รู้จักกับ โฆษณาวีดีโอ Ad Sequencing ลูกเล่นใหม่จาก YouTube

โฆษณา วีดีโอ YouTube Video Ad Sequencing

เวลาลง โฆษณาวีดีโอ บน YouTube คุณเคยเจอปัญหาแบบนี้หรือเปล่า

  • มีเรื่องที่อยากจะเล่าในวีดีโอเยอะ ไม่รู้คนจะดูหมดไหม
  • ทำสั้นไปก็กลัวเนื้อหาไม่ครบ
  • ทำยาวเกินก็กลัวว่าคนจะกด Skip ไปก่อน
  • มีหลาย Key Message ที่ต้องการจะสื่อผ่านวีดีโอ แต่กล้วว่าผู้ใช้จะปิดโฆษณาก่อนที่จะรับรู้ถึง Key Message ต่างๆ

ล่าสุดทางทาง Google ได้ออกมาเพิ่ม Feature กับแคมเปญ โฆษณา YouTube ในรูปแบบวีดีโอใหม่ เรียกว่า Video Ad Sequencing หรือ โฆษณาวีดีโอต่อเนื่อง เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ รวมถึงเป็นประโยชน์ในการทำ Video Remarketing ได้ง่าย และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

รู้จักกับ โฆษณาวีดีโอ แบบ Video Ad Sequencing

การทำงานของ Video Ad Sequencing คือการแสดงโฆษณาวีดีโอแบบเป็นชุด โดยทะยอยแสดงทีละวีดีโอ เช่น หากคุณเห็นวีดีโอโฆษณาตัวที่ 1 และ คุณก็จะเห็นโฆษณาตัวที่ 2 ต่อ และตัวที่ 3 ต่อ ไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องมานั่งเก็บข้อมูลทำ Remarketing List ให้ยุ่งยาก

หลายคนถามว่า ถ้าแบบนี้ก็ต้องทำวีดีโอออกมาหลายชุดเลยไหม?.. คำตอบคือ ไม่จำเป็น คุณสามารถใช้วีดีโอตัวเดิม เพียงแค่นำมาตัดต่อใหม่ หรือซอยให้สั้นลง ให้เหมาะกับ Bumper Ads หรือ  TrueView In-stream Ad (Skip Ad) โดยวางแผนการแสดง และบอกเล่าเรื่องราวเป็นขั้นตอน 

โฆษณาวีดีโอต่อเนื่องบน YouTube จะช่วยเรื่อง Brand Recall ได้ดีมากๆ ช่วยให้คุณเล่าเรื่องของแบรนด์ หรือสินค้าได้น่าสนใจมากขึ้น กระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วม และรับรู้ Message ที่แบรนด์ต้องการจะสื่อสารออกไปได้ดีขึ้น โดยทางแบรนด์สามารถสลับรูปแบบการแสดงของวีดีโอโฆษณาได้ตามต้องการ เช่น เริ่มต้นด้วย TrueView In-stream (กดข้ามได้) ต่อด้วย Bumper (กดข้ามไม่ได้) และจบด้วย Bumper อีกรอบ เป็นต้น 

Feature ใหม่นี้จะช่วยให้แบรนด์สื่อสารข้อความต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมั่นใจว่ากลุ่มลูกค้าที่ชมวีดีโอ จะได้รับข้อความครบตามที่แบรนด์ต้องการ ซึ่งสามารถนำ Feature นี้มาปรับใช้ได้หลายรูปแบบ มาลองดูตัวอย่างกัน

ตัวอย่างการลงโฆษณา YouTube Video Ad Sequencing

การลงโฆษณารูปแบบนี้ไม่ได้มีวิธีตายตัว แต่ละสินค้า และแต่ละ Communication Objective ก็สามารถสร้างสรรค์ลำดับในการแสดงโฆษณาได้แตกต่างกัน แต่ก็จะมี 3 รูปแบบหลักๆ ที่หลายธุรกิจนิยมใช้ มาลองดูเป็นไอเดียกัน!

ตัวอย่างที่ 1: แบ่งวีดีโอเป็น Episode

สำหรับแบรนด์ที่ทำวีดีโอโฆษณาด้วยเนื้อหาที่เป็นเรื่องราว และมีข้อความสำคัญ หรือไฮไลท์อยู่ในหลายช่วงของวีดีโอ สามารถแบ่งวีดีโอออกมาเป็น EP ย่อยๆ เช่น หากวีดีโอตัวเต็มมีความยาว 1 นาที อาจจะแบ่งเป็น 4 EP โดยมีความยาว EP ละ 20 วินาที เป็นต้น โดยในตอนจบของแต่ละ EP ก็ควรตบท้ายด้วยเนื้อหาที่น่าติดตาม แล้วบอกผู้ชมว่าให้รอชม EP ต่อไป จะมีโอกาสช่วยเพิ่มระยะเวลาในการชมวีดีโอสูงขึ้นใน EP ต่อๆไป

วิธีนี้ยังเหมาะกับเหล่า Blogger ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากเนื้อหาวีดีโอให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากการลงโฆษณา นอกจากจะช่วยกระตุ้นความสนใจแล้ว ยังช่วยให้ผู้ชมจำช่องได้ และเริ่มคุ้นเคยกับแนวทางการนำเสนอของช่องได้อีกด้วย

ตัวอย่างที่ 2: แบ่งสินค้าใน Collection เดียวกัน

เหมาะกับแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่น ที่ออกสินค้ามาเป็น Collection และใน Collection นั้นก็มีสินค้าที่น่าสนใจอีกมากมาย โดยสามารถแบ่งประเภทสินค้าที่น่าสนใจได้ในแต่ละชุดวีดีโอ เช่น Winter Collection มีสินค้า 5 ชุดที่เด่นที่สุด ก็อาจแบ่งวีดีโอออกมาเป็น 5 ชุด เป็นต้น

ตัวอย่างที่ 3: เริ่มด้วย Bumper Ad ตามด้วย Skip Ad
ตัวอย่าง โฆษณา วีดีโอ YouTube Video Ad Sequencing
ตัอย่างโฆษณาวีดีโอยูทูป เริ่มด้วย Bumper ตามด้วย TrueView In-stream (Skip Ad)

เทคนิคนี้เป็นเทคนิคที่หลายแบรนด์ทดลองทำแล้วได้ผลตอบรับดีขึ้น ในด้านของ Brand Recall และ Engagement โดยทางแบรนด์จะลงโฆษณาตัวแรกในรูปแบบของ Bumper (กดข้ามไม่ได้) ในระยะเวลา 6 วินาที หลังจากนั้นผู้ใช้จะได้รับชมวีดีโอโฆษณาตัวต่อไปแบบ TrueView In-stream หรือ Skip Ad 

เคล็ดลับของเทคนิคนี้คือ ทางแบรนด์จะใส่เนื้อหาเปิดตัวที่ปังๆ ไว้ใน Bumper Ad 6 วินาที เหมือนเป็นการเรียกน้ำย่อย ให้ผู้ชมเริ่มสนใจในสิ่งที่แบรนด์กำลังจะนำเสนอ หลังจากนั้นก็ยิงโฆษณาวีดีโออีกตัวที่เป็นเนื้อหาเต็มในรูปแบบ TrueView Instream จะสามารถเพิ่มระยะเวลาในการรับชมวีดีโอได้ และยังช่วยกระตุ้นให้เกิด Action เช่นคลิกไปยัง YouTube Channel หรือไปยังเว็บไซต์ 

วิธีเหล่านี้สามารถใช่กับ YouTube Video Sequencing Ad ได้ เพื่อช่วยให้วีดีโอโฆษณามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ให้ลูกค้าจำแบรนด์ได้ และสร้างความสนใจต่อผู้ชม โดยไม่ต้องไปถ่ายวีดีโอเพิ่ม เพียงแค่นำวีดีโอที่มีมาตัดต่อในรูปแบบใหม่ แค่นี้ Video Campaign ของแบรนด์คุณก็จะมีประสิทธิภาพขึ้นเยอะ

เตรียมตัวทำ Video Ad Sequencing

ก่อนจะทำโฆษณา YouTube ในรูปแบบวีดีโอ สิ่งที่ต้องเตรียมอันดับแรกคือ “Communication Objective” หรือจุดประสงค์ในการสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย จากนั้นก็วางแผนต่อว่าอยากจะแสดงลำดับโฆษณาอย่างไร เพื่อให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายจะได้รับ Message จากแบรนด์สูงสุด

เมื่อวางแผนเรียบร้อยแล้วก็เริ่มผลิตวีดีโอให้ตรงกับเป้าหมายที่ทางแบรนด์ต้องการ รวมถึงตัดต่อให้ออกมาเหมาะกับ Sequence ที่ทางแบรนด์ได้วางไว้ หลังจากนั้นก็เริ่มลงโฆษณาได้เลย!

หากต้องการปรึกษาเกี่ยวกับโฆษณา YouTube รวมถึงการยิงโฆษณาวีดีโอแบบต่อเนื่อง ทีมงาน Pacy Media พร้อมให้คำแนะนำ และช่วยบริหารแคมเปญวีดีโอของคุณได้ ติดต่อเราได้ที่ LINE: @pacymedia หรือ support@pacymedia.com 

โฆษณา Google Ads / AdWords คืออะไร (อัพเดท)

โฆษณา-Google-Ads-Adwords-คือ-อะไร

ใครยังไม่รู้ว่า โฆษณา Google AdWords คืออะไร ล่าสุด Google ได้อัพเดท Google Ads เวอร์ชั่นใหม่ออกมาแล้ว รวมถึงไปเปลี่ยนชื่อจาก Google AdWords เป็น Google Ads สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาหลักๆ จะเป็นระบบอัตโนมัติไม่ว่าจะเป็น Automatic Machine Learning รวมถึง AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโฆษณา ซึ่งทาง Pacy Media เองก็ได้นำเข้ามาใช้ในการบริการบัญชีโฆษณาให้ลูกค้า ซึ่งผลตอบรับถือว่าเป็นที่น่าพอใจเลยทีเดียว

โฆษณาของ Google Ads หรือ Google AdWords คือการโฆษณาแบบ PPC หรือ Pay Per Click หรือ คิดค่าใช้จ่ายต่อเมื่อมีการคลิกเกิดขึ้นบนโฆษณาเท่านั้น หมายความว่า ถ้าโฆษณาของคุณแสดง แต่ไม่มีคนคลิก ระบบก็จะไม่คิดค่าใช้จ่ายของการแสดงครั้งนั้น

โฆษณา Google ประกอบไปด้วยช่องทางในการลงโฆษณาที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น

  • Google AdWords (Search) หรือลงโฆษณาบนหน้าค้นหา Google
  • Google AdWords (Display Network) หรือลงโฆษณาแบบเนอร์บนเว็บไซต์ชั้นนำ เช่น Matichon Nation Kapook Thairath YouTube เป็นต้น บางคนอาจเรียกว่าโฆษณา GDN หรือ Display Ads
  • YouTube Ads หรือลงโฆษณาบน YouTube ในรูปแบบของวีดีโอที่หลายๆ คนคุ้นเคย บนช่องต่างๆ เช่น WorkPoint One31 GMM หรือ รายการจากศิลปินที่เป็นที่รู้จัก เช่น The Driver หรือ เจ้าป่าเข้าเมือง เป็นต้น

เพื่อให้ง่ายต่อการทำความรู้จัก ทำความเข้าใจถึงประโยชน์ และวัตถุประสงค์ในการลงโฆษณาแต่ละช่องทางผ่านระบบ Google Ads (AdWords) เรามาโฟกัสกันทีละช่องทางเลยดีกว่า

Google AdWords (Search)

ช่องทางแรกที่เป็นที่นิยมที่สุดคือโฆษณาในรูปแบบการค้นหาบนหน้า Google หรือ Google Search Engine Marketing (SEM) ซึ่งเราจะเรียกกันสั้นๆ ว่า Search Ads หลายคนจะสับสนระหว่างการติดหน้าแรก Google แบบโฆษณา กับ SEO หากสงสัยให้ลองอ่านบทความนี้ดูครับ >> การทำการตลาดบน Google ด้วย Google Ads กับ SEO

โฆษณา Google AdWords (Search) คืออะไร

คือการนำเว็บไซต์ หรือ Facebook Page ไปลงโฆษณาบนหน้าค้นหา Google โดยเราสามารถเลือกให้แสดงได้ตาม Keyword ที่ต้องการ เช่น หากคุณทำธุรกิจ เช่ารถ ที่จังหวัด เชียงใหม่ คุณสามารถเลือกให้เว็บไซต์แสดงบน Google เวลาที่มีคนพิมพ์คำค้นหาว่า “รถเช่าเชียงใหม่” หรือ “เช่ารถเชียงใหม่” ได้ โดยคุณสามารถเลือก ประเภท Keyword ได้หลากหลายเพื่อให้รองรับการค้นหาที่กว้างขวาง และเพื่อเจาะจงสินค้าแบบตรงๆ ไปเลย

โดยผลการค้นหาในรูปแบบโฆษณาจะมีป้ายกำกับอยู่ข้างหน้าว่า “Ad” หรือ “โฆษณา” จะแสดงอยู่ 2 ส่วนบนหน้า Google คือ ด้านบน(ตำแหน่ง 1-4) และ ด้านล่าง (ตำแหน่ง 5-8) ของผลการค้นหาแบบ Organic หรือ SEO

ประโยชน์ของโฆษณา Google AdWords แบบ Search

โฆษณา Google Search คือโฆษณาแบบ “รองรับความต้องการ” หรือแบบ “ตั้งรับ” คือ ลูกค้ามีความต้องการแล้ว จึงมาค้นหาบน Google เพื่อหาข้อมูล หาราคา เปรียบเทียบ รวมถึงติดต่อสอบถาม ดังนั้นอัตราการปิดการขายจึงจะค่อนข้างสูง ซึ่งหากลูกค้าค้นหาแล้วโฆษณาของเราแสดง แต่ลูกค้าไม่คลิก เราก็ไม่ต้องเสียเงินให้ Google

ประโยชน์อีกอย่างของโฆษณา Google คือคุณสามารถทำการ Research ก่อนได้ว่า สินค้าของคุณมีคนค้นหามากหรือน้อยแต่ไหน (ค้นหามากหมายถึงทีความต้องการมาก คนหาน้อยหมายถึงมีความต้องการน้อย) เพื่อที่จะได้วางแผนงบโฆษณาที่เหมาะสม รวมถึงประเมินยอดขายคร่าวๆ ได้ ซึ่งในส่วนนี้ Pacy Media จะสามารถช่วยคุณได้ก่อนเริ่มแคมเปญโฆษณา

การทำงาน และตำแหน่งโฆษณาบน Google

ตามที่ทราบกันดีว่าหัวใจหลักของการแสดงบน Google คือ “ตำแหน่ง” ซึ่งแน่นอนว่าใครๆ ก็อยากให้เว็บไซต์ตัวเองแสดงตำแหน่งที่ 1 แต่จะขึ้นตำแหน่งที่ 1 ได้ มีปัจจัยอะไรบ้าง ไปลองดูกัน

  • Bidding หรือการประมูลค่าคลิก: โฆษณา Google เป็นระบบประมูลแบบ Real Time หมายความว่าหากคุณต้องการให้โฆษณาขึ้นตำแหน่งที่สูงกว่าคู่แข่ง คุณอาจจะต้องเสนอค่าคลิก (CPC หรือ Cost per Click) ให้ Google ในจำนวนที่สูงกว่าคู่แข่ง
  • Quality Score หรือ คำแนนคุณภาพ: นอกจากค่าคลิกที่ประมูลแล้ว Google ยังตรวจสอบคุณภาพของโฆษณาและหน้าเว็บไซต์ด้วย เช่น หากคุณเสนอ CPC ให้ Google ในราคาที่เท่ากันกับคู่แข่ง แต่ Quality Score ของคุณสูงกว่าคู่แข่ง โฆษณาของคุณก็มีสิทธิที่จะแสดงในตำแหน่งท่ีสูงกว่าคู่แข่ง

AI / Machine Learning อัพเดท 2019

ช่วงหลังมานี้ Google ได้เพิ่มระบบ AI หรือ Machine Learning เข้ามากขึ้น จุดประสงค์เพื่อให้ระบบได้ทำการเรียนรู้พฤติกรรมผู้ใช้ กับการลงโฆษณาของธุรกิจ ส่งผลให้โฆษณาที่ขึ้นแสดงมีความน่าสนใจ และตรงกับสิ่งที่ผู้ใช้กำลังมองหามากขึ้น

จริงๆ แล้วมีหลายส่วนที่เพิ่มเข้ามา แต่ส่วนที่พลาดไม่ได้และต้องลองใช้งานดูเลยคือ Responsive Search Ads ซึ่งเป็นการใส่คำโฆษณาทั้งในส่วน Headline และ Descrption Line ได้ทีเดียวเยอะๆ แล้วระบบจะเป็นตัวเลือกให้มาแสดงเอง โดยจะ Match จากพฤติกรรมการค้นหาของผู้ใช้นั้นๆ ในระยะเวลาที่ผ่าน แล้วระบบจะดูว่า คำโฆษณาแบบไหนที่คนๆ น่าจะชอบ ระบบจึงเลือก Headline และ Description Line ที่เหมาะสมมาขึ้นแสดง รายละเอียดเอาไว้อธิบายเพิ่มเติมในบทความต่อไปนะครับ

ธุรกิจไหนที่เหมาะกับโฆษณา SEM

สินค้าและบริการที่เหมาะกับโฆษณา Google Search ส่วนใหญ่จะเป็นประเภทที่ลูกค้ามักจะกำลังเจอปัญหา และมีความต้องการใช้บริการทันที หรือต้องการเปรียบเทียบ และหาข้อมูลก่อนตัดสินใจ เช่น ร้านอาหารญี่ปุ่นแถวเอกมัย (ปัญหาของลูกค้าคือหิว ต้องการกิน) เครื่องไล่หนู (ปัญหาของลูกค้าคือหนูเยอะ ต้องการกำจัดหนู) รถบรรทุกรับจ้าง (ปัญหาของลูกค้าคือการขนย้ายของจำนวนมาก ต้องการหารถบรรทุกรับจ้าง)  เป็นต้น

Google Display Network (GDN)

Google Display Network หรือ GDN คือ โฆษณาแบนเนอร์ที่จะไปแสดงบนเว็บไซต์ต่างๆ ที่เป็น Partner กับ Google เช่น YouTube Sanook Thairath SistaCafe DDProperty เป็นต้น ซึ่งคุณสามารถนำแบนเนอร์ไปลงบนเว็บไซต์เหล่านี้ผ่านระบบของ Google Ads หรือ AdWords ได้เลย

ประโยชน์ของโฆษณา GDN

โฆษณา GDN คือโฆษณา Display Ads ที่เหมาะกับการสร้างการรับรู้ในตัวแบรนด์ หรือสินค้า จะเป็นการยิงโฆษณาแบบหว่านไปยังกลุ่มเป้าหมายที่น่าจะสนใจในตัวสินค้า ซึ่งจะสามารถแสดงผลได้เป็นล้านครั้ง ในงบโฆษณาที่ไม่แพงหากเทียบกับโฆษณา Billboard

การทำงานของโฆษณา Google AdWords (GDN)

เราสามารถกำหนดการแสดงผลโฆษณา GDN ได้หลากลาย ดังนี้

  • Demographics & Interests: เลือกตามความสนใจของผู้ใช้ เช่น แสดงแบนเนอร์ไปยังผู้ใช้ เพศหญิง อายุ 25-40 ปี มีความสนใจในสินค้าหรูหรา
  • Placement: เลือกเว็บไซต์ในการแสดงผล เช่น แสดงแบนเนอร์บนทุกหน้าของเว็บไซต์ YouTube SistaCafe และ Kapook
  • Keyword: เลือกแสดงผลตาม Keyword บนหน้านั้นๆ ของเว็บไซต์ เช่น แสดงบนทุกเว็บไซต์ที่มี Keyword “กระเป๋าแบรนด์เนม” ในเนื้อหา
  • Remarketing: เลือกแสดงผลเฉพาะผู้ที่เคยเข้าชมเว็บไซต์แล้วเท่านั้น เป็นตอกย้ำในตัวแบรนด์และสินค้าหลังจากที่ลูกค้าเข้ามาในเว็บไซต์และปิดออกไป

ธุรกิจไหนที่เหมาะกับโฆษณา GDN

จะบอกว่าเกือบทุกธุรกิจก็สามารถทำโฆษณา GDN ได้ โดยเฉพาะทำในรูปแบบของ Remarketing แต่ควรทราบไว้ว่าโฆษณา GDN นั้นจะเน้นไปที่การสร้างการรับรู้มากกว่า ดังนั้น KPI ที่จะนำมาวัดผลก็ควรให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ด้วยเช่นกัน เช่น วัดที่ CPM และ CTR เป็นต้น

YouTube Ads

โฆษณาบน YouTube หลายคนจะคุ้นเคยกับโฆษณาแบบ Skip ได้หลังจากที่วีดีโอทำงานไป 5 วินาทีซึ่งวีดีโอโฆษณาจะแสดงก่อนหรือระหว่างเนื้อหาของวีดีโอที่คุณกำลังรับชม แต่จริงๆ แล้วโฆษณาบน YouTube นั้นมีรูปแบบอื่นๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นแบบ Bumper Ads และ Display Ads ก่อนอื่นไปดูก่อนก่อนว่าประโยชน์ของโฆษณา YouTube มีอะไรบ้าง

ประโยชน์ของโฆษณา YouTube

โฆษณาวีดีโอบน YouTube จะมีจุดเด่นในการสร้างการรับรู้อย่างกว้างขวาง และกระตุ้นให้ลูกค้าจดจำสินค้าและแบรนด์ได้ดี โดยสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายด้วยโฆษณาแบบวีดีโอ ซึ่งลูกค้าจะสัมผัสได้ทั้งภาพเคลื่อนไหว และเสียง โดยสามารถแสดงได้กว่าล้านครั้งในงบโฆษณาที่ไม่แพงเช่นกัน เทียบกับโฆษณาทีวี

ประเภทโฆษณา YouTube

  1. TrueView In-Stream Ads (Skippable): โฆษณาวีดีโอแบบที่ Skip ได้หลังจากรับชมไป 5 วินาที ที่จะเห็นอยู่บ่อยๆ ก่อนหรือระหว่างวีดีโอ ซึ่ง  Google จะคิดค่าใช้จ่ายต่อเมื่อมีการวิวเกิดขึ้นเท่านั้น หมายความว่าหากผู้ชมกด Skip ก็จะไม่นับเป็น 1 วิว ซึ่งการที่ Google จะนับวิวนั้น ผู้รับชมจะต้องเล่นวีดีโอจนถึง 30 วินาที หรือเล่นจนจบในกรณีที่ความยาววีดีโอต่ำกว่า 30 วินาที (แนะนำว่าวีดีโอท่ีลงโฆษณาควรมีความยาว 12 วินาทีขึ้นไป เพราะระบบจะไม่นับวิวหากความยาววีดีโอต่ำกว่า 10 วินาที)
  2. Bumper Ads: โฆษณาวีดีโอแบบที่ Skip ไม่ได้ จะบังคับให้แสดงจนวีดีโอจบ ซึ่งความยาววีดีโอจะต้องไม่เกิน 6 วินาที โฆษณาแบบนี้จะไม่เหมาะกับแคมเปญที่เน้นเพิ่มตัวเลขยอดวิว เพราะจำนวนวิวบนวีดีโอจะไม่ขึ้น เหมือนแบบ Skippable แต่จะเหมาะกับแคมเปญที่เน้นการเข้าถึงผู้ใช้จำนวนมาก และการแสดงโฆษณาจำนวนมาก ด้วย Message ที่ชัดเจน ระบบจะคิดค่าใช้จ่ายตามจำนวนครั้งที่โฆษณาแสดง หรือ CPM
  3. Display Ads:โฆษณาแบนเนอร์ที่แสดงข้างๆ วีดีโอ ในลักษณะเดียวกับ GDN

การทำงานของโฆษณา YouTube

การกำหนดการแสดงผลของโฆษณา YouTube นั้นจะคล้ายกับ GDN เพียงแต่ว่า จะกำหนดตามช่องและวีดีโอบน YouTube เท่านั้น

  • Demographics & Interests: เลือกตามความสนใจของผู้ใช้ เช่น แสดงโฆษณาวีดีโอไปยังผู้ใช้ เพศหญิง อายุ 25-40 ปี มีความสนใจในสินค้าหรูหรา บนทุกช่อง YouTube
  • Placement: เลือกช่อง YouTube ที่ต้องการแสดงผล เช่น แสดงโฆษณาวีดีโอ บนทุกวีดีโอของช่อง WorkPoint และ The Voice Thailand เป็นต้น
  • Keyword: เลือกแสดงผลตาม Keyword บนวีดีโอนนั้นๆ เช่น แสดงบนทุกวีดีโอที่มี Keyword “กระเป๋าแบรนด์เนม” ในเนื้อหา หรือหัวข้อ
  • Remarketing: เลือกแสดงโฆษณาวีดีโอเฉพาะผู้ที่เคยเข้าชมเว็บไซต์แล้วเท่านั้น

Function โฆษณาแบบใหม่ 2019 (Video Ad Sequencing)

Video Ad Sequencing คือการเรียงการแสดงโฆษณาวีดีโอแบบเป็นลำดับ เช่น หากนาย A เห็นโฆษณาที่ 1 แล้ว ให้แสดงโฆษณาวีดีโอตัวที่ 2 ต่อ จากนั้นให้แสดงโฆษณาวีดีโอตัวที่ 3 ต่อเลย ซึ่งการแสดงรูปแบบนี้ หลายคนอาจคุ้นเคยในการทำ Remarketing แต่ระบบ Ad Sequencing นี้จะทำให้ชีวิตเราง่ายยิ่งไปกว่าการทำ Remarketing เพราะมันจะแสดงวีดีโฆษณาตามลำดับที่เราเซ็ตเลย โดยไม่ต้องมานั่งทำ Remarketing List รายละเอียดไว้อธิบายเพิ่มเติมในบทความหน้าครับ

ธุรกิจไหนที่เหมาะกับโฆษณา YouTube

ถ้าจะบอกเป็นรายธุรกิจเลยก็คงจะไม่ถูกต้อง เพราะธุรกิจไหนก็สามารถทำโฆษณา YouTube ได้ ซึ่งจะเหมาะหรือไม่เหมาะขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของแคมเปญการตลาดนั้นๆ มากกว่า ว่าคุณต้องการทำแคมเปญในรูปแบบไหน ทำวีดีโอหรือเปล่า และข้อความหรือ Message ที่ต้องการสื่อสารออกไปคืออะไร คนดูแล้วจะได้อะไร เพราะจุดเด่นโฆษณา YouTube คือการสื่อสารที่ชัดเจนไปยังกลุ่มเป้าหมาย เช่น สื่อสารถึงจุดยินของแบรนด์ ภาพลักษณ์ของแบรนด์ โปรโมชั่นใหม่ๆ สินค้า Collection ใหม่ เป็นต้น

NEXT STEP

เริ่มลงโฆษณา Google Ads (AdWords) ไม่ว่าจะเป็น Google Search, Google Display รวมถึง YouTube พร้อมผู้เชี่ยวชาญที่คอยดูแล และพัฒนาแคมเปญให้คุณ ติดต่อเรา เพื่อรับการประเมินแคมเปญก่อนเริ่มต้น หรือเรียนรู้ เกี่ยวกับเรา และ บริการของเรา เพิ่มเติม