโฆษณา หรือให้เราดูแลแคมเปญของคุณโดยผู้เชี่ยวชาญ ติดต่อเรา เพื่อหาคำตอบว่าเราสามารถช่วยคุณได้อย่างไร หรือเรียนรู้ เกี่ยวกับเรา และ บริการของเรา เพิ่มเติม