แนะนำ 5 ขั้นตอนการ ขายของใน IG สุดเบสิค

ขายของใน IG Intagram ยังไง ขายอะไร ใน ไอจี

ในปัจจุบันมีผู้ใช้งานอินสตาแกรมจากทั่วโลกมากกว่า 1 พันล้านคน และมีผู้ใช้งาน Instagram หรือ IG มากกว่า 200 ล้านบัญชี ที่เข้าชมโปรไฟล์ของเหล่าธุรกิจในแต่ละวัน การ ขายของใน IG จึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยมีภาพถ่ายและไอจีสตอรี่เป็นตัวกลาง แพลตฟอร์มนี้ได้รับความนิยมในไทยเป็นอย่างมากเพราะคนไทยชอบถ่ายภาพ และภาพยังสามารถสื่อสารและดึงดูดความสนใจได้ดีกว่าข้อความเพียงอย่างเดียวอีกด้วย หากคุณเป็นมือใหม่ และอยากรู้ว่าการขายของใน IG เริ่มยังไง วันนี้เรามีคำตอบมาฝากกับ 5 ขั้นตอนการขายของบน Instagram

5 ขั้นตอนการเริ่ม ขายของใน IG

5 ขั้นตอนนี้เป็นเหมือนขั้นตอนเบสิค ที่ทุกธุรกิจสามารถนำไปใช้ได้ ทั้งนี้ แต่ละธุรกิจก็จะต้องมีกลยุทธ์อื่นๆ ในการทำการตลาด และดึงดูดลูกค้าเป้าหมายอีกด้วยเช่นกัน

1. สร้างโปรไฟล์ธุรกิจสำหรับร้านค้าออนไลน์ของคุณ

ไม่ว่าคุณจะเพิ่งเริ่มสร้างโปรไฟล์สำหรับร้านค้าออนไลน์บนอินสตาแกรมเป็นครั้งแรกหรือคุณมีโปรไฟล์สำหรับร้านค้าออนไลน์เพื่อ ขายของใน Instagram อยู่แล้วแต่ยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นโปรไฟล์ธุรกิจ เราแนะนำให้คุณทำเป็นขั้นตอนแรก เพราะโปรไฟล์ธุรกิจในอินสตาแกรมจะทำให้คุณสามารถจัดการเรื่องการขายได้สะดวกขึ้น นอกจากนี้  Instragram ยังมีรายงาน Insight ให้คุณสามารถติดตามผลของแต่ละโพสต์ได้อีกด้วย

การสร้างโปรไฟล์ธุรกิจ หรือ Business Profile บน Instagram
  1. ล็อกอินไปยังบัญชีของคุณ
  2. กดปุ่มแฮมเบอร์เกอร์ที่มุมขวาด้านบน
  3. เลือก “การตั้งค่า” (Setting)
  4. เลือก “บัญชี” (Account)
  5. เลื่อนลงมาด้านล่างและเลือก “เปลี่ยนไปใช้บัญชีมืออาชีพ” (Switch to Professional Account)

จากนั้นเลือกหมวดหมู่ของธุรกิจของคุณและเปลี่ยนไอจีเป็นโหมด “ธุรกิจ” คุณสามารถเชื่อมบัญชี IG ของคุณเข้ากับเพจเฟสบุ๊คได้ด้วยถ้ามี หลังจากที่คุณเปลี่ยนประเภทของบัญชีเรียบร้อยแล้ว คุณจะสามารถดูข้อมูลเชิงลึกของผู้ติดตาม ตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานโพสของคุณ ทำการโปรโมทเพื่อหาลูกค้า และเพิ่มช่องทางการติดต่อบนโปรไฟล์ได้

2. ค้นหาแฮชแท็กที่เหมาะกับโพสของคุณก่อนทำการโฆษณา

หนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญอย่างมากสำหรับการขายของออนไลน์ก็คือทำให้ร้านขายของใน IG ของคุณเป็นที่รู้จัก เพิ่ม Traffic ในการเข้าชมโปรไฟล์ และโฆษณาสินค้าหรือบริการใหม่ๆ กับลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของคุณ ซึ่งสิ่งที่จะช่วยเรื่องการโฆษณาบนอินสตาแกรมให้ได้ผลก็คือแฮชแท็ก (Hashtag) บนอินสตาแกรมนั่นเอง

ขายของใน IG Instagram การหา Hashtag
การหา Hashtag ก่อนเริ่มขายของใน IG

มีการสำรวจออกมาแล้วว่าการใส่แฮชแท็กในโพสของคุณจะ เพิ่ม Engagement ได้มากถึง 12.6% (ข้อมูลจาก thumbsup) คุณสามารถตรวจสอบได้ว่าแฮชแท็กไหนที่เกี่ยวข้องกับร้านบน IG ของคุณและแฮชแท็กไหนที่ได้รับความนิยม (Impression) บ้าง คุณสามารถค้นหาแฮชแท็กได้โดยวิธีต่อไปนี้

  1. คลิกที่ปุ่มแว่นขยายด้านล่าง
  2. คลิกที่ช่องค้นหา (Search) แล้วเลือก “แท็ก” (Tag)
  3. พิมพ์คำที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณในช่องค้นหา
  4. คุณจะเห็นจำนวนโพสที่ใช้แฮชแท็กเหล่านั้น
  5. เลือกใช้แฮชแท็กที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ จากนั้นโพสของคุณก็จะปรากฏอยู่ในกลุ่มแฮชแท็กเหล่านั้นเมื่อมีค้นคลิกเข้าไปดู
คำแนะนำ:

เราแนะนำให้คุณเลือกใช้แฮชแท็กที่มีจำนวนโพสเยอะและจำนวนโพสน้อยด้วย เพราะแฮชแท็กที่จำนวนโพสน้อยอาจทำให้กลุ่มเป้าหมายของคุณเจอโพสขายของใน ig ของคุณได้ง่ายขึ้นกว่า

3. เริ่มโฆษณาบน IG เพื่อสนับสนุนการขาย

เริ่มทำ โฆษณาบน Instagram เพื่อขายของใน IG เริ่มยังไง? หากต้องการความสะดสกสบาย และรวดเร็วในการโปรโมทร้านค้าบน Instagram คุณสามารถกดปุ่ม Promote ใต้โพสต์ เพื่อทำการลงโฆษณาได้เลย หากยังไม่เคยลง ระบบอาจจะพาคุณไปตั้งค่าบัญชีโฆษณาเสียก่อน โดยสามารถทำตามขั้นตอนได้เลย

ขายของบน IG Instagram
การโปรโมท IG ตรงผ่านแอพ (ภาพจาก business.instagram.com)

หลังจากนั้นสามารถใส่ข้อมูลในส่วนของกลุ่มเป้าหมาย ตั้งแต่สถานที่ ช่วงอายุ เพศ และภาษา และใส่ “ความสนใจ” (Interest) ให้ละเอียดเพื่อให้โฆษณาไปถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงของคุณได้ และเพิ่มประสิทธิภาพในการโปรโมท IG

นอกจากนี้ก็ต้องกำหนดงบประมาณโฆษณาที่คุณต้องการจ่ายต่อวันให้เรียบร้อย จากนั้นก็เริ่ม “สร้างโฆษณา” ได้เลย

4. ใช้ Instagram Shopping หากคุณต้องการ ขายของใน IG

ฟีเจอร์นี้จะมีแท็กปรากฏขึ้นมาเมื่อลูกค้าคลิกบนรูปภาพ บนแท็กจะประกอบไปด้วยชื่อและราคาของสินค้า และเมื่อลูกค้าคลิกลงไปบนแท็กเหล่านี้ก็จะสามารถเห็นคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้านั้นๆ และยังเป็นช่องทางให้ลูกค้าเข้าชมเว็บไซต์หรือเฟสบุ๊คเพจของคุณได้อีกทางหนึ่งด้วย

ในบทความนี้เราข้อข้ามรายละเอียด และขั้นตอนการตั้งค่า Instagram Shopping ไปก่อน เนื่องจากเราจะไปอธิบายกันแบบละเอียดในบทความต่อไป

5. ติดต่อเหล่าบล็อกเกอร์หรือ Influencer เพื่อช่วยโปรโมทสินค้าให้คุณ

การที่มีเหล่า Influencer ที่มีผู้ติดตามมากมายบนอินสตาแกรมช่วยถ่ายรูปโปรโมทสินค้าของคุณจะสามารถช่วยให้คอนเทนท์ของคุณไปถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายใหม่ๆ ที่อาจไม่เคยรู้จักสินค้าของคุณมาก่อนได้มากขึ้น และก็เป็นวิธีที่ถือว่าได้ผลอย่างมากในปัจจุบัน

วิธีนี้อาจจะช่วยให้คุณสามารถเข้าถึงจำนวนผู้ติดตามของบล็อกเกอร์เหล่านั้นได้ ทั้งนี้คุณต้องมั่นใจว่ากลุ่มผู้ติดตาม Influencer นั้นๆ ตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณ เพราะถ้าไม่ตรงกันก็จะเป็นการเสียเงินไปเปล่าๆ

รวมถึงต้องตรวจสอบให้ดีก่อนด้วยว่า Influencer นั้นมีการตอบสนองในแต่ละโพสต์เป็นอย่างไร กลุ่มผู้ติดตามเข้ามามีส่วนรวมกับโพสต์มากน้อยแค่ไหน

และนี่ก็คือ 5 ขั้นตอนแนะนำสำหรับธุรกิจและร้านค้าที่ต้องการเริ่มขายของใน IG

ซึ่งทั้งหมดนี้เริ่มจากขั้นตอนที่หลายร้านค้ามองข้ามนั่นก็คือเปลี่ยนบัญชีอินสตาแกรมเป็นโหมดธุรกิจ จากนั้นก็ให้ความสำคัญกับแฮชแท็กในโพสของคุณ สร้างโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมายโดยไม่กว้างจนเกินไป ใช้ประโยชน์จาก Instagram Shopping และโปรโมทสินค้าผ่านอินสตาแกรมของเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ แต่อย่างที่บอกว่า 5 ขั้นตอนนี้เป็นเพียงพื้นฐานในการเริ่มต้น ยังมีกลยุทธ์อีกมากมายที่ต้องเรียนรู้ต่อไป และที่สำคัญ อย่าลืมทำ A/B Testing เพื่อวัดผลลัพธ์ของแคมเปญ

ขอคำปรึกษาจากทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน Social Media Content Marketing ติดต่อเรา ได้ที่ LINE: @pacymedia หรือ support@pacymedia.com 

4 เทคนิค การเลือก Keyword สำหรับโฆษณา Google Ads

วิธี การเลือก Keyword ตัวอย่าง คีย์เวิร์ด การตลาด

การ ลงโฆษณา Google Ads หรือ AdWords ทุกคนคงทราบดีว่าเราสามารถเลือก Keyword ได้ตามต้องการ ไม่จำกัด จนไม่รู้จะเลือก Keyword อะไรดีที่เหมาะกับการทำโฆษณา Google Ads ในบทความนี้เราจะมาบอก วิธี การเลือก Keyword สำหรับทำโฆษณาที่เป็นที่นิยมมากที่สุด

จริงๆ แล้ว การเลือก Keyword ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในรูปแบบที่เรากำลังจะเล่าให้ฟัง แต่สำหรับคนที่ไม่รู้จะเลือก Keyword อะไรจริงๆ หรือยังจับทางไม่ถูก วิธีเลือก Keyword 4 แบบนี้อาจจะเป็นวิธีที่ง่าย และได้ผลดีที่สุด

4 วิธี การเลือก Keyword สำหรับ Google Ads

1. เลือก Keyword ตามหมวดหมู่สินค้า

วิธีการเลือก Keyword แบบนี้ เราจะเจาะจงไปตามหมวดหมู่สินค้า เช่น ร้านขายรองเท้า ก็จะมีสินค้าหลายหมวดหมู่ เช่น รองเท้าวิ่ง รองเท้าปีนเขา และรองเท้าเดินป่า เป็นต้น โดยอาจจะเพิ่มความเฉพาะเจาะจงเข้าไปเพื่อให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายยิ่งขึ้น เช่น รองเท้าวิ่ง ผู้หญิง เป็นต้น

หลักการเลือก Keyword มาลงโฆษณา คือการใช้ Keyword ให้ตรงกับสินค้าบนหน้าเว็บไซต์มากที่สุด โดยนึกถึงความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก เช่น ลูกค้าผู้หญิงที่กำลังมองหารองเท้าวิ่ง ก็อยากจะคลิกไปแล้วเจอหน้ารองเท้าวิ่งสำหรับผู้หญิงเลย ดังนั้น Keyword ที่เราควรนำมาใช้คือ “รองเท้าวิ่งผู้หญิง“ “ร้านขายรองเท้าวิ่งผู้หญิง” เป็นต้น ซึ่งเมื่อคลิกโฆษณาเข้าไปแล้ว ก็ควรเชื่อมไปที่หน้า รองเท้าวิ่งสำหรับผู้หญิง เช่นกัน

มาลองดูตัวอย่างกัน หากเราลองค้นหา “รองเท้าวิ่ง ผู้หญิง” บน Google จะเจอเว็บไซต์ของ Adidas

วิธีการเลือก Keyword Google Ads

 และเมื่อเราคลิกเข้าไปที่เว็บไซต์ หรือ Landing Page ของ Adidas เราจะเจอหน้าสินค้า ที่เป็น หน้ารวมรองเท้าวิ่ง สำหรับผู้หญิงโดยตรง

เลือก Keyword​ โฆษณา Google การตลาดออนไลน์

หากเราเชื่อมโฆษณาไปยังหน้าเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่ตรงกับสิ่งที่ลูกค้าค้นหา เช่น ลูกค้าค้นหา รองเท้าวิ่งผู้หญิง แต่เมื่อคลิกโฆษณาแล้วไปเจอ รองเท้าเดินป่าแทน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ผู้ใช้จะออกจากเว็บไซต์เร็วมาก ซึ่งในทางการตลาด หรือการเก็บสถิติเว็บไซต์ จะมีค่าหนึ่งเรียกว่า Bounce Rate หรืออัตราการเด้งออกจากหน้านั้นๆ สูงขึ้น ทำให้ Google มองว่า หน้าเว็บไซต์นี้ไม่มีคุณภาพ ส่งผลให้คะแนนคุณภาพของโฆษณาลดลงเช่นกัน

2. ใช้ Keyword เจาะจงสินค้าไปเลย

นอกจากเลือก Keyword ตามหมวดหมู่สินค้าแล้ว ในหลายธุรกิจ ผู้คนยังนิยมค้นหาแบบเจาะจงเป็นรายสินค้าไปเลย เช่น “รองเท้า Nike Air Max” หรือ “กล้อง Olympus E-M10” เป็นต้น

หากเว็บไซต์ของคุณเป็น e-Commerce ที่มีหน้าเฉพาะสำหรับแต่ละสินค้า ก็สามารถใช้ Keyword ที่เจาะจงแต่ละสินค้า และเชื่อมโฆษณาไปยังหน้านั้นๆ ได้เลย แต่ถ้าสินค้านั้น ยังมีรุ่นย่อยๆ ไปอีก ก็อาจจะเชื่อมโฆษณามายังหน้าคัดกรองสินค้าก็ได้ หากใครนึกภาพไม่ออก ลองมาดูตัวอย่างกัน

เมื่อเราลองค้นหาคำว่า “รองเท้า Nike Air Max”  เราจะเจอโฆษณาของ SuperSports อยู่ และเมื่อเราคลิกโฆษณาเข้ามายังเว็บไซต์ ก็จะเจอหน้าที่รวมทุกรุ่นย่อยๆ ของ Nike Air Max ตามภาพด้านล่าง

การเลือก Keyword คีย์เวิร์ด การตลาด Google Ads

Landing Page คีย์เวิร์ด การตลาด Google Ads รองเท้า

3. Keyword ที่เป็นชื่อแบรนด์ตนเอง

สำหรับแบรนด์ที่ทำการตลาดโดยเน้นไปที่การสร้างการรับรู้ หรือ Awareness บนช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์ หรือออฟไลน์ อาจจะทำให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเริ่มรู้จักชื่อแบรนด์ หรือคุ้นๆ ชื่อแบรนด์ แต่เมื่อคนเริ่มสนใจที่จะหาข้อมูลเพิ่มเติม ก็จะเริ่มเข้ามาค้นหาบน Google ดังนั้นการลงโฆษณา Google Ads โดย เลือก Keyword เป็นชื่อแบรนด์ตัวเอง ก็จะช่วยให้ลูกค้าค้นหาเราเจอ

หลายครั้งที่เห็นบางแบรนด์ทำการตลาดบน Social Media เยอะมาก แต่เมื่อเข้ามาค้นหาบน Google โดยใช้ชื่อแบรนด์ หรือชื่อแคมเปญที่จัด กลับค้นหาไม่เจอ ซึ่งเป็นการเสียโอกาสมาก เนื่องจากลูกค้ามีความสนใจ และเข้ามาค้นหาแล้ว แต่ไม่เจอสิ่งที่ต้องการ

หากลองดูแบรนด์ใหญ่ๆ หลายแบรนด์ จะเห็นว่าการลงโฆษณาด้วย Keyword ของแบรนด์เป็นเรื่องค่อนข้างปกติ เพราะ

  1. สามารถปรับเปลี่ยนข้อความบนโฆษณา ให้เข้ากับแคมเปญล่าสุดได้ตลอดเวลา
  2. ป้องกันคู่แข่งเข้ามาลงโฆษณาโดยใช้ Keyword ของแบรนด์ตนเอง (จริงๆ ก็ไม่ได้เรียกว่าป้องกัน แต่เป็นการลดการเข้ามาฉวยโอกาสมากกว่า)

ตัวอย่าง การเลือก Keyword ด้วยวิธีการใช้ Keyword แบรนด์ตนเอง

ตัวอย่าง Keyword วิธีเลือก Keyword ที่นิยม อาหาร

ตัวอย่าง Keyword วิธีเลือก Keyword ที่นิยม ecommerce lazada

4. Keyword ที่เป็นชื่อแบรนด์คู่แข่ง

จากที่ได้เกริ่นก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการที่คู่แข่งเข้ามาลงโฆษณาโดยใช้ Keyword ของแบรนด์เรา คุณอาจจะสงสัยว่ามันทำกันได้จริงๆ เหรอ ผิดหลักจริยธรรมหรือเปล่า คำตอบคือ สามารถทำได้ และเป็นที่นิยมมาก ในแบรนด์ดัง ที่ขายสินค้า หรือบริการที่เหมือนกัน หรือใกล้เคียงกัน

เช่น เมื่อค้นหาว่า Traveloka ก็อาจจะเจอโฆษณาของ  Trip.com

วิธี การเลือก Keyword คีย์เวิร์ด ท่องเที่ยว ทัวร์

ซึ่งทางแบรนด์จะไม่สามารถทำอะไรได้มาก และไม่สามารถห้ามไม่ให้คนอื่นมาลงโฆษณาโดยใช้ Keyword แบรนด์ของตนเองได้ สิ่งที่แบรนด์ทำได้คือ ลงโฆษณาใน Keyword ของตัวเองทับ (เหมือนที่เราเล่าให้ฟังในข้อที่ 3) เพื่อให้ลูกค้าเจอเว็บไซต์ของเราก่อน หรือทางแบรนด์จะปล่อยๆ ไปก็ได้เช่นกัน

วิธี การเลือก Keyword สำหรับใช้กับโฆษณา Google Ads 4 วิธีนี้น่าจะพอช่วยให้หลายๆ แบรนด์เริ่มเห็นภาพการเลือก Keyword กันบ้างแล้ว ยังไงก็อยากให้เริ่มด้วย Keyword ที่เฉพาะเจาะจงกับสินค้า หรือธุรกิจของเรามากที่สุด จะดีกว่าการใช้ Keyword กว้างๆ ที่เรายังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าคนที่ค้นหาจริงๆ แล้วต้องการอะไรกันแน่ ซึ่งการเลือก Keyword ที่เฉพาะเจาะจง จะช่วยให้ตรงกลุ่ม และประหยัดงบโฆษณาได้มากขึ้นด้วย!

ให้ Pacy Media ช่วยให้คำปรึกษาเรื่อง Keyword และดูแลแคมเปญ Google Ads

ขอคำปรึกษาจากทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO และ Digital Marketing ติดต่อเรา ได้ที่ LINE: @pacymedia หรือ support@pacymedia.com 

โอกาส และกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ในช่วง COVID-19

การตลาดออนไลน์ ช่วง COVID-19 โควิด กลยุทธ์ธุรกิจออนไลน์ 1

ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาเป็นวิกฤตที่ไม่มีใครอยากให้เกิด และยังสงผลให้เจ้าของกิจการหลายคนเริ่มงงว่ากลยุทธ์การตลาดออนไลน์ช่วง COVID-19 นี้ควรจะเป็นอย่างไร จะเอายังไงต่อดี แต่ในช่วงนี้ที่ทุกคนมองว่าเป็นวิกฤต ในด้านการตลาดออนไลน์ยังมีอย่างน้อย 1 เรื่องที่เรามองว่าเป็นโอกาสที่ไม่สามารถหาได้ง่ายๆ เลย อะไรคือโอกาสที่อยู่ในวิกฤตนี้ มาหาคำตอบไปด้วยกันเลย

ทบทวนการทำงานของการตลาดออนไลน์กันก่อน

ทุกคนที่ทำการตลาด และโฆษณาออนไลน์คงจะทราบกันดีว่า ระบบโฆษณาที่เราใช้กันจะเป็นแบบ PPC (Pay Per Click) ไม่ว่าจะเป็น Google Facebook หรือจะช่องทางอื่นๆ ซึ่งการคิดเงินค่าโฆษณา หรือค่าคลิก จะเป็นระบบ “ประมูล” แทบทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าราคาโฆษณาจะขึ้นอยู่กับการแข่งขันเป็นหลัก (และมีปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น คุณภาพลองเว็บไซต์ หรือคอนเทนต์)

หรือถ้าจะพูดถึงเรื่องการทำ SEO ที่ไม่ได้เป็นการซื้อโฆษณาแบบ PPC แต่เป็นการเน้นพัฒนาคุณภาพของเว็บไซต์ เพิ่มความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ เพื่อให้ Google เจอเว็บไซต์เราบ่อยขึ้น ส่งผลให้เว็บไซต์ของเราค่อยๆ ไต่อันดับมาหน้าแรกของ Google ปัจจัยหลักๆ ในการที่จะขึ้นหน้าแรกเร็ว หรือช้า ก็อยู่ที่การแข่งขันเหมือนกัน เพราะหากเว็บไซต์คู่แข่งทำ SEO กันมานานแล้ว แต่เราเพิ่งจะมาทำ การที่เราจะแซงหน้าคู่แข่งได้ก็จะยาก

สิ่งที่เกิดขึ้นกับการตลาดออนไลน์ในช่วง COVID-19

จากการเกิด COVID-19 และผลกระทบของ COVID-19 ที่ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และของโลกมีปัญหา ผู้คนเริ่มเก็บเงินมาขึ้น และความกล้าในการจับจ่ายใช้สอยก็ลดลง กระแสเงินสดที่จะไหลไปยังผู้ประกอบการต่างๆ ก็เริ่มลดน้อยลงไปด้วย ส่งผลให้หลายกิจการไม่สามารถดำเนินการไปต่อได้ หรืออาจจะต้องพักการดำเนินธุรกิจไปก่อน

สิ่งที่เกิดขึ้นกับการตลาดออนไลน์ในช่วง COVID-19 ที่สร้างโอกาสในการทำการตลาดให้อีกหลายธุรกิจคือ จำนวนการแข่งขันที่ลดลง ส่งผลให้ค่าโฆษณาลดลง ไม่ว่าจะเป็น Cost per Click หรือจะเป็น Cost per 1,000 Impressions ซึ่งจากที่ Pacy Media ได้ลองเทียบผลลัพธ์ดู ในบางประเภทธุรกิจนั้นลดลงถึง 20% โดยเฉลี่ย เช่น ธุรกิจความงาม ธุรกิจแฟชั่น แต่ในบางธุรกิจที่ยังคงมีความต้องการ และการแข่งขันสูง ก็มีโอกาสที่ค่าโฆษณาจะแพงขึ้นได้เช่นกัน แต่ก็แลกมากับ Demand ในตลาดที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจ Offline หรือ Online ที่ยังคงมีความต้องการอยู่ หรือจะเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูงในช่วงนี้ เช่น บริการฆ่าเชื้อโรค หรือเทคโนโลยีต่างๆ ในการกำจัดเชื้อโรค แต่อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่จะอยู่รอดในช่วงนี้ได้ ต้องอยู่บนโลก Online เท่านั้น

การตลาด COVID-19 อเมริกา

จากกราฟด้านบนจะเป็นค่า Cost per 1,00 Impressions หรือ CPM ของแถบอเมริกาเหนือ จะเห็นได้ว่า ค่าโฆษณาเริ่มถูกลงตั้งแต่เดือนมกราคม และยังคงต่ำอยู่อย่างนั้นจนถึงตอนนี้ เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นสักเท่าไหร่

การตลาด COVID-19 เอเชีย

แต่หากดูที่ CPM ของแถบเอเชียตะวันออก ค่าโฆษณาเดือนกุมภาพันธ์ลดลงจากเดือนมกราคมประมาณ 30% และเริ่มเพิ่มสูงขึ้นในเดือนมีนาคม เนื่องจากสถานการณ์เริ่มดีขึ้นแล้วในหลายๆ ประเทศ แต่ก็ยังคงต่ำกว่าปกติเล็กน้อย

สำหรับการทำ SEO ที่ไม่เกี่ยวข้องกับค่าโฆษณา แต่จะเกี่ยวข้องกับการปั้นเว็บไซต์ให้มีคุณภาพ หลายธุรกิจก็เริ่มลดความจริงจังในการทำ SEO ลงมา บางธุรกิจอาจจะหยุดทำชั่วคราว ส่งผลให้หลายๆ ธุรกิจที่ยังคงทำ SEO ต่อ เห็นการขยับตัวขึ้นของตำแหน่งบนหน้า Google ได้อย่างชัดเจน ซึ่งโดยปกติการทำ SEO จะต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะเห็นผลลัพธ์ แต่ในช่วงนี้ หลายธุรกิจมีโอกาสที่จะเห็นผลลัพธ์เร็วขึ้น อีกทั้งยังเป็นโอกาสในการเพิ่มคุณภาพเว็บไซต์ให้แซงหน้าคู่แข่ง เพราะหากเศรษฐกิจกลับมาเหมือนเดิม คู่แข่งที่หยุดทำ SEO ไป ก็ต้องมาไล่ทำ SEO ตามเว็บไซต์ของเราอีกซักพักเลย

แล้วธุรกิจของคุณควรปรับไปในทิศทางไหนในช่วง COVID-19

เราไม่สามารถที่จะเจาะลึกในธุรกิจแต่ละประเภท ดังนั้นเราจึงลองแบ่งประเภทธุรกิจตาม Demand Side ของคนในช่วงนี้ออกมาเป็น 4 ประเภท ซึ่งคำแนะนำจากเราไม่ใช่ตัวชี้ขาดถึงสิ่งที่คุณควรทำ ต้องลองทำไปประยุกต์ให้เข้ากับแต่ละกิจการด้วย

ธุรกิจของคุณเข้าข่ายประเภทไหนลองดูกันเลย

การตลาดออนไลน์ ช่วง COVID-19 โควิด กลยุทธ์ธุรกิจออนไลน์ 3

1. ไม่มี Demand และไม่พร้อมซื้อ

เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจทัวร์ หากธุรกิจของคุณเข้าข่ายเป็นธุรกิจที่ลูกค้าไม่มี Demand และไม่พร้อมซื้อ การถือเงินสดเป็นสิ่งสำคัญ เพราะไม่รู้ว่าลูกค้าจะกลับมามีความเชื่อมัน หรือมี Demand อีกเมื่อไหร่ ดังนั้นไม่ค่อยแนะนำให้ทุ่มเงินมาทำกิจกรรมอะไรที่ไม่ได้สร้างคุณค่าให้กับกิจการ เว้นแต่ลงทุนในด้านการตลาดที่จะให้ผลในระยะยาวได้ เช่น SEO

2. พอมี Demand แต่คนยังไม่กล้าใช้เงิน

เช่น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจความงาม ธุรกิจแฟชั่น สินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ ธุรกิจประเภทนี้สามารถเน้นการฟูมฟักว่าที่ลูกค้าได้ เนื่องจากคนที่ติดต่อเข้ามาช่วงนี้ อาจจะยังไม่พร้อมซื้อ แต่ลึกๆ ในใจก็มีความต้องการในตัวสินค้า หรือบริการอยู่บ้างแล้ว การทำคอนเทนต์ หรือสร้างความสัมพันธ์เป็นสิ่งสำคัญ เมื่อวันที่พร้อมซื้อ ลูกค้าก็จะสามารถติดสินใจซื้อกับคุณได้เลยทันที

อาจจะทำ SEO หรือ Google Ads เพื่อเก็บ Lead หรือลูกค้าใหม่ๆ หรือจะลองทำ Social Media ด้วยเพื่อไม่ให้ลูกค้าลืม และสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าผ่าน Line Official Account หรือ Facebook Page

ทั้งนี้ การทำ Social Media ในช่วงนี้ ถึงจะค่าโฆษณาลดลง แต่การตอบสนอง หรือมีส่วนร่วมกับโพสต์ในหลายๆ ธุรกิจมีโอกาสที่จะต่ำลงได้

3. มี Demand ตามปกติ และมีความต้องการ แต่พฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยน

เช่น ธุรกิจอาหาร ธุรกิจบริการตามบ้าน ซ่อมหลังคา ทำรางน้ำฝน หรือจะเป็น ร้านตัดผม ธุรกิจเหล่านี้ยังมีความต้องการอยู่ แต่พฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยน เช่น ลูกค้าเริ่มค้นหาบนช่องทางออนไลน์มากขึ้น ลูกค้าเริ่มพิจารณามากขึ้นว่าผู้ให้บริการต่างๆ ดูแลเรื่องความสะอาดดีแค่ไหน สำหรับบางธุรกิจ ลูกค้าอยากได้สินค้าเดิมแต่ในรูปแบบที่ต่างจากเดิม เช่น อยากกินชาบู แต่จะกินที่บ้าน ต้องการหม้อชาบู และเมนูท่ีเหมาะกับการทำกินเองที่บ้าน เป็นต้น

ธุรกิจประเภทนี้ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ทันกับพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไป บางธุรกิจที่ทำ Offline อย่างเดียว จำเป็นต้องมีเว็บไซต์ หรือ Facebook Page หรือธุรกิจที่ทำออนไลน์อยู่แล้ว อาจจะต้องทำเว็บไซต์แบบ eCommerce เพิ่ม ซึ่งการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า อาจจะลองเป็น Google Ads หรือ Facebook Ads ก็ได้ เพราะจะรวดเร็วกว่าการทำ SEO แต่หากคิดว่าจะหวังผลในระยะยาวด้วย ก็สามารถทำ SEO ควบคู่ไปได้

4. มี Demand สูง และพร้อมซื้อ

เช่น เครื่องกำจัดเชื้อโรค และไวรัส หรือบริการฆ่าเชื้อต่างๆ ธุรกิจประเภทนี้มี Demand สูงมากในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ควรปรับช่องทางการขายออนไลน์ให้พร้อม เช่น ลงเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์ให้ครบ ทำ Sale Page ให้น่าสนใจ และทำการตลาดด้วย Google Ads เป็นหลัก เพราะอัตราการค้นหาในสินค้า หรือบริการเหล่านี้ ปรับตัวสูงขึ้นมาก โดยสามารถทำ Remarketing ควบคู่ไปด้วยก็ได้

ใช้โอกาสในช่วงนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับธุรกิจ

ขอคำปรึกษาจาก Pacy Media ได้ที่ LINE: @pacymedia หรือ support@pacymedia.com