6 สิ่งที่ต้องเตรียมให้พร้อมก่อน โปรโมท Instagram

โปรโมท Instagram ให้ปัง การ โปรโมท IG วิธี มียังไง

เป็นที่รู้กันดีว่า Instagram เป็นหนึ่งใน Social Media ที่เป็นที่นิยมของไทย ซึ่งแบรนด์ต่างๆ นิยมเข้ามาโปรโมท Instagram อย่างมาก โดยจากสถิติในปี 2019 Instagram มีผู้ใช้งานในไทยเป็นอันดับ 3 รองจาก Facebook และ YouTube ทั้งนี้ ผู้ใช้งาน Instagram ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่น และเป็นเพศหญิงถึง 62% จึงทำให้ การ โฆษณา Instagram เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้เป็นที่นิยม แต่การที่จะ โปรโมทไอจี ให้ปัง จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมกันเสียก่อน

(ในบทความนี้เราอาจใช้คำว่า Instagram / IG / ไอจี สลับๆ กันเพื่อความหลากหลายของ Keyword ครับ)

จากประสบการณ์ของเอเจนซี่เราที่ผ่านมา หลายธุรกิจที่ทำการ โฆษณา Instagram จะไม่ค่อยเตรียมพร้อมในส่วนของหน้า IG สักเท่าไหร่ เช่น อาจมีภาพ หรือเนื้อหาที่ไม่ครบถ้วน ไม่จูงใจกลุ่มเป้าหมาย หรือยังเน้นเนื้อหาแบบ Hard Sell ดังนั้น การเน้นโปรโมทไอจี อย่างเดียวโดยไม่ให้ความสำคัญกับเนื้อหาบนหน้า Instagram อาจไม่เพียงพอที่จะดึงดูดผู้ที่เข้าชมให้ตัดสินใจทำการ Follow ได้ หากเนื้อหาบน Instagram ขาดความน่าสนใจ หรือไม่สามารถกระตุ้นการมีส่วนร่วมระหว่าง Follower และแบรนด์ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีโอกาสที่ Follower จะทำการ Unfollow ได้เช่นกัน ดังนั้น การโปรโมท IG อาจไม่ใช่เป้าหมายเดียวที่ธุรกิจในยุคนี้ต้องทำ สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นคือการโปรโมทอย่างไรให้ได้ประโยชน์มากที่สุดต่างหาก

โปรโมท IG ยังไง เวลาไหนดี
อัตราการ Engage ในแต่ละวัน และเวลา (ข้อมูลโดย sproutsocial.com)

แล้วจะ โปรโมท IG อย่างไรให้ปัง?

การโปรโมท Instagram คือการทำโฆษณาเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีแนวโน้มที่จะสนใจในสินค้า และบริการของเรา แต่การโปรโมทไอจีโดยให้ความสำคัญกับ “โพสต์โฆษณา” เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะดึงดูดความสนใจให้ลูกค้าติดต่อเข้ามา หรือตัดสินใจทำการ Follow ได้ เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้ว เมื่อโฆษณาน่าสนใจ คนมักจะคลิกเข้าไปเพื่อดูภาพ และเนื้อหาอื่นๆ เพิ่มเติมจากหน้า Instagram ของแบรนด์ ดังนั้น หากเนื้อหาบนหน้า Instagram ไม่น่าสนใจมากพอ ผู้ใช้ก็อาจออกจากหน้าไอจีโดยไม่คลิก Follow หรือติดต่อสอบถาม และนั่นหมายความว่า งบโฆษณาที่ใช้ไปกับการโปรโมท Instagram จะไม่ได้ผลตอบรับมากเท่าที่ควร

6 เรื่องที่ต้องเช็ค ก่อนเริ่มการ โปรโมท Instagram

สำหรับผู้ที่ ขายของใน IG Pacy Media แนะนำให้ลูกค้าเตรียมความพร้อมก่อนจะโปรโมท Instagram ทุกครั้ง เนื่องจากหน้า Instagram ของแบรนด์แสดงถึงความน่าเชื่อถือ และนำเสนอความน่าสนใจของสินค้า หรือบริการ ก่อนที่โพสต์โฆษณาจะไปแสดงบนหน้า Feed ของกลุ่มเป้าหมาย และมีโอกาสที่จะคลิกเข้ามาตรวจตราหน้า Instagram ที่เปรียบเสมือนหน้าร้านออนไลน์ของเรานั่นเอง 

พูดง่ายๆ ก็คือ ก่อนที่จะไปเรียกลูกค้าจากหน้าปากซอยเข้ามาที่ร้าน (เทียบได้กับการโปรโมทไอจี) เราเองก็ต้องจัดเตรียมหน้าร้านให้สวยงาม น่าเข้ามาเยี่ยมชม มีของพร้อมขาย และง่ายต่อการซื้อนั่นเอง

หัวข้อดังต่อไปนี้ เป็นเช็คลิสต์ง่ายๆสำหรับแบรนด์ที่ต้องการดึงดูดกลุ่มเป้าหมายจากการโปรโมทไอจี พร้อมแล้วก็ไปเช็คความพร้อมกันเลย!

1. ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจ

ก่อนดำเนินการโปรโมท IG แนะนำให้เริ่มที่ส่วน About หรือ Bio โดยควรระบุ Positioning หรือจุดยืนของธุรกิจให้ชัดเจน ควรเขียนให้กระชับ เข้าใจง่ายในประโยคสั้นๆ พร้อมสถานที่ตั้ง และช่องทางการติดต่อ เพื่อที่เมื่อทำการโปรโมทไอจีแล้วกลุ่มเป้าหมายจะสามารถเข้าใจเกี่ยวกับสินค้า จุดเด่น และติดต่อได้ทันที

การสร้าง Hashtag ประจำแบรนด์จะช่วยให้แบรนด์เป็นที่พูดถึงได้เร็วขึ้นเช่นกัน เช่น หากลูกค้าซื้อสินค้าของเราไป และถ่ายลง Instagram ก็จะมีโอกาสสูงที่จะใช้ Hashtag ประจำของแบรนด์

การ โฆษณา Instagram เขียนข้อความ bio
Instagram: pomelofashion

2. การวางแผน Content

ก่อนจะโปรโมท Instagram ควรมีการวางแผน Content บนหน้า Instagram Profile เนื่องจากภาพใน Instagram ก็เปรียบเสมือน Catalog ที่คนจะเข้ามาเรียนรู้ และทำความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจของเรา ดังนั้น ควรมีการวางแผนในการลง  Content เพื่อให้มีความสวยงาม เข้าใจง่าย โดยอาจมีการจัดแบ่งหมวดหมู่ และลำดับก่อนหลังให้เหมาะสม ซึ่งในส่วนนี้สามารถใช้ Application อื่นๆ ช่วยวางแผนก่อนอัพโหลดภาพจริงลง Instagram ได้ เช่น Planoly จากนั้นค่อยเริ่มการโปรโมท IG

Instagram ก่อน โปรโมท เตรียมตัวด้วย Planoly
ภาพจาก planoly.com

ทั้งนี้ รูปแบบการลงโพสต์ อาจเป็นการแบ่งตาม โทนสี, ชนิดของสินค้า, คอลเลคชั่น หรืออื่นๆ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม และสิ่งที่จะสามารถอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าในการตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น ร้านชุดราตรีสำหรับใส่ไปงานแต่งงาน แบ่งลำดับการลงภาพตามโทนสีของชุด เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับลูกค้าที่ต้องการไปร่วมงานแต่งงาน ซึ่งนิยมกำหนดธีมงานตามสี 

3. ภาพสินค้า และบริการ

ภาพสินค้า และบริการบน Instagram Account เป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ โดยควรเป็นภาพที่เห็นสินค้าชัดเจน และครบถ้วนทุกรูปแบบที่มีการจำหน่าย เพื่อที่จะเป็นตัวเลือกในการตัดสินใจให้กับกลุ่มเป้าหมาย

แต่สำหรับภาพที่เลือกนำไปโปรโมทไอจีนั้น อาจเป็นสินค้าที่ขายดี หรือมีโปรโมชั่นอยู่ในขณะนั้น ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของแบรนด์ โดยไม่จำเป็นต้องนำสินค้าทั้งหมดไปทำการโปรโมทไอจี เพราะตามพฤติกรรมแล้ว คนจะทำการสไลด์ดูภาพไม่เกิน 3-5 ภาพ และหากสนใจ จะคลิกเข้ามายังหน้าไอจีของแบรนด์เอง

โปรโมทไอจี ตัวอย่าง Carousel
Carousel Ads (credit to Instagram.com)

4. Mood and Tone

นอกเหนือไปจากภาพสินค้าที่ครบถ้วนทุก SKUs (Stock Keeping Unit: หน่วยวัดประเภทสินค้าที่เล็กที่สุด) แล้ว Mood and Tone หรือสไตล์ อารมณ์ของภาพในไอจี รวมถึงภาพสำหรับโปรโมท Instagram ควรจะสอดคล้องกับ  Brand Positioning ด้วย ตัวอย่างเช่น หากแบรนด์วาง Positioning ของตนเองเป็น “ร้านเสื้อผ้าสำหรับวัยทำงานที่คล่องแคล่ว มั่นใจ” ภาพนางแบบที่สวมใส่เสื้อผ้า ควรจะอยู่ในสถานที่ และลักษณะที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น ภาพนางแบบกำลังทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ หรือถือแฟ้มเอกสารด้วยความมั่นใจ 

การเลือกภาพเพื่อโปรโมทไอจีนั้น แน่นอนว่าภาพควรจะต้องสวย และสะดุดตา แต่สิ่งที่ควรมีมากกว่านั้น คือ “ความแตกต่าง” หรือ “อัตลักษณ์ของแบรนด์” (Brand Identity) ที่คนทั่วไปเห็นภาพแล้วสามารถจดจำได้ทันทีว่าเป็นโฆษณาของแบรนด์ไหน ดังนั้น ภาพสำหรับโปรโมทไอจี จึงควรอยู่ภายใต้ Mood and Tone รวมถึงสื่อ Brand Identity ผ่านองค์ประกอบต่างๆ เช่น โทนสี โลโก้ หรือ Tagline เป็นต้น

การ โฆษณา IG แบรนด์แฟชั่น เสื้อผ้า โปรโมทแบรนด์
Instagram: Misty Mynx

5. ความครบถ้วน และสอดคล้องของแต่ละโพสต์

ในแต่ละโพสต์บนหน้า Instagram รวมถึงโพสต์ที่ใช้โปรโมท Instagram ควรมีการกำหนดเป้าหมายว่าต้องการสื่อสารด้วย Key Message ใด ซึ่งส่วนประกอบอื่นๆ ของโพสต์ ได้แก่ ภาพ แคปชั่น รวมไปถึง Hashtag ก็ควรจะมีความสอดคล้อง เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

และที่สำคัญ ควรสื่อสารออกไปเพียง Message เดียว เช่น หากเป็นแบรนด์เสื้อแฟชั่น จะแจ้งรายละเอียดคอลเลคชั่นใหม่ ก็ควรโฟกัสไปถึง New Arrival และดีไซน์ใหม่ไปเลย อย่างใส่ New Arrival และ โปรโมชั่น Clearance Sales ของคอลเลคชั่นเดิมไปด้วยกัน เพราะนอกจากจะสร้างความสับสนแล้ว ลูกค้าจะไม่สามารถรับสารได้ครบถ้วนทั้งหมดอีกด้วย ซึ่งส่งผลต่อ Action หรือสิ่งที่เราต้องการให้ลูกค้าทำไม่สำเร็จตามที่วางแผนไว้

6. ความสม่ำเสมอ และสดใหม่

Instagram เป็น Social Media ซึ่งแน่นอนว่ามีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา ดังนั้น เพื่อที่จะแย่งชิงพื้นที่บนหน้า Feed ของลูกค้า ไม่ให้ลูกค้าลืมแบรนด์ของเรา จึงควรจะมีการโพสต์ Content อย่างสม่ำเสมอ และโปรโมท Instagram ตามความเหมาะสม รวมถึง สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยอาจใช้ลูกเล่นต่างๆที่มีบน Instagram เพื่อก่อให้เกิด Two-way Communication เช่น ฟังก์ชั่น Ask ใน Instagram Story (ให้ Follower ถามคำถาม) หรือโพสต์ VDO บน IG TV อันจะเป็นการสร้างความสดใหม่ และมีชีวิตชีวาให้กับ Instagram Account นอกเหนือไปจากการโปรโมทไอจีตามปกติ

ถ้าพร้อมแล้วก็ลุยโปรโมท Instagram เลย!

ถ้าพร้อมตามหัวข้อข้างต้นแล้ว ก็เริ่มการโปรโมท IG ได้เลย หากใครมีข้อสงสัย หรืออยากขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ ติดต่อเราได้ที่ LINE: @pacymedia หรือ support@pacymedia.com

รู้จักกับ โฆษณาวีดีโอ Ad Sequencing ลูกเล่นใหม่จาก YouTube

โฆษณา วีดีโอ YouTube Video Ad Sequencing

เวลาลง โฆษณาวีดีโอ บน YouTube คุณเคยเจอปัญหาแบบนี้หรือเปล่า

  • มีเรื่องที่อยากจะเล่าในวีดีโอเยอะ ไม่รู้คนจะดูหมดไหม
  • ทำสั้นไปก็กลัวเนื้อหาไม่ครบ
  • ทำยาวเกินก็กลัวว่าคนจะกด Skip ไปก่อน
  • มีหลาย Key Message ที่ต้องการจะสื่อผ่านวีดีโอ แต่กล้วว่าผู้ใช้จะปิดโฆษณาก่อนที่จะรับรู้ถึง Key Message ต่างๆ

ล่าสุดทางทาง Google ได้ออกมาเพิ่ม Feature กับแคมเปญ โฆษณา YouTube ในรูปแบบวีดีโอใหม่ เรียกว่า Video Ad Sequencing หรือ โฆษณาวีดีโอต่อเนื่อง เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ รวมถึงเป็นประโยชน์ในการทำ Video Remarketing ได้ง่าย และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

รู้จักกับ โฆษณาวีดีโอ แบบ Video Ad Sequencing

การทำงานของ Video Ad Sequencing คือการแสดงโฆษณาวีดีโอแบบเป็นชุด โดยทะยอยแสดงทีละวีดีโอ เช่น หากคุณเห็นวีดีโอโฆษณาตัวที่ 1 และ คุณก็จะเห็นโฆษณาตัวที่ 2 ต่อ และตัวที่ 3 ต่อ ไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องมานั่งเก็บข้อมูลทำ Remarketing List ให้ยุ่งยาก

หลายคนถามว่า ถ้าแบบนี้ก็ต้องทำวีดีโอออกมาหลายชุดเลยไหม?.. คำตอบคือ ไม่จำเป็น คุณสามารถใช้วีดีโอตัวเดิม เพียงแค่นำมาตัดต่อใหม่ หรือซอยให้สั้นลง ให้เหมาะกับ Bumper Ads หรือ  TrueView In-stream Ad (Skip Ad) โดยวางแผนการแสดง และบอกเล่าเรื่องราวเป็นขั้นตอน 

โฆษณาวีดีโอต่อเนื่องบน YouTube จะช่วยเรื่อง Brand Recall ได้ดีมากๆ ช่วยให้คุณเล่าเรื่องของแบรนด์ หรือสินค้าได้น่าสนใจมากขึ้น กระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วม และรับรู้ Message ที่แบรนด์ต้องการจะสื่อสารออกไปได้ดีขึ้น โดยทางแบรนด์สามารถสลับรูปแบบการแสดงของวีดีโอโฆษณาได้ตามต้องการ เช่น เริ่มต้นด้วย TrueView In-stream (กดข้ามได้) ต่อด้วย Bumper (กดข้ามไม่ได้) และจบด้วย Bumper อีกรอบ เป็นต้น 

Feature ใหม่นี้จะช่วยให้แบรนด์สื่อสารข้อความต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมั่นใจว่ากลุ่มลูกค้าที่ชมวีดีโอ จะได้รับข้อความครบตามที่แบรนด์ต้องการ ซึ่งสามารถนำ Feature นี้มาปรับใช้ได้หลายรูปแบบ มาลองดูตัวอย่างกัน

ตัวอย่างการลงโฆษณา YouTube Video Ad Sequencing

การลงโฆษณารูปแบบนี้ไม่ได้มีวิธีตายตัว แต่ละสินค้า และแต่ละ Communication Objective ก็สามารถสร้างสรรค์ลำดับในการแสดงโฆษณาได้แตกต่างกัน แต่ก็จะมี 3 รูปแบบหลักๆ ที่หลายธุรกิจนิยมใช้ มาลองดูเป็นไอเดียกัน!

ตัวอย่างที่ 1: แบ่งวีดีโอเป็น Episode

สำหรับแบรนด์ที่ทำวีดีโอโฆษณาด้วยเนื้อหาที่เป็นเรื่องราว และมีข้อความสำคัญ หรือไฮไลท์อยู่ในหลายช่วงของวีดีโอ สามารถแบ่งวีดีโอออกมาเป็น EP ย่อยๆ เช่น หากวีดีโอตัวเต็มมีความยาว 1 นาที อาจจะแบ่งเป็น 4 EP โดยมีความยาว EP ละ 20 วินาที เป็นต้น โดยในตอนจบของแต่ละ EP ก็ควรตบท้ายด้วยเนื้อหาที่น่าติดตาม แล้วบอกผู้ชมว่าให้รอชม EP ต่อไป จะมีโอกาสช่วยเพิ่มระยะเวลาในการชมวีดีโอสูงขึ้นใน EP ต่อๆไป

วิธีนี้ยังเหมาะกับเหล่า Blogger ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากเนื้อหาวีดีโอให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากการลงโฆษณา นอกจากจะช่วยกระตุ้นความสนใจแล้ว ยังช่วยให้ผู้ชมจำช่องได้ และเริ่มคุ้นเคยกับแนวทางการนำเสนอของช่องได้อีกด้วย

ตัวอย่างที่ 2: แบ่งสินค้าใน Collection เดียวกัน

เหมาะกับแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่น ที่ออกสินค้ามาเป็น Collection และใน Collection นั้นก็มีสินค้าที่น่าสนใจอีกมากมาย โดยสามารถแบ่งประเภทสินค้าที่น่าสนใจได้ในแต่ละชุดวีดีโอ เช่น Winter Collection มีสินค้า 5 ชุดที่เด่นที่สุด ก็อาจแบ่งวีดีโอออกมาเป็น 5 ชุด เป็นต้น

ตัวอย่างที่ 3: เริ่มด้วย Bumper Ad ตามด้วย Skip Ad
ตัวอย่าง โฆษณา วีดีโอ YouTube Video Ad Sequencing
ตัอย่างโฆษณาวีดีโอยูทูป เริ่มด้วย Bumper ตามด้วย TrueView In-stream (Skip Ad)

เทคนิคนี้เป็นเทคนิคที่หลายแบรนด์ทดลองทำแล้วได้ผลตอบรับดีขึ้น ในด้านของ Brand Recall และ Engagement โดยทางแบรนด์จะลงโฆษณาตัวแรกในรูปแบบของ Bumper (กดข้ามไม่ได้) ในระยะเวลา 6 วินาที หลังจากนั้นผู้ใช้จะได้รับชมวีดีโอโฆษณาตัวต่อไปแบบ TrueView In-stream หรือ Skip Ad 

เคล็ดลับของเทคนิคนี้คือ ทางแบรนด์จะใส่เนื้อหาเปิดตัวที่ปังๆ ไว้ใน Bumper Ad 6 วินาที เหมือนเป็นการเรียกน้ำย่อย ให้ผู้ชมเริ่มสนใจในสิ่งที่แบรนด์กำลังจะนำเสนอ หลังจากนั้นก็ยิงโฆษณาวีดีโออีกตัวที่เป็นเนื้อหาเต็มในรูปแบบ TrueView Instream จะสามารถเพิ่มระยะเวลาในการรับชมวีดีโอได้ และยังช่วยกระตุ้นให้เกิด Action เช่นคลิกไปยัง YouTube Channel หรือไปยังเว็บไซต์ 

วิธีเหล่านี้สามารถใช่กับ YouTube Video Sequencing Ad ได้ เพื่อช่วยให้วีดีโอโฆษณามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ให้ลูกค้าจำแบรนด์ได้ และสร้างความสนใจต่อผู้ชม โดยไม่ต้องไปถ่ายวีดีโอเพิ่ม เพียงแค่นำวีดีโอที่มีมาตัดต่อในรูปแบบใหม่ แค่นี้ Video Campaign ของแบรนด์คุณก็จะมีประสิทธิภาพขึ้นเยอะ

เตรียมตัวทำ Video Ad Sequencing

ก่อนจะทำโฆษณา YouTube ในรูปแบบวีดีโอ สิ่งที่ต้องเตรียมอันดับแรกคือ “Communication Objective” หรือจุดประสงค์ในการสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย จากนั้นก็วางแผนต่อว่าอยากจะแสดงลำดับโฆษณาอย่างไร เพื่อให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายจะได้รับ Message จากแบรนด์สูงสุด

เมื่อวางแผนเรียบร้อยแล้วก็เริ่มผลิตวีดีโอให้ตรงกับเป้าหมายที่ทางแบรนด์ต้องการ รวมถึงตัดต่อให้ออกมาเหมาะกับ Sequence ที่ทางแบรนด์ได้วางไว้ หลังจากนั้นก็เริ่มลงโฆษณาได้เลย!

หากต้องการปรึกษาเกี่ยวกับโฆษณา YouTube รวมถึงการยิงโฆษณาวีดีโอแบบต่อเนื่อง ทีมงาน Pacy Media พร้อมให้คำแนะนำ และช่วยบริหารแคมเปญวีดีโอของคุณได้ ติดต่อเราได้ที่ LINE: @pacymedia หรือ support@pacymedia.com 

โฆษณา Instagram Stories กับจุดเด่นในการสร้างแบรนด์ที่ห้ามพลาด

โฆษณา Instagram Story

ตามที่ทุกคนคงรู้อยู่แล้วว่าจุดเด่นของ Instagram ที่ต่างจาก Faceobook ก็คือเนื้อหาที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง​โดยเนื้อหาบน Instagram จะเน้นไปที่รูปภาพและวีดีโอซะส่วนใหญ่ ช่วงหลังๆ มานี้ก็มีฟังก์ชั่นที่เรียกว่า Stories ที่สามารถให้ผู้ใช้บอกเล่าเหตุการณ์ที่ต้องการแชร์ผ่านรูปหรือวีดีโอโดยทันที ซึ่งในส่วนนี้ได้เปิดให้ใช้งานสำหรับการลงโฆษณาแล้ว เรียกว่า Instagram Stories Ads จุดประสงค์ในการโฆษณาบนตำแหน่งนี้จะเน้นไปที่เข้าถึงคนเยอะ เน้นให้คนดูวีดีโอ หรือรูป

จากสถิติของ Instagram เห็นได้ชัดว่า Stories เป็นจุดที่ผู้ใช้ให้ความสนใจมาก

1 ใน 5

ของ Stories บน Instagram ได้รับการติดต่อกลับจากผู้ชม

60%

ของ Stories ถูกเปิดดูแบบเปิดเสียง

1/3

ของ Stories ที่ถูกเปิดดู ส่วนใหญ่เป็น Stories จากเพจธุรกิจ

จากสถิติของ Pacy Media เนื้อหาบน Stories ที่ได้รับความสนใจนั้นต้องไม่ Hard Sell จนเกินไป เนื้อหาควรจะเป็นไปในการนำเสนอสินค้าแบบอ้อมๆ การนำเสนอตรงๆ จะไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่ การสร้างเรื่องราวและนำเสนอบน Instagram Stories จะเป็นการนำเสนอตัวตนของแบรนด์ และสินค้าของคุณ เพราะฉนั้นควรคิดในมุมมองของลูกค้าก่อนที่จะนำเสนอ

จากตัวอย่าง Stories ของ AirBnb สังเกตได้ว่าเค้าไม่ได้นำเสนออะไรเกี่ยวกับ AirBnb เลยสักนิดนอกจากแสดงโลโก้ และสโลแกนตอนท้ายของ Stories แต่ในเนื้อหานั้น เค้าได้สอดแทรกทุกอย่างในความหายของ AirBnb ไว้ในนั้นหมดแล้ว เช่น 1) ความสุข 3) เจอคนใหม่ๆ 2) เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ออกไปท่องโลก

1 ใน 5 ของ Stories บน Instagram ได้รับการติดต่อกลับจากผู้ชม”  มองอีกมุมนึงคือ 4 ใน 5 ที่ไม่ได้รับการติดต่อกลับ! หลายๆ คนคิดว่าวีดีโอยิ่งยาวยิ่งดี แต่จริงๆ จากที่เราลงโฆษณามา ส่วนใหญ่คนใช้เวลาดูวีดีโอ 3-5 วินาทีเท่านั้น! เพราะฉนั้นเนื้อหาควรจะสร้างความสนใจตั้งแต่ 3-5 วินาทีแรก เพื่อดึงดูดให้คนดูต่อ และติดต่อ หรือเข้าชมเว็บไซต์หลังจากนั้น

“60% ของ Stories ถูกเปิดดูแบบเปิดเสียง” โดยเฉลี่ยไม่ว่าจะเป็น Instagram หรือ Facebook ผู้ใช้จะดูวีดีโอโดยปิดเสียงคิดเป็น 60%-70% เลยทีเดียว แต่บน Instagram Stories นั้น 60% เป็นการเปิดดูแบบ “เปิดเสียง” นั่นหมายถึงผู้ใช้ให้น้ำหนัก และความสนใจในเนื้อหาบน Instagram Stories สูงมาก!

โฆษณา Instagram Stories เหมาะกับอะไร?

หากเป้าหมายของการโฆษณาของคุณคือ

  • เข้าถึงคนเยอะๆ
  • กระตุ้นให้คนดูวีดีโอ เพื่อให้มีส่วนร่วมกับแบรนด์ของคุณ
  • ต้องการสร้าง Traffic บนเว็บไซต์ หรือเพจ ด้วยการใส่ปุ่ม Calls to Action เช่น Apply Now, Contact Us, Download เป็นต้น

โฆษณาบน Stories ค่อนข้างเหมาะกับคุณ แต่อย่าลืมว่าอย่า Hard Sell และปัจจัยที่สำคัญในการโฆษณาบน Instagram Stories คือเนื้อหาในวีดีโอ หรือรูปภาพ

สิ่งที่ต้องเตรียมสำหรับโฆษณา Instagram Stories

รูปแบบไฟล์

  • Video: .mp4 หรือ .mov
  • Photo: .jpg หรือ .png

ขนาดไฟล์

  • Video: ไม่เกิน 4GB
  • Photo:ไม่เกิน 30 MB

เวลาที่แสดง

  • Video:ไม่เกิน 15 วินาที
  • Photo: แสดง 3 วินาที

สัดส่วนที่แนะนำ

  • แนะนำ 1080 x 1920 px
  • ห้ามต่ำกว่า 600 x 1067 px

จากการทำโฆษณา Instagram Stories ที่ผ่านมามีหลายๆ แบรนด์ที่ได้รับการตอบสนองดีมาก การตอบสนองในที่นี้หมายถึงสินค้า Collection ใหม่เป็นที่รู้จัก เป็นที่สนใจ แต่ก็มีหลายร้านค้าที่อยากลงโดยไม่คำนึงถึงเรื่องราวในการนำเสนอ เน้นแต่ Hard Sell ซึ่งอย่างที่เรียนไปเบื่องต้นว่าแบบนี้ไม่เวิร์ค

ทั้งนี้ในการที่จะรู้ว่าผู้ใช้ หรือลูกค้าชอบแบบไหนก็ต้องลองทำ A/B Testing โดยเตรียมโฆษณาไว้ 2 ชุด เพื่อเปรียบเทียบผลลัพทธ์ที่ได้

วิธีป้องกันไม่ให้ Instagram โดนแบน/บล็อก

Instagram โดนแบน บล็อค

หลายๆ คนคงจะเคยเจอเหตุการณ์ IG โดนบล็อค หรือ IG โดนแบน ชั่วคราวกันมาบ้างแล้ว ยิ่งถ้าเปิดเพจ Instagram เพื่อการขายของโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นครีม เสื้อผ้า หรืออาหารเสริม  ซึ่งบางคนก็จะมีวิธีแก้ไขตามสไลต์ของตัวเองไป ซึ่งสาเหตุที่ Instagram มีปัญหาก็มาจากหลายปัจจัย ยิ่งถ้าใครลงโฆษณา Instagram อยู่ด้วย อาจส่งผลให้โดนบล็อคง่ายขึ้นถ้าเนื้อหาไม่มีคุณภาพ

แต่จริงๆ แล้วมันก็พอจะมีวิธีป้องกัน (ไม่ใช่แก้ไข) เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้น ซึ่งก็เข้าใจว่าการโดนแบนหลายๆ ครั้งนั้นเป็นการเสียโอกาสในการขายสินค้าอย่างมาก ยิ่งในตลาดประเทศไทยแล้ว ตลาดบน Instagram ถือว่ามีวอลลุ่มอยู่พอสมควร.. ลองมาดูกันเลยดีกว่าครับว่าสาเหตุหลักที่คุณโดนแบน และวิธีการป้องกันมีอะไรบ้าง

วิธีป้องกันไม่ให้ IG โดนแบน หรือ IG โดนบล็อค

1. แต่งตัวเพจของตัวเองให้เรียบร้อยก่อน

หากคุณเริ่มสร้างเพจใหม่ อย่าเพิ่มไปคอมเมนท์ และไลค์บนโพสของคนอื่นเยอะๆ โดยทันที เพราะคุณจะโดนจัดอยู่ในหมวกบัญชีผู้ใช้ปลอมและถูกแบนในที่สุด.. ควรจะสร้างเพจของตัวเองให้ดูดีในระดับหนึ่งก่อน เขียน Bio และโพสเนื้อหาดีๆ ที่เหมาะสม หลังจากนั้นค่อยออกไปทำความรู้จักกับคนอื่น

2. โพสเยอะจนผิดปกติ

การโพสรูปเยอะจนเกินไป นอกจากจะทำให้การกระทำของคุณถูกสงสัยว่าเป็นโรบอทแล้ว ยังสร้างบรรยากาศที่ไม่ดีต่อผู้ใช้ท่านอื่นๆ อีกด้วย ลองคิดดูว่าถ้าเข้าเปิด Instagram แล้วมาแล้วเจอโพสของคุณเป็นสิบๆ โพส ไม่นานคุณก็จะโดน unfollow แล้วก็จะโดนทาง Instagram บล็อกบัญชีผู้ใช้ของคุณไปในที่สุด ซึ่งก็ไม่สามารถบอกได้ว่าจะโดนบล็อกเป็นระยะเวลาเท่าไหร่

3. Like & Follow คนอื่นเยอะเกินเป็นสิ่งไม่ดี

Chris Prakoso นักเขียนบทความเกี่ยวกับเทคโนโลยีได้เปิดเผยข้อมูลว่า ลิมิตของการไลค์โพสบน Instagram นั้นจำกัดอยู่ที่ 350 ไลค์ ต่อชั่วโมง และลิมิตของการ Follow บัญชีผู้ใช้บน Instagram นั้นจำกัดอยู่ที่ 20 follows ต่อชั่วโมง  (ข้อมูลเมื่อปี 2015) แต่ถึงอย่างไรก็ตาม อย่าให้ถึงจำนวนที่กำหนดแล้วค่อยหยุดนะครับ ป้องกันไว้ก่อนดีกว่ามาแก้ทีหลัง

4. อย่า Comment ติดกันจนเกินไป

ยิ่งถ้าเป็นคอมเมนท์ที่ซ้ำๆ กัน และมีตัว Emoji เยอะๆ นั้นเสี่ยงต่อการโดนแบนมาก เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ทาง Instagram ตรวจเจอว่าพฤติกรรมการคอมเมนท์ของคุณผิดปกติ คุณจะโดนระงับการคอมเมนท์ เป็นระยะเวลา… มิอาจทราบได้

5. พยายามอย่า @mention มั่ว

การ mention คนอื่นมั่วๆ บนคอมเมนท์ โดยเฉพาะ mention ถึงคนที่ไม่ได้ฟอลโล่คุณอยู่ โดยที่เขาไม่ได้ mention ถึงคุณก่อน เป็นการกระทำที่จะทำให้บัญชีของคุณมีสิทธิ์ที่จะโดนแบนได้เช่นกัน

หากใครเคย IG โดนบล็อค ด้วยสาเหตุนอกเหนือจากนี้สามารถแชร์ได้ที่คอมเมนท์ด้านล่างเลย เราจะได้ลองมาวิเคราะห์ หรือสอบถามทาง Instagram กันว่าเป็นเพราะอะไร รอบหน้าจะได้ไม่โดนกันอีก 🙂