การทำงานของระบบ Google Search แชร์ข้อมูลวงในจากพนักงาน Google!

การทำงานของ ระบบ Google ทำงานอย่างไร

หลายคนคงได้ยินข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับการทำงานของ Google Search มาบ้าง เช่น แอบดู History ของเราหรือเปล่า แอบฟังเสียงหรือเปล่า หรือใช้เกณฑ์อะไรมาเลือกในการแสดงผลการค้นหา

Danny Sullivan ดำรงตำแหน่ง Google’s Public Liaison of Search แปลง่ายๆ คือผู้ที่มีหน้าที่สื่อสารระหว่าง Google Search กับประชาชน โดยได้เปิดให้ผู้ใช้สามารถถามคำถามอะไรก็ได้เกี่ยวกับ Google ในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา และ Danny จะทำหน้าที่ตอบคำถามทั้งหมด ซึ่งทาง Pacy Media ได้สรุปเรื่องราวที่น่าสนใจทั้งหมดมาไว้ในบทความนี้แล้ว โดยเนื้อหาบางส่วนจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่กำลังจะเตรียมปรับเว็บไซต์รับ Google Algorithm 2021 ที่กำลังจะนำมาใช้ในเร็วๆ นี้ด้วย ใครอยากเข้าไปดูคลอปเต็มๆ ตามไปที่ youtube.com ได้เลย

8 เรื่องที่น่าสนใจมีอะไรมาดูไปพร้อมๆ กัน

1. Search History หรือประวัติการค้นหาจะถูก Google แอบดูหรือเปล่า

ทาง Google ไม่ว่าจะทีมไหนก็ไม่สามารถเข้าไปเปิดดู History การค้นหาได้ แม้แต่ตัว Danny เองก็ไม่เคยได้เห็นข้อมูลนี้เลย

ซึ่งหลายคนอาจจะส่งสัยว่า ถ้าไม่ได้ดูแล้ว Google จะรู้ได้อย่างไรว่าเรากำลังสนใจอะไรอยู่? คาดว่าเป็นการวิเคราะห์จากพฤติกรรมของเรามากกว่า เช่น เราไปเข้าชมเว็บไซต์อะไรบ้าง (ดูจากเนื้อหาของเว็บไซต์) หรือเคยค้นหาด้วย Keyword อะไรบ้าง แล้วก็จะจัดเก็บมาเป็นสถิติ โดยไม่ได้ทำการระบุตัวตนผู้ใช้ ซึ่งทีมงานของ Google ก็ไม่อาจเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้

ดังนั้นจะค้นหาอะไรก็ได้ จะเข้าเว็บไซต์อะไรก็ได้ ไม่มีใครสามารถแอบดูได้ว่าประวัติการใช้งานของเราเป็นอย่างไร Google รับรองมาแล้วว่า Search History ของเราปลอดภัย และมีความเป็นส่วนตัวแน่นอน 

2. อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ Google ใช้คัดเลือกเว็บไซต์มาแสดง

ก่อนหน้านี้เราเคยพูดถึง 7 ปัจจัยในการทำ SEO ซึ่งในความเป็นจริง ปัจจัยที่ Google นำมาใช้มีหลายร้อยปัจจัย

Danny บอกว่า Google ให้ความสำคัญกับ Data และการจัดเก็บ Data มาวิเคราะห์มากๆ โดยจะเก็บตั้งแต่วินาทีที่มีคนเข้าไปชมเว็บไซต์ ดูว่ามีประโยชน์หรือเปล่า ตรงกับสิ่งที่ Users กำลังค้นหาหรือเปล่า เว็บไซต์มีความเป็น User Friendly ไหม โหลดเร็วไหม ผู้ใช้เข้าชมนานหรือเปล่า หรือเข้าปุ๊บก็ปิดเลย รวมไปถึงโครงสร้างเว็บไซต์ และลิงก์ต่างๆ ทั้ง Internal และ การทำ Backlink ด้วยเช่นกัน

จากนั้นตัวเลขทั้งหมดจะถูกพิจารณาโดย Ranking Signals เพื่อมาเป็นตัวตัดสินว่าเว็บไซต์ไหนควรจะนำขึ้นแสดงก่อน ดังนั้นการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ของเราติดหน้าค้นหา สิ่งที่สะคัญที่สุดก็คือเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ และเว็บไซต์ต้อง User Friendly ในทุกๆ ด้าน

3. หลังจากเราค้นหาแล้ว Google จะทำอย่างไรต่อกับข้อมูล

หลังจากที่เราค้นหาทุกครั้ง Google ก็จะเก็บข้อมูลเอาไว้ในระบบ เพื่อให้พอเดาได้ว่าเราสนใจอะไร ยกตัวอย่างเช่น หากเราเดินเข้าไปในห้องสมุด แล้วตะโกนดังๆ ว่า “กระเป๋าาาาา” ทุกคนในนั้นก็คงตกใจ และงงว่าเราเป็นอะไร แต่หากเราได้บอกเจ้าหน้าที่ห้องสมุดเอาไว้ก่อนว่า ขอฝากกระเป๋านะ เขาก็จะจำได้ว่าคนนี้เคยฝากกระเป๋าไว้ที่ห้องสมุด และก็จะนำกระเป๋ามาให้

ดังนั้นเมื่อ Google รู้ว่าเราเคยสนใจอะไร ก็จะทำให้การนำข้อมูลมานำเสนอผู้ใช้นั้นๆ แม่นยำ และตรงกับส่ิงที่เราสนใจมากยิ่งขึ้น

4. Google แอบฟังเสียงเราหรือเปล่า

หลายคนสงสัยว่าทำไหมบางทีเราพูดอะไรไป หลังจากนั้นก็จะเห็นโฆษณาเลย ทำให้สงสัยกันว่า Google แอบฟังเสียงของผู้ใช้หรือเปล่า

โดย Danny บอกว่า Google ไม่ได้ฟังเสียงผู้ใช้เลยแม้แต่น้อย แต่ว่าอาจจะมาจากพฤติกรรมการค้นหาก่อนหน้านี้ หรืออาจจะมาจากการที่เราใช้คำสั่งค้นหาด้วยเสียง ซึ่งข้อมูลเสียงที่ Google จะฟังได้ ก็คือข้อมูลที่ใช้ Voice Command กับ Google เท่านั้น ซึ่งเราจะต้อง Activate ก่อนทุกครั้ง ไม่ว่าเป็นการกดปุ่ม หรือเป็นการพูดว่า “OK Google” เพื่อ Activate การสั่งการด้วยเสียง

5. จากสถานการณ์ COVID-19 พฤติกรรมการค้นหาเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

Danny บอกว่ามีการเปลี่ยนแปลงในด้านของหัวข้อที่คนใช้ค้นหา โดยจะไปโฟกัสในส่วนของ “…. at home” มากขึ้น เช่น gym at home เป็นต้น และอีกอย่างที่เห็นคือการค้นหาเรื่องเดิมๆ เพิ่มเยอะขึ้น ในระยะเวลาที่นานขึ้น ซึ่งปกติจะไม่ค่อยเจอพฤติกรรมการค้นหาแบบนี้

6. ทำไมคน 2 คน เห็นผลการค้นหาบน Google ไม่เหมือนกัน

หลายคนอาจเข้าใจว่านี่คือการ Personalized ผลค้นหา แต่ Danny บอกว่ามันคือการ Localized มากกว่า

เช่น หากนาย A อยู่เชียงราย ค้นหาว่า “ร้านกาแฟ” เทียบกับนาย B อยู่หาดใหญ่ ค้นหาว่า “ร้านกาแฟ” เหมือนกัน แต่ผลการค้นหาจะไม่เหมือนกัน

7. Google สามารถแสดงผลการค้นหา “อคติ” หรือ “Bias” ไปในด้านใดด้านหนึ่งได้ไหม

ยกตัวอย่างเช่น หากเราค้นหาเกี่ยวกับ “การฆ่าล้างเผ่าพันธ์สมัยนาซีเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า” Google จะแสดงผลการค้นหาว่า จริง หรือไม่จริง..?

Danny บอกว่า Google จะไม่แสดงผลที่เป็นคำตอบว่า ใช่ หรือไม่ใช่ เช่น หากคนค้นหาว่า “การฆ่าล้างเผ่าพันธ์สมัยนาซีเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า” Google จะพยามนำเนื้อหาภาพรวมๆ มาแสดง เพื่อให้ผู้ใช้ได้เข้าไปอ่าน แล้วตัดสินใจเอง เช่น อาจจะแสดงเนื้อหาเกี่ยวกับ ทำไมถึงเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น มากกว่าการจะเนื้อหาที่ตอบจัดเจนว่า Yes/No มาแสดง เพราะ Google ไม่ได้มีหน้าที่มาบอกว่าอะไรถูกหรือผิด แต่มีหน้าที่นำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และให้ผู้ใช้ได้เข้าไปศึกษาหาคำตอบด้วยตัวเอง

ดังนั้นใครจะทำ SEO ในคำค้นหาลักษณะนี้ ก็ต้องเลี่ยงการเขียนเนื้อหา หรือหัวข้อที่เอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง 

8. Google รู้ได้อย่างไรว่าเรากำลังจะค้นหาอะไร

เคยไหม บางทีกำลังพิมพ์ในช่องค้นหาไม่ทันเสร็จ Google ก็แนะนำประโยคต่อท้ายมาให้เรียบร้อยแล้ว

Danny บอกว่า ระบบนี้เรียกว่า Predictive Search หรือการคาดการณ์การค้นหานั่นเอง โดยจะนำข้อมูลจากผู้ใช้หลายๆ คนมาวิเคราะห์ เก็บสถิติ และนำมาใส่ต่อท้ายให้โดยที่เราไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์ต่อ

การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ของ Danny Sullivan ค่อนข้างเคลียในหลายๆ เรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่พวกเราเองก็สงสัยกันอยู่บ่อยๆ อย่างไรก็ตาม ระบบของ Google เองก็ฉลาดขึ้นทุกวัน และในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ก็เป็นการตอบแบบภาพรวมเท่านั้นซึ่งคงจะมีรายละเอียดอีกเยอะแยะที่ลึกกว่านี้ ดังนั้นเราก็ต้องติดตามกันต่อว่าในปี 2021 นี้ Google จะมีปรับ อัพเดท หรือเพิ่มอะไรมาอีกบ้าง ที่แน่ๆ ก็มี Google Algorithm 2021 ล่าสุด ที่จะอัพเดทกันเดือนพฤษภาคมนี้ ที่จะส่งผลต่อการทำ SEO อย่าลืมรีบปรับกันด้วย! 

ต้องการผู้ช่วยปรับเนื้อหาเว็บไซต์สำหรับ SEO หรือเปล่า

ขอคำปรึกษาจากทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน Search Marketing / Google Ads / SEO ติดต่อเรา ได้ที่ LINE: @pacymedia หรือ [email protected] 

Google Algorithm ล่าสุด (2021) กับ 7 สิ่งที่ส่งผลต่อ SEO Ranking

Google Algorithm อัพเดทล่าสุด 2021 อัลกอริธึม

อย่างที่เราทราบกันดีว่าปัจจัยในการทำ SEO หรือการที่เว็บไซต์จะติดอันดับ Ranking ดีๆ บน Google นั้นมีหลายปัจจัยมากจริงๆ ทั้ง On-page และ Off-page แต่! ปัจจัยที่มาแรงที่สุดในตอนนี้ก็ว่าได้ คือเรื่อง Page Experience หรือประสบการณ์ของผู้ใช้งานเว็บไซต์ ที่จะเข้ามามีผลต่อการทำ SEO ของเว็บไซต์ต่างๆ เป็นอย่างมากในปี 2021 เพราะจะเป็น Signal หลักที่ Google นำมาใช้ใน อัพเดท Google Algorithm ล่าสุด ที่จะเกิดขึ้น พฤษภาคม 2021 ซึ่งจริงๆ Google ควรจะเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2020 นี้แล้ว แต่ทาง Google ได้ยืดเวลาออกไปเนื่องจากสถานการณ์ารแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยให้เว็บไซต์ต่างๆ ได้มีเวลาเตรียมตัว

มารู้จักกันก่อนว่า Google Algorithm คืออะไร

Google Algorithm คือ หลักในการประเมินว่าเว็บไซต์ไหน หรือข้อมูลไหนควรจะนำมาแสดงเวลามาคนค้นหา รวมถึงเรื่องอันดับในการแสดงด้วยเช่นกัน ซึ่ง Google จะเลือกเว็บไซต์ หรือข้อมูลที่ดูแล้วน่าจะตรงกับสิ่งที่ผู้ใช้กำลังค้นหามากที่สุด

โดยอัลกอริทึมของ Google จะมีการปรับ และอัพเดทอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้การแสดงผลบนหน้าค้นหา ออกมามีประสิทธิภาพ และตรงกับความต้องการของผู้ใช้มากที่สุด เลยทำให้ในปัจจุบันเราอยากรู้อะไรก็เข้าไปถาม Google นั่นเป็นเพราะเราารู้ว่า Google น่าจะให้คำตอบกับเราได้

นี่คือเหตุผลที่เวลาเราค้นหาอะไรสักอย่าง ทำไมเว็บ A อยู่หน้าแรก ตำแหน่งบนสุด ทำไมเว็บ C อยู่หน้าแรก แต่ได้เป็นตำแหน่ง 3 ทำไมเว็บไซต์ M ไปอยู่ถึงหน้าที่ 2 เลย เพราะในสายตาของ Google เว็บไซต์ A มีคุณภาพ และน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่ค้นหามากที่สุด ตามด้วยเว็บไซต์ C และ M

อัพเดท Google Algorithm ล่าสุด 2021

ที่ Google ต้องใส่ใจใน Algorithm ขนาดนี้เพราะ หากเราค้นหาบน Google แล้วเจอแต่เว็บไซต์ที่ไม่เป็นประโยชน์ เราเองก็คงเบื่อที่จะใช้ Google เพราะเจอแต่เว็บไซต์อะไรก็ไม่รู้ และแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อธุรกิจของ Google ดังนั้น Google เลยต้องออก Algorithm ใหม่ๆ มาตลอด เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเราจะได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ 

ซึ่ง Google Algorithm มีเยอะเป็น 100+ และมีรายละเอียดมากจริงๆ แต่ อัพเดท Algorithm ล่าสุด ในเดือน พฤษภาคม ของปี 2021 เกี่ยวข้องกับ Page Experience Signal ตรงๆ ซึ่งจะเป็นการปรับอัลกอริทึมครั้งสำคัญ โดยประกอบไปด้วย 7 ส่วนที่อาจกระทบกับ SEO Ranking ไม่ว่าคุณจะทำ SEO เอง หรือจ้างบริษัทรับทำ SEO ก็ตาม

Google Algorithm อัพเดท ล่าสุด 7 ข้อ Search Page Experience
Google Algorithm อัพเดท เกี่ยวกับ Page Experience

Page Experience คืออะไร

Page Experience แปลตรงตัวเลยคือประสบการณ์การใช้งานบนหน้าเว็บไซต์ ลองนึกภาพง่ายๆ ว่า หากวันนี้เราเข้าเว็บไซต์หนึ่ง ที่พอเปิดมาแล้วมี Pop-up เด้งขึ้นมาเยอะแยะไปหมด หรือพอจะคลิกไปหน้าต่อไป ใช้เวลาโหลดนานมาก แน่นอนว่าเราก็จะได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดีจากการใช้งานเว็บไซต์นี้ทันที ทำให้เราไม่อยากจะเข้าไปใช้อีก ถึงเข้าไปก็ไม่ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อยู่ดี

หากใครอยู่ในวงการออนไลน์ อาจเคยได้ยินเกี่ยวกับ UX และ UI มาบ้างแล้ว

  • UX (User Experience) คือประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์โดยรวม ตามที่ได้อธิบายไปแล้ว ซึ่งจะดูว่า คนชอบใช้งานเว็บไซต์ หรือไม่ ชอบมากน้อยแค่ไหน อาจจะวัดจากเวลาที่อยู่บนเว็บ Action ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนเว็บไซต์ การเปิดไปดูข้อมูลหน้าอื่นๆ บนเว็บไซต์ เป็นต้น
  • UI (User Interface) คือ การแสดงผลของหน้าจอที่ให้ผู้ใช้ใช้งาน โดยจะเกี่ยวข้องกับดีไซน์ และการจัดวางบนเว็บไซต์เป็นหลัก นึกง่ายๆ เช่น ปุ่ม ไอคอน ภาพ การจัดวางเนื้อหา เป็นต้น ซึ่งหาก UI ดี จะส่งผลต่อ UX ให้ดีตามไปด้วย

7 ส่วนของ Page Experience สำคัญใน Google Algorithm อัพเดท 2021

Page Experience ที่เราคุ้นเคยอาจจะเป็นเรื่อง UX และ UI แต่สำหรับ Page Experience ในอัลกอริทึม Google 7 ส่วนมีอะไรบ้างมาดูกัน

1. Loading – ความเร็วในการโหลด (Core)

โดย Google จะวัด Largest Contentful Paint (LCP) หรือ คือความเร็วในการโหลด ภาพ หรือ Block ตัวอักษรที่มีขนาดใหญ่สุดในภาพ ตั้งแต่เริ่มต้น ในเนื้อหาเหล่านี้โหลดเสร็จ

2. Interactive – การตอบสนอง (Core)

ระยะเวลาในการเกิด Interaction หรือ การกระทำต่างๆ บนหน้านั้น เช่น ใช้เวลาเท่าไหร่ในการที่ผู้ใช้จะเริ่ม คลิก หรือ เลื่อนไปอ่านเนื้อหาด้านล่าง หลังจากที่หน้านั้นโหลดเสร็จ ซึ่ง การวัดแบบนี้ใช้ศัพท์เชิงเทคนิคว่า First Input Delay (FID)

3. Visual Stability – ความนิ่งของเนื้อหา (Core)

ข้อนี้ไม่รู้จะใช้คำภาษาไทยเรียกว่าอะไรเลย มาลองดูเป็นตัวอย่างน่าจะง่ายกว่า.. เคยไหม เวลาเข้าไปใช้งานเว็บไซต์หนึ่ง ตอนจังหวะที่เรากำลังจะคลิกปุ่มใดปุ่มหนึ่ง ในเสี้ยววินาทีนั้น เนื้อหาบนเว็บไซต์เกิดการขยับขึ้นมา ทำให้ตำแหน่งที่เรากำลังจะคลิกปุ่มนั้น กลายเป็นไปคลิกโดนอีกปุ่มนึงแทน ซึ่งเป็นปุ่มที่เราไม่ได้อยากจะคลิก

การขยับของเนื้อหาอาจจะเกิดมาจาก การที่เนื้อหาของเว็บไซต์บางส่วนยังโหลดไม่เสร็จ ซึ่งพอโหลดเสร็จทีหลัง เลยส่งผลให้เนื้อหาด้านล่างของส่วนนั้นๆ ถูกขยับตามกันลงไป เป็นต้น

4. Mobile Friendly – ใช้งานง่ายบนมือถือ

เว็บไซต์ต้องเป็น Mobile Responsive หมายความว่า Layout ของเว็บไซต์จะต้องปรับการแสดงผลให้เข้ากับอุปกรณ์ที่เปิดใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น Desktop Tablet หรือ Mobile

หลายเว็บไซต์ที่สร้างมาหลายปีก่อนหน้านี้ ยังไม่ได้เป็น Responsive Design สังเกตง่ายๆ คือ การแสดงผลบนมือถือ จะเหมือนกับบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ Desktop แต่จะถูกบีบให้แสดงในขนาดที่เล็กลงตามขนาดของมือถือ ซึ่งถ้าจะอ่านก็ต้องซูมขยายเนื้อหา ซึ่งในปีหน้า ทุกเว็บไซต์ โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีการทำ SEO อยู่แล้ว หรือวางแผนว่าจำทำ SEO ต้องรีบปรับด่วน

5. Safe Browsing – ความปลอดภัยในการใช้งาน

เว็บไซต์ต้องไม่มี Maware หรือ Spam ที่ถูกฝังอยู่ในเว็บไซต์ เพราะหากมี เวลาผู้ใช้เข้าใช้งานเว็บไซต์ ตัว Malware จะส่งผลให้เกิดการ Redirect เชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์อื่นๆ เช่นอาจจะเป็นไวรัส เว็บไซต์พนัน หรือเนื้อหาที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้งานได้

6. HTTPS

ลิงก์เว็บไซต์แบบเต็มๆ ที่เราน่าจะคุ้นเคยกัน คือ https://www.pacymedia.com สังเกตุด้านหน้าจะมี https อยู่

แต่หากเว็บไซต์ไหนที่ยังไม่มี s ข้างหลัง http ให้ดำเนินการติดต่อผู้ที่ดูแลเว็บไซต์ เปิดใช้งาน SSL Certificate (SSL ย่อมาจาก Secure Socket Layer ) ซึ่งจะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณมีความปลอดภัยในการส่งข้อมูลบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตต่อผู้ใช้งาน

7. Intrusive Interstitial – โฆษณาที่บังเนื้อหาหลัก

เข้าใจง่ายๆ คือ พวก Popup Ads ทั้งหลาย ที่เด้งขึ้นมาเต็มๆ หน้าจอจนไม่เห็นเนื้อหาหลักเมื่อผู้ใช้เข้ามายังเว็บไซต์ เพราะ Google จะมองว่าเป็นการบังเบื้อหาที่ผู้ใช้คลิกเข้ามาเพื่ออ่าน แต่ Popup Banner ที่เกี่ยวกับ การให้ผู้ใช้ยืนยันอายุก่อนเข้าเว็บไซต์ หรือยอมรับนโยบายความเป็นส่วนตัวก่อนเข้าใช้ ยังสามารถมีได้อยู่ ไม่ได้ถูกตรวจใน Google Algorithm นี้

อัลกอริธึม Google Pop up
Algorithm ใหม่ ห้ามมี Popup ที่บังเนื้อหาหลัก

ซึ่งหากดูจาก 7 ข้อที่ Google จะนำมาใช้เป็น Page Experience Signal หากใครทำ SEO สายขาว และเน้นการสร้างคุณค่าให้เว็บไซต์ ทั้งด้านเนื้อหา และโครงสร้างของโค้ดมาอย่างต่อเนื่อง และไม่มีอะไรที่หลุดกรอบ 7 ข้อนี้ ก็อาจจะอุ่นใจได้ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ การอัพเดทอัลกอริทึมนี้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการ ลงโฆษณา Google AdWords

อยากทำ SEO แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร

ขอคำปรึกษาจากทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน Search Marketing / Google Ads / SEO ติดต่อเรา ได้ที่ LINE: @pacymedia หรือ [email protected] 

บริการ รับทำ SEO สายขาว ที่ดีควรเป็นอย่างไร

บริการ รับทำ SEO สายขาว ติดหน้าแรก Google

การทำ SEO คือ การปรับเว็บไซต์ให้ถูกต้องตามหลักของ Google พัฒนาคุณภาพของเว็บไซต์ เพื่อให้อันดับในการแสดงผลบน Google นั้นดีขึ้น จนมาขึ้นบนหน้าแรกในที่สุด ซึ่งบริการทำ SEO ก็จะมีการทั้ง รับทำ SEO สายขาว และสายดำ โดยบทความนี้เราจะโฟกัสกันที่การทำ SEO สายขาว ทำความรู้จักว่า SEO สายขาวคือ อะไร และเทคนิคที่ส่งผลดีต่อธุรกิจในระยะยาว

การทำ SEO คืออะไร

เอเจนซี่ บริการ รับทำ SEO สายขาว
ตัวอย่างผลการค้นหาในรูปแบบโฆษณา (Google Ads) และ SEO

การทำ SEO คือการพัฒนาคุณภาพเว็บไซต์ เพื่อให้อันดับเว็บไซต์บน Google ดีขึ้น และมาอยู่หน้าแรก ซึ่งแต่ละหน้าค้นหาของ Google จะมีทั้งหมด 10 ตำแหน่ง เช่น หน้าที่ 1 ก็จะมีตำแหน่งที่ 1-10 และหน้าที่ 2 ก็จะมีตำแหน่งที่ 11-20 เป็นต้น โดยตำแหน่งที่ทุกธุรกิจต้องการให้เว็บไซต์ของตัวเองขึ้นก็คือตำแหน่งที่ 1

ปรึกษาเรา! หากต้องการติด Google SEO ด้วยกลยุทธ์ SEO สายขาว

ทีมผู้เชี่ยวชาญที่ Pacy Media พร้อมให้คำแนะนำ และให้บริการ SEO ครบวงจร

0 +
คำค้นหา ติดหน้าแรก
0 % +
Traffic ที่เพิ่มขึ้น
0 % +
ติดหน้าแรกใน 5 เดือน

– สิ่งที่คุณอาจกำลังสนใจ –

แต่ในการที่จะให้เว็บไซต์ไปขึ้นอันดับที่ 1 นั้นไม่ได้ใช้เวลาสั้นๆ แน่นอน เพราะ Google จะเลือกเฉพาะเว็บไซต์ที่ให้ประโยชน์ต่อผู้ที่เข้ามาค้นหา และมีเนื้อหาตรงกับคำที่ใช้ค้นหาเท่านั้น ในขณะที่เว็บไซต์ที่ต้องการขึ้นตำแหน่งที่ 1 นั้นมีมากจนนับไม่ถูก แต่ละเว็บไซต์จึงต้องแข่งกันพัฒนาคุณภาพเว็บไซต์ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ และเทคนิคต่างๆ ในการพัฒนาอย่างถูกต้อง

เอเจนซี่ที่ให้บริการทำ SEO จึงเกิดขึ้นมาเพื่อช่วยสร้างคุณภาพให้กับเว็บไซต์ด้วยเทคนิคต่างๆ เพื่อให้เว็บไซต์มีคุณภาพในสายตาของ Google โดยที่เจ้าของเว็บไซต์ หรือเจ้าของธุรกิจได้เอาเวลาไปทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด รวมถึงประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าการสร้างทีม SEO เอง เนื่องจากการสร้างทีมขึ้นมาอย่างน้อยก็จะมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นก็ 6 หลักต่อเดือนเข้าไปแล้ว

การทำ SEO สายขาว คืออะไร ต่างกับสายดำอย่างไร

เอเจนซี่ที่ รับทำ SEO สายขาว จะเน้นใช้เทคนิคพัฒนาเว็บไซต์ และเพิ่มคุณภาพเว็บไซต์อย่างถูกต้องตามหลักของ Google ซึ่งอาจจะใช้เวลาสักหน่อย บาง Keyword อาจใช้เวลา 3-6 เดือน ก็จะเริ่มมาขึ้นหน้าแรก ในขณะที่บาง Keyword ที่มีการแข่งขันสูง (ทุกๆ เว็บไซต์แข่งกันพัฒนาคุณภาพ เพื่อที่จะให้ขึ้นหน้าแรก) ก็อาจจะใช้เวลา 6-12 เดือนได้เหมือนกัน แต่รับรองว่าเป็นผลดีต่อธุรกิจในระยะยาวแน่นอน

SEO สายขาว และ SEO สายดำ ต่างกันยังไง
ข้อแตกต่างระหว่าง SEO สายขาว และสายดำ (ภาพจาก neilpatel.com)

ในขณะที่เจ้าของเว็บไซต์บางคน ไม่อยากรอ ใจร้อน จึงเลือกใช้บริการทำ SEO สายดำ ซึ่งอาจจะใช้เวลาสั้นกว่าในการเห็นการพัฒนาของอันดับ แต่ในระยะเวลาไม่นานหลังจากนั้น เว็บไซต์มีโอกาสโดน Google แบนสูงมาก ซึ่งไม่คุ้มต่อการทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ในระยะยาวแน่นอน โดยปกติแล้วธุรกิจที่เลือกทำ SEO สายดำจะเป็นธุรกิจสีเทา หรือธุรกิจสีดำ เช่น เว็บไซต์พนัน เป็นต้น

บริการ รับทำ SEO สายขาว ที่ดีควรเป็นอย่างไร

มีหลายอย่างมากมากที่จำเป็นต้องทำในการทำ SEO สายขาวให้มีประสิทธิภาพ โดยลองอ่านเพิ่มเติมได้จาก 7 ปัจจัยในการเริ่มทำ SEO แต่ 5 ข้อนี้ คือสิ่งที่สำคัญมากในการทำ SEO ให้ได้ผล และยังคงได้ผลในระยะยาว

1. ไม่ใช้โปรแกรม หรือหุ่นยนต์ในการสร้างลิงก์

อีกหนึ่งเทคนิคในการทำ SEO คือการสร้างลิงก์มายังเว็บไซต์ ซึ่งลิงก์ที่เกิดขึ้นนั้นควรเป็นลิงก์ที่เกิดขึ้นอย่างธรรมชาติ ไม่ควรเป็นลิงก์ที่สร้างขึ้นจากการใช้โปรแกรมอัตโนมัติ หรือหุ่นยนต์ เข้ามาช่วยโพสต์บนเว็บไซต์ต่างๆ เพราะเมื่อ Google จับได้ เว็บไซต์ก็จะถูกแบน

2. ไม่ทำ Spam Keyword

บริการ รับทำ SEO สายขาว ยังคงให้ความสำคัญกับ Keyword บนหน้าเว็บไซต์ แต่เราไม่ให้ความสำคัญกับการทำ Spam Keyword ซึ่งคือวิธีการใส่ Keyword จำนวนมากบนหน้าเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นการใส่เป็นตัวอักษรเล็กๆ เปลี่ยนสีเป็นสีขาว หรือการเขียนคอนเทนต์ที่อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง มีแต่ Keyword เดิมวนไปวนมา

3. ไม่ทำ Content Spinning

Content Spinning คือการนำบทความที่โพสต์อยู่บนเว็บไซต์อื่นอยู่แล้ว มาเข้าโปรแกรม Content Spinning เพื่อปรับการเขียน การใช้คำ การเรียงประโยคใหม่ เพื่อให้ออกมาดูเหมือนเป็นบทความใหม่ และมีเนื้อหาไม่ซ้ำกัน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ที่ขี้เกียจเขียนคอนเทนต์ใหม่ๆ ได้มีคอนเทนต์นำมาลงบนเว็บไซต์ โดยไม่ต้องลงมือเขียนเอง วิธีนี้เป็นวิธีที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง นอกจากจะเป็นการไม่ให้เกียรติบทความต้นฉบับ ยังส่งผลให้เว็บไซต์ถูกแบนเมื่อ Google ตรวจเจอ

นอกจากนี้ การคัดลอกบทความจากเว็บไซต์อื่น และนำมาโพสต์ซ้ำบนเว็บไซต์ นอกจากจะผิดลิขสิทธิแล้ว ยังทำให้คุณภาพของเว็บไซต์เราลดลงอีกด้วย

4. ให้ความสำคัญกับ On-page Optimization

On-page Optimization คือการปรับหน้าเว็บไซต์ ทั้งเรื่องโครงสร้าง และเนื้อหา เพื่อให้เว็บไซต์มีคุณภาพ การปรับหน้าเว็บไซต์นี้รวมถึงการติดตั้ง SSL ให้กับโดเมน การรองรับการแสดงผลบนมือถือ การจัดวางคอนเทนต์ เช่น Title / Description / Keyword และอีกมากมาย รวมถึงการอัพเดทคอนเทนต์เป็นประจำ

5. ให้ความสำคับกับ Off-page Optimization

นอกจากจะเพิ่มคุณภาพบนตัวเว็บไซต์เองแล้ว จำเป็นต้องเพิ่มคุณภาพในส่วนที่อยู่นอกเหนือจากเว็บไซต์ด้วย ซึ่งหลักๆ จะเป็นการสร้างลิงก์ต่างๆ ซึ่งต้องเป็นลิงก์ที่เป็นธรรมชาติ เช่น เว็บไซต์ที่เป็นที่นิยมใส่ลิงก์ให้เครดิตเว็บไซต์ของเรา โดยต้องไม่เป็นลิงก์ที่สร้างโดยโปรแกรมอัตโนมัติ 

สำหรับ Pacy Media เอเจนซี่ของเราให้ความสำคัญกับ 5 ข้อนี้เป็นอย่างมาก โดยเราให้ความสำคัญกับการทำ SEO ระยะยาว โดยบริการ รับทำ SEO สายขาวของเราจะถูกต้องตามหลักของ Google ในราคาที่เหมาะสมสำหรับทุกธุรกิจ หากธุรกิจของคุณต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง SEO ช่วยตรวจสอบความพร้อมของเว็บไซต์ รวมถึงช่วยเช็ค Keyword ที่เหมาะสม สามารถติดต่อเราได้เลย

เริ่มทำ SEO อย่างถูกต้องตามหลัก Google เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

ขอคำปรึกษาจากทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO และ Digital Marketing ติดต่อเรา ได้ที่ LINE: @pacymedia หรือ [email protected] 

Backlink คืออะไร ช่วยให้เว็บไซต์ติดหน้า Google ได้อย่างไร

backlink คืออะไร รับทำ backlink หา backlink

เริ่มต้นทำความรู้จัก Backlink กันแบบง่ายๆ เลย.. Backlink คือ การที่เว็บไซต์อื่นใส่ลิงก์มายังเว็บไซต์ของเรา ไม่ว่าจะเป็นลิงก์ในลักษณะการให้เครดิต Reference หรือ Source (เจอเยอะในเว็บไซต์ข่าว หรือบทความ) รวมถึงการที่เราไปใส่ลิงก์ของตัวเองบนเว็บไซต์ต่างๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ประกาศงาน หรือ Social Media ต่างๆ ซึ่ง Backlink ถือว่าเป็นตัวสำคัญในการทำ SEO ในส่วนของ Off-page Optimization ซึ่งเป็นหนึ่งใน 7 ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อ SEO ดังนั้นเราควร หา Backlink คุณภาพ โดยจะลองหาด้วยตัวเอง (ในบทความนี้สอนวิธีการดู Backlink จากเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ) หรือให้บริษัทที่ รับทำ Backlink ช่วยก็ได้ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อเว็บไซต์ในระยะยาว

หากคุณต้องการความหมายสั้นๆ ว่า Backlink คือ อะไร ก็คงได้คำตอบคร่าวๆ ไปแล้ว .. แต่! .. จริงๆ แล้วมันมีรายละเอียดที่มากกว่านั้น ซึ่งเดี๋ยวเราจะมาเล่าให้ฟังในบทความนี้ รวมถึงวิธีการ หา Backlink คุณภาพ

ไม่ต้องกลัวว่าจะเข้าใจยาก เราจะพยามอธิบายง่ายๆ ทีละขั้นตอน และไม่เน้น Technical จนปวดหัว

Backlink คือ วิธีช่วยให้เว็บไซต์ติดหน้า Google ได้จริงเหรอ

ต้องเข้าใจก่อนว่าการที่เว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่งจะติดหน้าแรก Google ได้นั้น Google จะมี Bot ที่มีหน้าที่วิ่งเข้าไปเช็คคุณภาพของทุกเว็บไซต์ ซึ่งเว็บไซต์ไหนที่ Google เห็นว่ามีคุณภาพดี ตรงกับคำค้นหา และมี Backlink คุณภาพ จำนวนมาก Google ก็จะให้คะแนนเว็บไซต์นั้นสูง (เรียกว่าค่า Domain Authority หรือ DA) ซึ่งก็จะทำให้โอกาสที่เว็บไซต์นั้นจะติดหน้าแรก Google สูงขึ้น

DA หรือ Domain Authority คือ คะแนนเต็ม 100 ตัวเลขยิ่งสูงถือว่าเว็บไซต์นั้นมีชื่อเสียง และมีคุณภาพ ซึ่ง Backlink คือ อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญในการช่วยเพิ่ม DA ของเว็บไซต์เรา ทำให้เว็บไซต์ดูมีคุณภาพสูงในสายตาของ Google Bot

แต่ต้องเป็น Backlink ที่มาจากเว็บไซต์ที่มี DA สูง อย่างน้อยๆ ก็ 10-20 ขึ้นไป ถึงจะส่งผลบวกกับ DA ของเว็บไซต์เรา เพราะถ้ามี Backlink มาจากเว็บไซต์ที่คุณภาพไม่ดี Google ก็จะคิดว่าเว็บไซต์ของเราคุณภาพไม่ดีไปด้วย

backlink คือ ตัวอย่าง การทำ backlink
ตัวอย่างการใส่ Backlink บนเว็บไซต์ techsauce.co ในลักษณะการอ้างอิงข้อมูลจาก Havard Business Review

ทีนี้ลองมาดูตัวอย่างการทำงานของ Backlink กัน

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าสมมติว่าบทความนี้ของ Pacy Media มีประโยชน์ โดยได้มีเว็บไซต์อื่นนำไปแชร์ต่อ และใส่ Backlink หรือลิงก์ให้เครดิตกลับมาที่ pacymedia.com ซึ่งถ้าเว็บไซต์นั้นที่นำไปแชร์ เป็นเว็บไซต์ที่มี DA สูง เช่น DA = 80 Google ก็จะเห็นว่าคอนเทนต์ของ Pacy Media นั้นมีคุณภาพ ขนาดเว็บไซต์ดังๆ ยังพูดถึง Pacy Media

หากเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียง หรือ DA สูง ใส่ลิงก์ หรือ Backlink มายังเว็บไซต์ของคุณ Google ก็จะมองว่าเว็บไซต์ของคุณก็มีชื่อเสียงเช่นกัน ยิ่งมีเยอะๆ DA ของคุณก็จะมีโอกาสที่จะสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นหากคุณใช้บริการ รับทำ Backlink ก็ควรลองสอบถามก่อนว่า Backlink จะมาจากโดเมนที่มี DA เท่าไหร่.. 

การหา Backlink คุณภาพ

Backlink คือ ลิงก์จากเว็บไซต์อื่นยิงมายังเว็บไซต์ของเรา.. แน่นอนว่าเราคงไปบังคับให้แต่ละเว็บไซต์ใส่ Backlink มาที่เว็บไซต์เราไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเองคือการขอแลก Backlink กับเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน และเป็นประโยชน์ซึ่งกันและกัน

โดยการที่เราจะเลือกว่าเว็บไซต์ไหนมีคุณภาพ ก็ต้องกลับมาดูที่ DA.. แล้วจะรู้ DA ของแต่ละเว็บไซต์ได้อย่างไร?

เครื่องมือชื่อ websiteseochecker.com สามารถช่วย หา Backlink คุณภาพ โดยการบอกได้ว่าแต่ละเว็บไซต์มี DA เท่าไหร่

เมื่อเข้าไปที่เว็บไซต์แล้ว จะเจอหน้าต่างตามภาพด้านล่าง ให้พิมพ์ชื่อโดเมน และคลิกยืนยัน I’m not a robot จากนั้นให้กดปุ่ม Check

backlink คือ การ หาก backlink คุณภาพ รับทำ SEO เอเจนซี่ โฆษณา agency
หา Backlink คุณภาพ ด้วยการดูค่า DA

จากนั้นลองเลื่อนลงมาด้านล่าง จะเจอตาราง ซึ่งในกรณีนี้เราได้ลองใส่โดเมน google.com และ facebook.com เพื่อเป็นตัวอย่าง

หา backlink คุณภาพ รับทำ backlink

จะเห็นได้ว่ามีตัวเลขมากมาย แต่เราจะโฟกัสกันที่

  • DA ซึ่งคือ Domain Authority ของแต่ละโดเมน ยิ่งเยอะยิ่งดี
  • TB คือ Total Backlink หรือ Backlink ที่ส่งมายังโดเมนนั้นๆ ทั้งหมด
  • QB คือ Quality Backlink คือจำนวน Backlink ที่มีคุณภาพ ซึ่ง QB% ก็คือ % Backlink ที่มีคุณภาพ เทียบกับ TB

แต่ไม่ใช่ทุก Backlink ที่จะช่วยเพิ่ม DA ให้เว็บไซต์ของคุณ

ขอลงรายละเอียดลึกลงอีกเล็กน้อย.. รู้หรือเปล่าว่าแต่ละลิงก์ หรือ Backlink นั้น ผู้ที่ใส่ลิงก์สามารถกำหนดได้ว่าเขายินดีที่จะให้ Google Bot ให้เครดิตเว็บไซต์ของคุณหรือไม่ จากการที่บอกว่าลิงก์นั้นเป็น DoFollow หรือ NoFollow

  • DoFollow คือการที่คนใส่ลิงก์บอกกับ Google Bot ว่า “กรุณาให้ Benefit กับลิงก์นี้ด้วย” หากเป็นกรณีนี้ เว็บไซต์ของคุณก็จะได้ประโยชน์จาก Backlink นั้น
  • NoFollow คือการที่คนใส่ลิงก์ “ไม่ยินดีที่จะให้ Benefit กับลิงก์นี้” หรือหมายความว่า เขายินดีที่จะให้ผู้อ่านรู้ว่าบทความ หรือข่าวนี้มีต้นตอมาจาก Domain ไหน แต่ไม่ยินดีที่จะให้ Domain นั้นได้ Benefit จากการที่เขาให้ Credit ในรูปแบบ Backlink หรือไม่ให้ประโยชน์ในการทำ SEO นั่นเอง

ซึ่งหากเว็บไซต์ของคุณมี Backlink เยอะ แต่ส่วนใหญ่เป็นลิงก์แบบ NoFollow ก็ถือว่าไม่มีประโยชน์

รู้หรือเปล่า การใส่ลิงก์บน Facebook เป็น NoFollow

Facebook ต้องการที่จะป้องกันไม่ให้เจ้าของเว็บไซต์ หรือบริษัทรับทำ SEO หาประโยชน์จากการแปะลิงก์ในส่วนของ Caption บนโพสต์ เพื่อหวังผลประโยชน์ด้าน SEO ดังนั้น Facebook เลยกำหนดไว้เลยว่าทุกลิงก์ที่แปะอยู่บน Facebook นั้น เป็น NoFollow

เพราะฉนั้นการใส่ลิงก์ในส่วนของ Caption บน Facebook นั้นมีประโยชน์แค่ในการช่วยเพิ่ม Traffic เข้ามายังเว็บไซต์ แต่ไม่ได้มีประโยชน์ในการสร้าง Backlink

แต่! ใช่ว่าเราจะหาประโยชน์ในด้าน SEO จาก Facebook ไม่ได้ ตอนนี้ Google ได้นำผลลัพธ์ด้าน Interation จากการโพต์ลิงก์นั้นๆ บน Facebook เช่น ยอด Share มาประกอบในการพิจารณาคุณภาพของเว็บไซต์นั้นด้วย เช่นหากคุณโพสต์ลิงก์เว็บไซต์ลงบน Facebook และโพสต์นั้นมีจำนวนแชร์ที่สูง เว็บไซต์ของคุณก็จะได้ประโยชน์ด้าน SEO เช่นกัน

การใช้ระบบปั่น Backlink คือ หายนะ

ทิ้งท้ายบทความนี้ด้วยคำแนะนำเกี่ยวกับการปั่น Backlink โดยการใช้ระบบอัตโนมัติ หรือเรียกว่า Spam เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจาก Google จะสามารถตรวจเจอได้แน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว ยิ่งหากสร้างทีละ 1,000+ ลิงก์ Google จะยิ่งตรวจจับได้ง่าย

ดังนั้นหากจะโฟกัสที่ธุรกิจออนไลน์ระยะยาว เราแนะนำให้ทำ Backlink ที่มีคุณภาพ ถึงแม้ราคาจะสูงกว่าเล็กน้อย จะส่งผลดีต่อธุรกิจในระยะยาวแน่นอน

อย่าปล่อยให้คู่แข่งแย่งพื้นที่ SEO บนหน้า Google ไป!

Backlink คือ สิ่งหนึ่งที่สำคัญต่อการทำ SEO ซึ่ง จำเป็นต้องใช้เวลา ธุรกิจใดเริ่มก่อนก็ได้เปรียบ อย่าปล่อยให้คู่แข่งแย่งพื้นที่บนหน้า Google ไป ขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ ได้ที่ LINE: @pacymedia หรือ [email protected] 

7 ปัจจัยใน การทำ SEO ให้ติดหน้าแรก ฉบับเข้าใจง่าย

การทำ SEO และ ปัจจัย 2019

แน่นอนว่าประโยชน์ของ การทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกบน Google คือการที่เว็บไซต์นั้นๆ จะได้รับ Traffic เข้าหน้าเว็บอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มโอกาศในการขาย ซึ่งการติดหน้าแรก Google มี่ทั้งแบบโฆษณาผ่าน Google Ads และ SEO.. บทความนี้เราจะมาโฟกัสแบบ SEO กัน ซึ่งการทำ SEO นั้นใช้เวลา ไม่ใช่ทำ 2-3 เดือนแล้วจะติดหน้าแรกเลย และไม่ใช่ทุกเว็บไซต์ที่จะติดหน้าแรกตลอด เพราะอยู่ที่ความต่อเนื่องในการทำ และการแข่งขันใน Keyword นั้นๆ ด้วย เพราะหากคู่แข่งเค้าทำกันมานานแล้ว แต่คุณเพิ่งมาทำ ก็จะยิ่งใช้เวลานานขึ้นในการเบียดอันดับขึ้นไป เช่นเดียวกับการที่คุณทำแล้วหยุด คู่แข่งที่ทำอย่างต่อเนื่องก็จะแซงคุณได้เหมือนกัน

ในการที่ Google พิจารณาให้เว็บไซต์มาติด SEO นั้นประกอบไปด้วยหลักเกณ์มากมาย ซึ่งหลักเกณฑ์ในการพิจารณาก็เปลี่ยนแปลงแทบทุกปี เพื่อให้เว็บไซต์ที่แสดงบน Google หน้าแรกในส่วนของ SEO นั้นตรงกับคำค้นหาที่สุด และสร้างประสบการณ์ดีๆ ใก้แก่ผู้ที่ค้นหา ซึ่งปัจจัยที่กระทบต่อการทำ SEO ที่เรากำลังจะพูดถึงจะเป็นปัจจัยหลักๆ 7 หัวข้อ รวมถึงหัวข้อที่ Google อัพเดทในปี 2019.. ถึงแม้ว่าปัจจัยในการที่ Google พิจารณามีมากกว่า 7 ข้อ แต่นี่คือ 7 ข้อสำคัญที่ทีมงาน Pacy Media เลือกมาเล่าให้ฟัง.. การทำ SEO ที่ดีควรโฟกัสกับทุกปัจจัย เพราะทุกเรื่องต้องไปด้วยกัน

7 ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อ การทำ SEO

เบื้องต้นจะสรุปคร่าวๆ ตามหัวข้อด้านล่าง ใครสนใจหัวข้อไหนเป็นพิเศษสามารถคลิกไปอ่านที่ข้อนั้นๆ ได้เลย เนื้อหาของบทความนี้อาจไม่ได้ลงลึก เนื่องจากเราต้องการทำให้เข้าใจง่าย ให้ผู้อ่านได้เห็นภาพของปัจจัยในการทำ SEO ให้มีคุณภาพ

  1. โครงสร้าง และความปลอดภัยของเว็บไซต์
  2. ความเร็วในการโหลด
  3. Mobile Friendly / ลองรับการแสดงบนมือถือ
  4. คุณภาพของโดเมน (Domain Age / Domain Authority)
  5. Optimized Content หรือคุณภาพของบทความ และเนื้อหา
  6. ประสบการณ์การใช้เว็บไซต์ / User Experience
  7. Inbound Links / Internal Links / Backlinks (เป็นปัจจัยทีส่งผลต่อ SEO สูง)

1. โครงสร้าง และความปลอดภัยของเว็บไซต์

โดยปกติ Google จะปล่อย Bot หรือหุ่นยนต์เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณเป็นประจำ หากเว็บไซต์ที่มีโครงสร้างดี จัดว่างดี เป็นระเบียบ ก็จะช่วยให้ Bot วิ่งเข้ามาในเว็บไซต์ และเยี่ยมชมทุกๆ หน้าบนเว็บไซต์ เพื่ออ่านข้อมูลบนเว็บไซต์ และทำความเข้าใจเว็บไซต์ของคุณอย่างมีความสุข ไม่สับสน ไม่หลงทาง ซึ่งปัจจัยในการทำให้ Bot มีความสุข และเข้าใจเว็บไซต์ได้ง่ายคือ

  • การเขียนโค้ดเว็บไซต์ต้องเรียบร้อย เป็นระบบ well-coded
  • ต้องมี sitemap หรือแผนที่ของเว็บไซต์นั่นเอง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับ Bot
  • เว็บไซต์ต้องมีความปลอดภัย หรือต้องเป็น HTTPS

2. ความเร็วในการโหลด

คุณเบื่อไหมเวลาต้องเข้าเว็บไซต์ที่โหลดช้าๆ? แล้วเคยรอนานจนต้องปิดเว็บไซต์ไหม? มั่นใจว่าหลายคนเบื่อ และเคยออกจากเว็บไซต์เพราะเว็บไซต์นั้นโหลดช้า จึงเป็นเหตุผลที่ Google ให้ความสำคัญกับเรื่องความเร็วมากเพื่อเลี่ยงประสบการณ์แย่ๆในการค้นหาข้อมูล

ซึ่งความเร็วในการโหลดนั้นไม่ใช่แค่ตรวจจากการเปิดเว็บไซต์บน Desktop แต่รวมถึงบน Mobile เช่นกัน ตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมา Google ประกาศชัดเจนว่า Mobile Page Speed เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะนำมาพิจารณา

3. Mobile Friendly / รองรับการแสดงบนมือถือ

ในยุคนี้เป็นยุค Mobile First.. เราแทบจะใช้มือถือมากกว่าคอมพิวเตอร์ ซึ่งเว็บไซต์ส่วนใหญ่ก็จะต้องปรับให้ทำงานแบบ Responsive คือรองรับการแสดงผลบนทั้ง Desktop และ Mobile โดยเว็บไซต์จะปรับการแสดงผลอัตโนมัติเมื่อเปิดบนมือถือ ไม่ว่าจะเป็น Layout เมนู ฟอนต์ และส่วนอื่นๆ เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานยิ่งขึ้น

เว็บไซต์ที่ไม่ได้ทำงานแบบ Responsive ผู้ใช้จะต้องคอยซูมเพื่ออ่าน หรือดูภาพ ซึ่งสร้างความติดขัดในการใช้งาน หากเว็บไซต์ของคุณทำงานแบบ Responsive ก็จะได้คะแนนคุณภาพจาก Google สูงกว่าเว็บไซต์คู่แข่งที่ยังแสดงผลแบบเก่า

4. คุณภาพของโดเมน (Domain Age / Domain Authority)

60% ของเว็บไซต์ที่แสดงบน 10 ตำแหน่งแรกของ Google มีอายุของโดเมน (Domain Age) เกิน 3 ปี! เพราะอย่างที่บอกไปว่าการทำ SEO นั้นต้องใช้เวลาในการสะสมคุณภาพของเว็บไซต์ในทุกๆ ด้าน แต่ถ้านั่งรอเวลาให้ครบ 3 ปีโดยไม่ทำอะไร ก็คงไม่มีทางติดอยู่ดี.. ซึ่งการที่โดเมนของคุณมีคุณภาพแค่ไหน สามารถดูได้จาก Domain Authority ซึ่งจะเป็นคะแนน 0-100 ซึ่งคะแนนนี้จะใช้เกณฑ์ย่อยมากมายในการประเมิน เช่น inbound links และ outbound links เราจะพูดกันในหัวข้อที่ 8 เรื่อง Links

5. Optimized Content / คุณภาพของบทความและเนื้อหา

คุณคงเคยได้ยินแล้วว่า Content is King เหตุผลที่ทำให้เป็นแบบนั้นเพราะในแต่ละคอนเทนต์จะประกอบไปด้วย Keyword และ Keyword จะเป็นตัวหลักในการที่ Google นำมาพิจารณา ซึ่งจะใช้ Keyword ไหนก็ต้องลองคิดกลับว่า ถ้าคนจะค้นหาเกี่ยวกับบทความนี้ เค้าจะค้นหาโดยใช้ Keyword อะไร

แต่ละบทความไม่ควรสั้นเกินไป และไม่ควรมี Keyword เดียวซ้ำจนเยอะเกินไป เพราะจะทำให้เหมือนเป็นเว็บไซต์ Spam บทความที่ดีควรเขียนเองและ  เขียนอย่างสม่ำเสมอ”.. ไม่ไปลอกบทความอื่น เพราะถ้า Google จับได้ว่าไป Copy จากที่อื่นมาทั้งบทความจะส่งผลลบให้กับเว็บไซต์แทน และเขียนอย่างเป็นประจำ เป็นให้เว็บไซต์มีคอนเทนต์ที่สด ใหม่ ตลอดเวลา

อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญมากในการเขียนบทความ คือเรื่อง Page Title, Header Tag (h1, h2, h3) และ Meta Discription

  • Page Title: ควรมี Keyword หลักของบทความอยู่ด้วย เนื่องจากส่วนนี้จะเป็นส่วนแรกที่ Google Bot เข้ามาอ่าน
  • Header Tag: จัดวาง Header Tag ให้ถูกที่ เช่น ใช้ h1 ก่อน ตามด้วย h2 และใช้ h3 สำหรับ Subheads
  • Meta Description: คำอธิบายหน้านั้นสั้นๆ เขียนให้น่าสนใจ และให้มี Keyword หลักอยู่ด้วย
การทำ SEO รับ Thailand
ตัวอย่าง Page Title และ Meta Description

6. ประสบการณ์การใช้เว็บไซต์ / User Experience

หากเนื้อหาเว็บไซต์ของคุณไม่น่าสนใจ ผู้ใช้จะออกจากเว็บไซต์ทันที ซึ่ง Google จะใช้ตัววัดที่เรียกว่า Bounce Rate หรืออัตราการเด้งออกจากเว็บไซต์ (ยิ่งต่ำยิ่งดี) ซึ่งหากมีการเด้งออกสูง Google จะคิดว่าเนื้อหาบนเว็บไซต์คุณไม่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ ก็จะเป็นเรื่องยากที่เว็บไซต์จะขึ้นหน้าแรก

นอกจากนี้ยังมีตัวเลขอีกตัวที่ Google จะใช้วัด นั่นคือ Click Through Rate (CTR) หรืออัตราการคลิกเข้าเว็บไซต์ ดังนั้น Page Title และ Meta Description ของหน้านั้นควรเขียนให้น่าสนใจ หากมีผู้ใช้ค้นหา Google เจอเว็บไซต์คุณ และคลิกเข้ามายังเว็บไซต์ในอัตรา CTR ที่สูง Google จะคิดว่าเว็บไซต์ของคุณน่าสนใจ และจะให้คะแนน SEO มากขึ้น

7. Inbound Links / Internal Links / Backlinks

จากหัวข้อที่ 4 ที่ได้เกริ่นเรื่อง Links มาบ้างแล้ว ทีนี้เรามาดูรายละเอียดกันเลย.. ถ้าสังเกตดีๆ ระบบเว็บไซต์ทั้งหมดเกิดขึ้นจากการลิงก์กันของ URL ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น URL ของหน้าต่างๆ บนเว็บไซต์ของคุณเอง (Internal Links) หรือเป็นการลิงก์กันของ URL จากเว็บไซต์อื่นๆ ที่ลิงก์ถึงเว็บไซต์คุณ (Inbound Links หรือ Backlinks) หรือลิงก์เว็บไซต์อืนๆ ที่ใส่บนเว็บไซต์ของคุณ (Outbound Links)

เราจะมาโฟกัสกันที่ Backlinks และ Internal Links เพราะเป็นประเภทลิงก์ที่ Googleให้ความสำคัญ.. Backlinks หรือ Inbound Links ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นจากการที่มีเว็บไซต์อื่น เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับข้อมูลบนเว็บไซต์ของคุณ หรือรีวิวเว็บไซต์คุณ และใส่ลิงก์ URL เว็บไซต์ของคุณไว้ให้เพื่อเป็นเครดิต ยิ่งมี Backlinks ที่มาจากเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือมาก Google ก็จะยิ่งให้คะแนนเว็บไซต์คุณมากเช่นกัน และส่งผลบวกไปยัง SEO

สำหรับ Internal Links คือการลิงก์กันของหน้าต่างๆ บนเว็บไซต์ของคุณเอง เพื่อความเชื่อมโยงของเนื้อหาบนเว็บไซต์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้ และ Google เชื่อมไปยังหน้าต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย และทำให้เว็บไซต์ของคุณมีคุณค่า สร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้ รวมถึงลด Bounce Rate

เริ่มจากปัจจัยไหนดี?

ปัจจัยที่คุณสามารถลองทำเองได้เลยคือข้อ 5 นั่นคือการวางโครงสร้างคอนเทนต์ที่ดี และเขียนคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอ.. สำหรับข้อ 1/3/6 อาจต้องใช้ความรู้เรื่อง Programming ในการเขียนเว็บไซต์ และแก้ไขการแสดงผล หากใครยังไม่มีเว็บไซต์ ให้คุยกับผู้ที่ให้บริการสร้างเว็บไซต์ก่อน เพื่อให้พัฒนาเว็บไซต์รองรับการทำ SEO หรือหากใครมีเว็บไซต์แล้ว สามารถลองดูบริการ Onpage SEO เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญได้ปรับปรุงโครงสร้าง Page Title, Header Tag (h1, h2, h3) และ Meta Discription ให้เหมาะกับการทำ SEO

สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อการติดอันดับ SEO มากที่สุดใน 7 ข้อนี้คือ Links Building หรือการสร้าง Backlinks นั่นเอง เป็น Offpage Optimization ซึ่งที่ Pacy Media เรา รับทำ SEO ด้วยเทคนิค Links Building จากเว็บไซต์ที่มี DA (Domain Authority) สูง ซึ่งจะส่งผลให้เว็บไซต์ของคุณมีคุณภาพยิ่งขึ้นในสายตาของ Google โดยบริการ SEO ของเราจะรวมการทำ Onpage Optimization ให้ด้วย โดยโฟกัสในส่วนของการปรับโครงสร้าง Header Tag เพื่อให้ Google Bot เข้าเจอ Keyword สำคัญๆ ง่ายขึ้น

หากสงสัยเกี่ยวกับการทำ SEO หรือสนใจให้เราช่วยเหลือ สามารถติดต่อทีมงาน Pacy Media ที่ LINE: @pacymedia หรือ [email protected] เพื่อสอบถามได้เลย

ทำการตลาดบนหน้าค้นหา Google ด้วย AdWords และ SEO

โฆษณา-Google-AdWords-SEO-Pacy-Media-เพซี่-มีเดีย

Search Marketing คือการทำการตลาดบนหน้าค้นหาบน Google, Bing, หรือ Yahoo ซึ่งในไทยจะคุ้นเคยกับ Google เป็นส่วนใหญ่ และในบทความนี้ เราจะพูดถึง Google เป็นหลัก ซึ่งเราสามารถใช้ประโยชน์ในการทำการตลาดจาก Search Engine แบบ Google ได้โดยทำให้เว็บไซต์แสดง เมื่อมีผู้ใช้ค้นหาด้วย Keyword ที่ตรงกับเนื้อหาบนเว็บไซต์

เมื่อผู้ใช้เริ่มทำการค้นหา เว็บไซด์ต่างๆ มากมายก็จะแสดงขึ้นบนหน้าผลค้นหา หรือเรียกว่า SERP (Search Engine Results Page)  จากการวิจัยที่ผ่านมาพบว่าเว็บไซต์ไหนที่ขึ้นบนหน้า SERP บ่อย ก็จะมีผู้ใช้เข้ามาในเว็บไซต์มากขึ้นด้วย  แต่คำถามคือ เราจะให้เว็บไซต์ไปขึ้นบนหน้าค้นหาได้อย่างไร? นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ Search Marketing มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เว็บไซด์ขึ้นอยู่บนหน้าแรกๆ

Search Marketing สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท

ในทุกๆ วันมีคนค้นหาบน Google เป็นล้านครั้ง ทั้งบนมือถือ และคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น ค้นหาร้านอาหาร สินค้า หรือบริการ ที่กำลังสนใจ นี่คือโอกาศของผู้ที่ทำธุรกิจทั้งออนไลน์และออฟไลน์ในการสร้างฐานลูกค้าใหม่ๆ เพียงแค่ต้องทำให้เว็บไซต์ของคุณแสดงผลบนหน้าค้นหา ซึ่งจะมี 2 ประเภทหลักๆ

  1. SEO (Search Engine Optimization) คือการที่เว็บไซต์ขึ้นบนหน้าค้นหาโดยธรรมชาติ ไม่ต้องเสียเงินให้ Google แต่เสียค่าบริการให้ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO เพื่อดันอันดับเว็บไซต์ขึ้น
  2. PPC (Pay-per-click หรือ AdWords) คือการที่เว็บไซต์ขึ้นในรูปแบบของการโฆษณา และมีการเก็บเงินเมื่อมีคนคลิกเข้าไปชมเว็บไซต์

1. SEO (Search Engine Optimization)

หลังจากที่ผู้ใช้ทำการค้นหาบน Google รายชื่อเว็บไซต์ที่แสดงบนหน้าค้นหา (ผลค้นหาที่อยู่ในกรอบสีฟ้าตามภาพด้านบน) เรียกว่า Organic Result ซึ่งจะแสดงด้านล่างเว็บไซต์ที่ขึ้นในรูปแบบของโฆษณา AdWords หรือ PPC ซึ่งผลการค้นหาในส่วนนี้ Google จะเป็นผู้เลือกให้ขึ้นมาแสดง

Google ค้นหาเว็บไซต์เพื่อมาแสดงผลบนหน้าแรกโดยการรวบรวมข้อมูลต่างๆ บนเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็น เนื้อหา บทความ หัวข้อ รูปภาพ หรือไฟล์ต่างๆ รวมถึง Meta Tags ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโค้ดบนเว็บไซต์ โดยจะคอยดูว่าเว็บไซต์ของคุณมีเนื้อหาตรงกับคำค้นหานั้นๆ หรือไม่ หากเว็บไซต์ของคุณแสดงแต่ไม่มีใครคลิกเลย Google ก็จะบันทึกไว้ว่าเว็บไซต์ของคุณไม่ตรงกับคำค้นหานั้น ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดนี้จะประมวลผลโดย Algorithms ที่ซับซ้อนมาก

หากคุณต้องการ ทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพ เราแนะนำให้คุณสร้างคอนเทนต์เป็นประจำ โดยใช้ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการ วัดผล และปรับปรุงคอนเทนต์ให้ดึขึ้น รวมถึงปรับโครงสร้างเว็บไซต์ให้ง่ายต่อการใช้งาน ทั้งด้านการเขียนโค้ดและดีไซน์ เพื่อให้ผู้ใช้ที่เข้ามาอ่าน แชร์เว็บไซต์ของคุณออกไป เพราะยิ่งมีการแชร์มากเท่าไหร่ เว็บไซต์ก็จะได้รับคะแนนคุณภาพเพิ่มขึ้นเท่านั้น

การทำ SEO จำเป็นต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5-6 เดือนในการให้เว็บไซต์ขึ้นมาบน หน้าแรก Google ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่ต้องขยันที่จะปรับปรุงหน้าเว็บไซต์และเนื้อหาอยู่เป็นประจำ ควรนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์อย่างละเอียดเพื่อวัดผลและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หากท่านใดต้องการให้เราช่วยเหลือเกี่ยวกับการทำ SEO สามารถติดต่อทีมงาน Pacy Media ได้ครับ

สำหรับใครที่รู้ตัวว่าไม่ชอบรอ ต้องการเรียก Traffic เข้าเว็บไซต์จากหน้า Google ทันทีในระเวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมง สามารถทำใช้วิธีที่ 2 คือ Google AdWords หรือการลงโฆษณานั่นเอง

2. โฆษณา PPC หรือ Google AdWords

เป็นการลงโฆษณาบนหน้าค้นหากับ Google โดยตรง คุณสามารถเลือก Keyword ได้ตามต้องการ สร้างคำโฆษณาได้เอง ปรับเปลี่ยนได้ทุกเมื่อ และวัดผลได้ตลอด โดยที่ Google จะคิดเงินต่อเมื่อมีคนคลิกบนโฆษณาเท่านั้น เช่น คลิกละ 3 บาท 5 บาท หรือ 10 บาท (ขึ้นอยู่กับจำนวนการแข่งขันของ Keyword ณ เวลานั้นๆ) วิธีนี้จะคล่องตัวต่อการทำธุรกิจในปัจจุบันเป็นอย่างมาก

ทำไมจึงคล่องตัว? ลองดูตัวอย่างง่ายๆ หากคุณให้บริการเช่ารถที่จังหวัดเชียงราย และมีโปรโมชั่นพิเศษในช่วงปีใหม่ โดยให้ส่วนลด 5% ในช่วงวันคริสต์มาส และเพิ่มส่วนลดเป็น 10% ในช่วงปีใหม่ ซึ่งคุณต้องการให้ลูกค้าที่เข้ามาค้นหาเห็นโปรโมชั่น 5% และ 10% ในแต่ละช่วงเวลา หากคุณทำ SEO อย่างเดียว อาจจะไม่ตอบโจทย์ เพราะการเปลี่ยน Title หน้าเว็บไซต์ต้องใช้เวลานาน และรออีกหลายเดือนกว่าจะเริ่มติดหน้าแรก Google อีกครั้ง แต่หากคุณทำ Google AdWords คุณสามารถเปลี่ยนคำโฆษณาได้ทันที ตามระยะเวลาที่ต้องการ โดยใช้เวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง คำโฆษณาใหม่ก็เริ่มให้งานได้ทันที

อีกประโยชน์หลักๆ ของ AdWords คือ หากช่วงไหนเป็น Low Season โดยทางร้านต้องการลดงบโฆษณา ก็สามารถปรับได้ตามต้องการ เช่นเดียวกับช่วย High Season ทางร้านก็สามารถเพิ่มงบโฆษณาได้ทันที

ท่านใดที่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับในวิธีที่ 2 สามารถเข้าไปอ่านเกี่ยวกับ บริการโฆษณา Google AdWords