ตามลูกค้าที่ใช่ ด้วยการทำ Remarketing พร้อมเทคนิคที่ใช้ได้จริง

การทำ remarketing-google-facebook

วันนี้เราจะมาพูดถึง Remarketing หรือ Retargeting และทำความรู้จักว่า Remarketing คือ อะไรกันแน่ และหากเราทำอย่างถูกต้อง จะส่งผลดีอย่างไร.. ซึ่งจากบทความก่อนหน้านี้ที่เราได้เล่าถึง Conversion Funnel ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปกรวยแบ่งตามการเดินทางของลูกค้า โดยเริ่มจาก “รู้จัก” แบรนด์ และเกิดความ “สนใจ”  จึงเข้ามาที่หน้าเว็บไซต์ จนกระทั่งตัดสินใจ “ติดต่อ” เพื่อซื้อสินค้าในที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม ระหว่างการเดินทางในกรวยนี้ ย่อมมีลูกค้าบางส่วนที่หลุดออกไป (Drop Off) เช่น ยังไม่ตัดสินใจซื้อตอนนี้ ไม่สนใจแล้ว หรือตัดสินใจใช้ซื้อสินค้าร้านอื่นแล้ว เป็นต้น 

อย่างไรก็ตาม คนกลุ่มนี้เป็นคนที่มีประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์แล้ว เคยเห็นโฆษณามาก่อนแล้ว ดาวน์โหลดโบรชัวร์ และได้ทำความรู้จักกับแบรนด์ และสินค้ามาบ้างแล้ว เราจะสามารถทำอย่างไรเพื่อไม่ให้คนเหล่านี้ลืมแบรนด์ของเรา กระตุ้นให้กลับเข้ามาอ่านบทความของเราอีก มาเข้าชมเว็บไซต์ของเราอีก เผื่อวันข้างหน้าลูกค้าสนใจสินค้าหรือบริการของเรา จะได้กลับมาหาเราอีกครั้ง.. 

เทคนิคที่เราจะนำมาแชร์วันนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่หลายๆ แบรนด์ยังไม่ค่อยเห็นความสำคัญ และนำไปใช้ หรือนำไปใช้อย่างถูกต้อง ซึ่งเทคนิคนี้ก็คือ การทำ Remarketing ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงลูกค้ากลุ่มที่ Drop Off ให้ไม่หลุดไปจาก Conversion Funnel ของแบรนด์นั่นเอง

Remarketing คือ อะไร? มาทำความรู้จักกัน

Retargeting หรือ Remarketing จะเรียกว่าอะไรก็ได้ เนื่องจากทั้งคู่คือเทคนิคที่มีเป้าหมาย หรือ Goal เดียวกัน (ในบทความนี้จะเรียกว่า Remarketing) โดยเน้นการดึงคนที่มีความสนใจในสินค้า หรือบริการของเราแต่ยังไม่ตัดสินใจซื้อ หรือติดต่อเข้ามา (ในที่นี้ขอเรียกสั้นๆ ว่า “ว่าที่ลูกค้า”) ให้ไม่ลืมแบรนด์ของเรา ให้กลับมายังหน้าเว็บไซต์ และตัดสินใจซื้อสินค้าในที่สุด

พูดง่ายๆ เทคนิค Remarketing คือ การตามติดลูกค้าไปทุกหนทุกแห่งนั่นเอง ลองนึกดูว่าคุณเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ไหม ดูวีดีโอโฆษณาบน Facebook หลังจากนั้นก็เห็นโฆษณาของแบรนด์นั้นบน Facebook Feed ตลอด หรือ แค่คลิกเข้าไปในเว็บไซต์ของแบรนด์เพียงครั้งเดียว หลังจากนั้นก็เจอโฆษณาของแบรนด์นั้นบนทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น Facebook Instagram YouTube และ แบนเนอร์บนเว็บไซต์ต่างๆ (GDN) ซึ่งจุดประสงค์ที่แบรนด์ส่วนใหญ่ใช้เทคนิคนี้ เพราะต้องการให้ลูกค้า “จำ” แบรนด์ หรือ สิ่งที่แบรนด์ต้องการนำเสนอได้ ลดโอกาสการแทรกแซงจากแบรนด์คู่แข่ง รวมถึงช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อสินค้าให้เร็วขึ้น เพราะในช่วงที่ลูกค้ากำลังตัดสินใจนั้น ลูกค้าจะทำการค้นหาข้อมูลจากหลายๆ ที่เพื่อเปรียบเทียบ จึงมีโอกาสที่จะปันใจไปหาแบรนด์อื่นได้

การทำ Remarketing ให้เวิร์คด้วย Audience List

ก่อนอื่นที่จะทำ Remarketing จะต้องมี Audience List ก่อน ซึ่งคือลิสต์คนที่เคยเข้าเว็บไซต์ของเรานั่นเอง โดยการเก็บ Audience List อาจทำโดยการเก็บข้อมูลจากคนที่เข้าเว็บไซต์ทั้งหมด หรือแบ่งตามเนื้อหาบนเว็บไซต์ ให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ Conversion Funnel ก็ได้ 

หัวใจสำคัญของการทำ Remarketing คือ การแบ่งกลุ่มลูกค้า เพื่อที่จะสามารถยิงโฆษณา และสื่อสารอย่างเฉพาะเจาะจงไปยังกลุ่มนั้นๆ และเพิ่มเปอร์เซ็นต์ในการกลับเข้ามามายังเว็บไซต์ โดยการทำ Audience List จะแบ่งกลุ่ม Audience ได้ 3 รูปแบบหลักๆ ดังนี้

1. ความสนใจ (Retarget by Interest)

คัดกรองคนที่สนใจในสินค้า หรือบริการนั้นๆ เช่น หากบนเว็บไซต์ขาย รองเท้าหนัง รองเท้าผ้าใบ และรองเท้าแตะ ก็อาจแบ่ง Audience List เป็น 3 กลุ่ม สำหรับแต่ละสินค้า หรืออาจจะแบ่งลึกกว่านั้นก็ได้ เช่น แบ่ง 2 กลุ่มสำหรับรองเท้าผ้าใบ เป็นรองเท้าผ้าใบ รุ่น X และ รุ่น Y เป็นต้น

2. ระยะเวลาการใช้งาน  (Retarget by Time Spend)

ในบางแคมเปญเราอาจไม่ได้วัดผลด้วยการกดสั่งซื้อ โดยเฉพาะแคมเปญที่เน้น Awareness หรือสร้างการรับรู้ สิ่งที่เราจะวัดได้ว่าลูกค้าสนใจแบรนด์เราแค่ไหนก็คือการใช้ “เวลา” เป็นตัววัด เช่น เวลาที่รับชมวีดีโอ (เก็บขข้อมูลลูกค้าเข้า Audience List หากดูวีดีโอเกิน 15 วินาที) หรือเวลาที่ใช้บนเว็บไซต์ (เข้าชมเนื้อหาบนเว็บไซต์เป็นเวลาเกิน 10 วินาที) 

3. สถานะลูกค้า (Retarget by Customer Status)

หากเป็นเว็บไซต์ eCommerce หรือเว็บไซต์ที่ต้องใช้งานหลายขั้นตอน เช่น กดดูสินค้า -> Add to Cart -> Payment Information -> Complete Payment เราอาจจะสร้าง Audience List แยกสำหรับแต่ละขั้นตอนก็ได้ เช่น คนที่ Add to Cart แต่ยังไม่ใส่ Payment Information ทางแบรนด์ก็สามารถยิงโฆษณาซ้ำไป เพื่อ Remind ถึงสินค้าที่ยังช้อปค้างไว้อยู่ หรือสำหรับคำที่ใส่ Payment Information แล้ว แต่ยังไม่กด Complete Order เพื่อให้กลับมาดำเนินการสั่งซื้อให้สมบูรณ์

เพราะหากเราไม่ Remind กลุ่มคนเหล่านี้ เค้าอาจจะลืมเข้ามาดำเนินการต่อ หรือจะมาทำต่อ แต่หาเว็บไซต์ของเราไม่เจอ ทำให้เสียโอกาสในการขาย

ส่วนเว็บไซต์ที่ไม่ใช่ eCommerce ที่อาจมี Contact Form หรือปุ่ม Call to Action ต่างๆ ก็สามารถสร้าง Audience List เพื่อเก็บคนที่เข้ามายังเว็บไซต์ของเรา และได้ดำเนินการส่งแบบฟอร์ม หรือโทรหาเรา และนำไปยิงโฆษณาซ้ำก็ได้เช่นกัน

มุมมองเชิงลบต่อ Remarketing

หลายคนจะเข้าใจว่า Remarketing คือสิ่งที่ลูกค้าไม่ชอบ ลูกค้ารำคาญ เพราะมันจะตามหลอกหลอนจนทำให้แบรนด์เสียหาย และส่งผลลบกับแบรนด์ เลยทำให้หลายคนมีมุมมองเชิงลบกับการทำ Retargeting หรือ Remarketing ซึ่งหากแบรนด์ไหนนำเทคนิค Remarketing ไปใช้โดยไม่วางแผนให้ดี หรือไม่นำไปใช้ให้ถูกต้อง และเหมาะสม ก็อาจเกิดเหตุการณ์แบบนั้นได้

ในมุมมองเอเจนซี่โฆษณาอย่าง Pacy Media เรามองว่าการทำ Remarketing คือการบอกสิ่งดีๆ ให้กับคนที่รู้จักแบรนด์เรา เช่น เมื่อมีเนื้อหาอะไรที่น่าสนใจ เป็นประโยชน์ต่อกลุ่ม Audience List ที่เราเก็บ เราค่อยยิงโฆษณาไปหาเค้า เพื่อไม่ให้พลาดเรื่องน่ารู้ต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเราสร้างคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์กลุ่มลูกค้าก็ยินดีที่จะได้รับอยู่แล้ว แต่หากเรายิงโฆษณาเดิมๆ ขายกันตรงๆ ทั้งวันทั้งคืน ก็จะทำให้ลูกค้าเริ่มเบื่อ เพราะเนื้อหาไม่เป็นประโยชน์

เริ่มต้นทำ Remarketing อย่างมีประสิทธภาพ

หากคุณกำลังจะเริ่มทำ Remarketing อย่าลืมว่าก่อนจะทำได้ ต้องมีจำนวนผู้ใช้ใน Audience List อย่างน้อยๆ 1,000 คน โฆษณาถึงจะเริ่มรันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในการสร้าง 1,000 คนแรก ที่มีคุณภาพนั้นสำคัญมาก หากต้องการผู้เชี่ยวชาญปรึกษาเรื่องการเพิ่ม Traffic รวมถึงวางแผนการทำ Remarketing โดยไม่ส่งผลลบให้แบรนด์ สามารถปรึกษา Pacy Media ได้เลย โดยเราจะช่วยวางแผน Flow บนเว็บไซต์สำหรับเก็บข้อมูล Audience List และกลยุทธ์ในการสร้าง Traffic เข้าเว็บไซต์ผ่าน Google และ Social Media ที่ตอบโจทย์ธุรกิจคุณ

"อย่าปล่อยให้ลูกค้าหลุดไปเป็นของคู่แข่ง"

ขอคำแนะนำจาก Pacy Media ได้ที่ LINE: @pacymedia หรือ support@pacymedia.com 

หมดยุคการทำการตลาดแบบหว่านแห แค่เข้าใจ Conversion Funnel

การทำ conversion funnel บริการ sales funnel

ในยุคนี้ การทำการตลาดออนไลน์แบบเดิมๆ อาจไม่ได้ผลเหมือนที่เคยได้ หากคุณยังทำการตลาดออนไลน์แบบหว่าน โดยไม่มีการนำดาต้าที่ได้มาใช้ประโยชน์ และไม่วางแผนการทำ Conversion Funnel หรือ Sales Funnel คุณอาจกำลังตามหลังคู่แข่งอยู่หลายก้าว.

การทำการตลาดออนไลน์มีข้อดีคือสามารถวัดผลได้ ว่าแต่ละแคมเปญมีคนเห็น หรือตอบสนองมากน้อยแค่ไหน การทำ Conversion Tracking จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในการวัดผล Action ต่างๆ ที่ธุรกิจต้องการ โดยบทความก่อนหน้านี้ได้อธิบายแล้วว่า Conversion Tracking คืออะไร และมีประโยชน์อย่างไร แต่หลายคนยังสงสัยว่า ควรเริ่มต้น Track อะไรดี.. ควร Track อะไรบ้าง.. เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพต่อธุรกิจสูงสุด บทความนี้เราจะมาพูดถึงเรื่อง Conversion Funnel ( หรือ Sales Funnel) เพื่อให้คุณเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น และนำไปใช้ได้กับธุรกิจตัวเองมากขึ้น

รู้จักกับ Conversion Funnel (Sales Funnel)

พูดถึง Funnel สิ่งแรกที่นึกถึงคือภาพ “กรวย” ที่นำมาเปรียบกับการเดินทางของลูกค้า ตั้งแต่ไม่รู้จักแบรนด์ จนจ่ายเงินซื้อของ จะแบ่งเป็น 3 ระดับ 

  • บนสุด (ส่วนที่กว้างที่สุดของกรวย) เรียกว่า Top of the Funnel (TOFU)
    • จุดเริ่มต้นของ Funnel 
    • ลูกค้าเริ่มรู้จักสินค้า เริ่มรู้ว่าสินค้านี้สามารถแก้ปัญหาอะไรของเราได้ เริ่มรู้ประโยชน์ของสินค้า
  • รองลงมา (ส่วนกลางของกรวย) เรียกว่า Middle of the Funnel (MOFU)
    • ลูกค้าเริ่มสนใจสินค้า และนำสินค้ามาพิจารณา เปรียบเทียบ ค้นหาข้อมูลต่างๆ
  • ล่างสุด (ส่วนที่เล็กที่สุดของกรวย) เรียกว่า Bottom of the Funnel (BOFU)
    • ลูกค้าเริ่มทำการติดต่อเพื่อสั่งซื้อ หรือหากเป็น E-Commerce Website ลูกค้าก็จะเริ่มทำการ Add to Cart และ สั่งซื้อออนไลน์

โดยกว่าลูกค้าหนึ่งคนจะซื้อสินค้าของเรา ก็จะต้องผ่านตั้งแต่ TOFU (เริ่มรู้จักสินค้า) ตกลงมายัง MOFU (เริ่มมีความสนใจ) และตกลงไปที่ BOFU (ตัดสินใจซื้อสินค้า) ซึ่งกว่าลูกค้าจะผ่านครบทั้ง 3 ระดับนั้นใช้เวลา กลยุทธ์ในการกระตุ้นให้ลูกค้าตกลงมายัง BOFU หรือปิดการขาย เยอะที่สุดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การวัดผลทั้ง Loop ของ Funnel

การทำ Conversion Funnel คือการแบ่งการ “วัดผล” ตามลำดับของ Funnel เพื่อที่จะได้รู้ว่า จากโฆษณาที่ยิงออกไป มีกี่คนที่ “รับรู้” ในตัวสินค้า (เข้ามาในส่วนของ TOFU)… และในจำนวนที่รับรู้ในตัวสินค้า มีกี่คนที่ “สนใจ” ในตัวสินค้า (ตกลงมายัง MOFU) .. และในจำนวนที่สนใจในตัวสินค้า มีกี่คนที่ “ติดต่อ” เข้ามาเพื่อสอบถามรายละเอียด หรือสั่งซื้อ (ตกลงมายัง BOFU)

ซึ่งเราก็จะนำตัวเลขต่างๆ มาคิดเป็น % ได้ เรียกว่า Conversion Rate เช่น 

  • ยิงโฆษณาเข้าถึง 1,000 คน มี 500 คนที่เข้ามายัง TOFU คิดเป็น 50%
  • ใน 500 คน มี 50 คนที่ตกลงมายัง MOFU คิดเป็น 10%
  • ในจำนวน 50 คน มี 10 คนที่ตกลงมายัง BOFU คิดเป็น 20%

หากรู้เช่นนี้ เราก็จะเริ่มวางกลยุทธ์เพื่อให้ % ในการตกลงมาในแต่ละลำดับสูงขึ้น

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ลองมาดูตัวอย่างกันว่าหากเป็นแบรนด์รถยนต์ การวาง Conversion Funnel จะเป็นอย่างไร

ตัวอย่างการทำ Conversion Funnel Tracking ในอุตสาหกรรมรถยนต์

โดยทั่วไปธุรกิจรถยนต์จะมีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่เป็นประจำ โดยในระยะเวลาดังกล่าวทางแบรนด์ก็จะมีการทำการตลาด และกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ ซึ่งสามารถวางแผน Conversion Funnel และวัดผลได้ดังนี้

Top of  the funnel (TOFU)

ขั้นตอนแรกจะเป็นการทำให้ลูกค้าเป้าหมายตกเข้ามายังส่วนบนของกรวย หรือ TOFU โดยทางแบรนด์สามารถยิงโฆษณาบน Social Media ในรูปแบบวีดีโอเปิดตัวรถรุ่นใหม่ ซึ่งใช้วิธีการวัด Conversion ว่ามีกี่คนที่สนใจรถรุ่นนี้โดยการกำหนดเกณฑ์ในการรับชม 50% ของวีดีโอ หากใครได้ชม 50% ของวีดีโอขึ้นไป แบรนด์จะเก็บข้อมูลของผู้ชมเหล่านี้ และถือว่าคนกลุ่มนี้ได้เริ่มสนใจในสินค้า และตกลงมายัง TOFU เรียบร้อยแล้ว

Middle of  the funnel (MOFU)

เมื่อได้ข้อมูลผู้ที่สนใจรถยนต์รุ่นใหม่เข้ามาอยู่ใน TOFU แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ตกลงมาในส่วนกลางของกรวย หรือ MOFU 

โดยทางแบรนด์สามารถทำ Remarketing หรือยิงโฆษณาซ้ำไปยังกลุ่ม TOFU ที่มีความสนใจในสินค้าแล้ว เพื่อนำเสนอข้อมูลที่ลึกขึ้น เช่น Specification ของรถ การผ่อนชำระ และเทคโนโลยีอื่นๆ โดยการยิงโฆษณาบน Social Media เพื่อให้ผู้ใช้ดาวน์โหลด Brochure ของรถยนต์รุ่นนั้นๆ ซึ่ง ​Conversion ที่จะใช้ในขั้นตอนนี้ก็คือ Brochure Download โดยหากใครที่ได้ทำการดาวน์โหลด ก็จะถือว่าได้ตกลงมายัง MOFU เรียบร้อยแล้ว

ในขั้นตอนนี้ ลูกค้าบางส่วนที่อยู่ใน TOFU ก็อาจจะเข้ามาค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ Specification ของรถเพิ่มเติมทาง Google ด้วยเช่นกัน ดังนั้นทางแบรนด์ก็สามารถทำ Google Ads ควบคู่ไปด้วย รวมถึงใส่ปุ่ม Brochure Download ไว้บนหน้า Landing Page พร้อมติด Conversion Tracking 

เทคนิคสำคัญที่ควรใช้ในขั้นตอนนี้ คือการให้ผู้ใช้ลงทะเบียนด้วย ชื่อ เบอร์โทร และอีเมล ก่อนที่จะทำการดาวน์โหลดเอกสาร ทางแบรนด์สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้เพื่อให้ลูกค้าตกลงไปยัง BOFU ได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

Bottom of  the funnel (BOFU)

ในตอนนี้ข้อมูลลูกค้าที่ได้เก็บมาในขั้นตอนของ MOFU ถือว่าสำคัญมาก เพราะทางแบรนด์จะนำไปใช้เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าเป้าหมายตกลงมายังส่วนล่างสุดของกรวย หรือ BOFU กระตุ้นให้เกิดการซื้อ โดยการเชิญชวนให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายใน MOFU เข้ามายังหน้าโชว์รูม ไม่ว่าจะด้วยการนำเสนอโปรโมชั่นพิเศษ ฟรีเงินดาวน์ ทดลองขับรถ หรือของแถมที่มีจำนวนจำกัด เป็นต้น

โดยขั้นตอนนี้สามารถให้ลูกค้าเป้าหมายทำการลงทะเบียนบนหน้าเว็บไซต์ เพื่อทำการวัด Conversion เช่น ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิพิเศษ หรือลงทะเบียนเพื่อทำการนัดทดลองขับรถ เป็นต้น

และเมื่อลูกค้ามายังโชว์รูม ทีนี้ก็จะเป็นหน้าที่ของ Sale ในการปิดการขายในขั้นตอนต่อไป หรือบางโชว์รูมก็จะเริ่มทำแคมเปญ SMS Marketing และ Email Marketing โดยส่ง SMS โปรโมชั่นไปอัพเดทอยู่อย่างสม่ำเสมอ หรือยิงโฆษณา Remarketing บน Social Media เพื่อ Remind​ โปรโมชั่นต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะลูกค้าอยู่ในช่วงการตัดสินใจซื้อ ในขั้นตอนนี้มีโอกาสที่ลูกค้าจะลังเล เลื่อนการตัดสินใจซื้อออกไป หรือไปซื้อสินค้ากับโชว์รูมอื่นได้

จำเป็นต้องเริ่มจาก TOFU ทุกครั้งเลยไหม?

บางคนถามว่า จะยิงโฆษณาทั้งที ยิงแบบหวังผลให้คนตกลงมายัง BOFU ทีเดียวเลยไม่ดีหรอ? เราแนะนำให้ลองนึกถึงตัวคุณเองเวลามีรถยนต์รุ่นใหม่ออกมา คุณจะตัดสินใจซื้อรถยนต์รุ่นนั้นด้วยโปรโมชั่นอย่างเดียว โดยไม่สนใจ Specification หรือดีไซน์ต่างๆ เลยหรือเปล่า.. ดังนั้นการที่จะทำให้ลูกค้าตกลงมายังส่วนล่างสุดของกรวย หรือ BOFU จำเป็นต้องค่อยๆ ฟูมฟักลูกค้าในแต่ละขั้นตอนตั้งแต่ TOFU

แต่ก็จะมีอีกวิธี หากไม่ต้องการเริ่มตั้งแต่ TOFU คุณสามารถเริ่มที่ MOFU ได้ โดยการโฟกัสที่โฆษณา Google Ads (Search Engine Marketing) เนื่องจากคนที่เข้ามาค้นหาบน Google ล้วนรู้จักสินค้านั้นแล้ว และต้องการหาข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งเหมาะกับบางธุรกิจเท่านั้น เรามีหนึ่ง Success Case มาแชร์ เผื่อจะเห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองไปดูกัน..

ทาง Pacy Media ได้มีโอกาสดูแลแคมเปญการตลาดออนไลน์ให้กับ Misubishi ช. เอราวัณ สำหรับแคมเปญโฆษณา Google และ SEO ซึ่งถือว่าเป็นการโฟสกัสไปที่ MOFU เป็นหลัก เนื่องจากทางแบรนด์ใหญ่เป็นฝ่ายทำการตลาดในส่วนของ Top of Funnel ทำให้กลุ่มลูกค้าได้รู้จักสินค้ามากขึ้นแล้ว ซึ่งกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ก็จะมาค้นหาบน Google เพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม โดยติด Conversion จากปุ่มดาวน์โหลดโบรชัวร์ เพื่อวัดผลลูกค้าที่อยู่ในช่วงของ MOFU และติด Conversion ในปุ่มที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อ เช่น Add Line / Phone Call เพื่อวัดผลลูกค้าที่มีโอกาสในการซื้อ หรืออยู่ในช่วงของ BOFU

ในโลกออนไลน์ที่ทุกอย่างวัดผลได้ แล้วทำไมวันนี้คุณยังลงโฆษณาแบบไร้จุดหมาย?

ให้ Pacy Media ช่วยดูแลแคมเปญ พร้อมวางแผนการทำ Conversion Tracking ติดต่อเราได้ที่ LINE: @pacymedia หรือ support@pacymedia.com 

รู้จักกับ Conversion Tracking และการวัดประสิทธิภาพของโฆษณา

conversion tracking คือ

คุณเป็นคนหนึ่งหรือไม่ ที่ทำการตลาดออนไลน์ และโฆษณาบนหลายช่องทาง แต่กลับไม่รู้ว่าลูกค้ามาจากช่องทางไหนมากที่สุด?  การทำ Conversion Tracking จะช่วยหาคำตอบนี้ให้คุณ ซึ่งจะช่วยให้คุณรู้จักที่มาของลูกค้า เพื่อเป็นประโยชน์ในการวางแผนงบโฆษณาอย่างมีประสิทธิภาพ

มองย้อนกลับไปในการขายสินค้าในช่องทางออฟไลน์ สมมติว่าธุรกิจเบเกอรี่ ABC มีช่องทางการจำหน่าย 3 ช่องทาง ได้แก่ การนำขนมปังไปขายตามตลาดนัด ฝากขายที่ร้านกาแฟ และส่งตามออฟฟิศ ในกรณีที่เจ้าของกิจการคำนวณแล้วว่ายอดขายส่วนใหญ่มาจากลูกค้าที่ออฟฟิศ รวมถึงต้นทุนในการได้มาของลูกค้ากลุ่มหนุ่มสาวชาวออฟฟิสค่อนข้างต่ำ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการบอกต่อกัน อีกทั้งยังไม่มีส่วนแบ่งเปอร์เซ็นการขายเหมือนที่ต้องแบ่งให้ร้านกาแฟที่เราไปฝาก เจ้าของกิจการก็จะตัดสินใจได้เลยว่าควรลงทุน และเจาะกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มหนุ่มสาวออฟฟิศแทน เนื่องจากได้กำไรมากกว่า

การทำการตลาดออนไลน์ก็เช่นกัน ทุกช่องทางที่ใช้ในการสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ Google ก็มีต้นทุนในรูปแบบต่างๆ ดังนั้น การติดตัววัด Conversion บนเว็บไซต์จะช่วยในการวัดผลประสิทธิภาพ ว่าช่องทางไหนที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย (Target Customer) ได้ดี และเปลี่ยนผู้เข้าชมเว็บไซต์ (Visitors) ให้มาเป็นลูกค้ามุ่งหวัง (Leads) จนมาเป็นลูกค้าที่ซื้อสินค้าจริงๆ (Customers) ได้มากกว่ากัน โดยการติดระบบ Conversion Tracking ช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถโฟกัสงบประมาณไปกับช่องทางสำคัญที่สามารถสร้างกำไรได้มากที่สุด

Conversion Tracking คืออะไร

Conversion คือการที่ผู้ใช้ ได้ทำ Action บางอย่างซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่เจ้าของธุรกิจวางไว้ เช่น คลิกสั่งซื้อสินค้า ขอใบเสนอราคา กรอกฟอร์มเพื่อนัดเข้าพบ หรือขอข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งเป้าหมายเหล่านี้จะแตกต่างกันไปในแต่ธุรกิจ ซึ่งการวัดผลของ Action เหล่านี้เรียกว่า Conversion Tracking ซึ่งต้องติด Tracking Code บนเว็บไซต์ เช่น Facebook Pixel เป็นต้น

อีกตัวเลขที่จะมาคู่กับ Conversion คือ Conversion Conversion Rate หมายถึงอัตราส่วนของ Conversion เทียบกับจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น ร้านเบเกอรี่ ABC ต้องการดำเนินธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์ระยะยาวจึง สร้างเว็บไซต์ สำหรับร้าน โดยกำหนด Conversion จากจำนวนครั้งที่มีการคลิกปุ่มเพิ่มเพื่อนใน LINE (คลิกปุ่มเพิ่มเพื่อน 1 ครั้ง เท่ากับ 1 Conversion) ทั้งนี้ หากมีผู้เข้าชมเว็บไซต์จำนวน 100 คน และมีการคลิกปุ่มเพิ่มเพื่อนใน LINE จำนวน 10 คน Conversion Rate จะเท่ากับ 10% ซึ่งค่าดังกล่าวสามารถนำไปใช้ในการวัดผล เปรียบเทียบ และประเมินผลสำเร็จของโฆษณา หรือแคมเปญต่างๆได้ เช่น Conversion Rate จาก Facebook 8% ในขณะที่ Conversion Rate จาก Google 10% ก็จะทราบได้เลยว่าการลงทุนโฆษณา Google จะได้ผมตอบรับที่คุ้มค่ากว่า Facebook

Conversion Tracking สำคัญยังไง ทำไมการรู้ว่าลูกค้ามาจากไหน คือหัวใจของการวางแผน
การหา Conversion Rate

แต่ละธุรกิจควรกำหนด Conversion อย่างไร

เนื่องจาก Conversion คือส่วนสำคัญที่ใช้ในการวัดการตอบสนองจากลูกค้า ดังนั้น การกำหนด Conversion นั้นขึ้นอยู่กับสิ่งที่ธุรกิจกำลังวัดผล หากเป็นธุรกิจให้บริการ เช่น โรงงานบริการผลิตเสื้อผ้า หรือรับซ่อมแซมอุปกรณ์ภายในบ้าน ที่เน้นให้ลูกค้าโทรสอบถาม หรือคุยกันใน LINE เพื่อปิดการขาย มักจะกำหนด Conversion เป็นการคลิกปุ่มโทร และการคลิกปุ่มเพิ่มเพื่อนใน LINE บนหน้าเว็บไซต์

สำหรับธุรกิจที่ทำเว็บไซต์เป็น E-commerce การกำหนด Conversion ส่วนใหญ่จะเป็น Order Complete หรือจำนวนการสั่งซื้อบนเว็บไซต์ ซึ่งก็อาจจะ Track ได้ที่หน้า Thank You ที่จะแสดงหลังจากลูกค้าชำระเงินเรียบร้อย แต่สำหรับเว็บไซต์ E-commerce ที่เพิ่งเริ่มต้นดำเนินการในช่วงแรก ทางเราแนะนำให้ลองตั้ง Conversion เป็น Action ที่สามารถเกิดขึ้นได้ก่อนการสั่งซื้อ เช่น Add to Cart รวมถึง Order Complete ไปพร้อมๆ กัน เพื่อเป็นการเก็บข้อมูลว่าผู้ใช้จากช่องทางไหน เข้ามา Add to Cart มากกว่ากัน แล้วหลังจาก Add to Cart แล้ว ได้มีการสั่งซื้อจริงเป็นจำนวนเท่าไหร่ วิธีนี้จะช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์สามารถทดสอบการ Drop Off (หรือลูกค้าที่กดปุ่ม Add to Cart แล้วแต่ยังไม่สั่งซื้อ) ได้ เพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุงเรื่อง UX/UI และ Flow ของเว็บไซต์ต่อไป

ประโยชน์ที่จะได้รับจากการวัดผลด้วยการติด Conversion

ในยุคที่การวัดผลของโฆษณานั้นมีมากกว่าแค่การเข้าถึง (Reach) หรือการมีส่วนร่วม (Engagement)… Conversion เป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดที่สำคัญในการประเมินประสิทธิภาพของโฆษณาแต่ละช่องทาง รวมถึงยังสามารถใช้ประเมินคุณภาพของ Content โฆษณาบน Social Media และกลุ่มเป้าหมาย รวมไปถึงการวัดผลด้านการออกแบบดีไซน์ หรือ UX/UI ของเว็บไซต์ได้อีกด้วย

ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ของคุณมีการคลิกเข้ามาเป็นประจำ ไม่ว่าจะมาจาก Google / SEO / Facebook แต่กลับไม่มีจำนวน Conversion เลย เป็นไปได้ว่าอาจเกิดปัญหาเรื่องการแสดงผลของเว็บไซต์ เนื้อหาที่ไม่น่าจูงใจ หรือ Flow การใช้งานที่ยุ่งยาก ซึ่งเมื่อเราทราบแล้ว ก็จะได้รีบปรับปรุง เพื่อกระตุ้นให้เกิด Conversion

ยิ่งไปกว่านั้น การติด Tracking ยังสามารถช่วยประเมินกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณภาพได้ด้วย เช่น หากคุณยิงโฆษณาไปยิงกลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่ม เป็นกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย กับกลุ่มคนเริ่มทำงาน เมื่อยิงโฆษณาไปก็สามารถวัดผลได้เลยว่ากลุ่มไหนที่ติดต่อเข้ามาเยอะกว่าโดยการดู Conversion Rate และคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปมากกว่า เจ้าของธุรกิจก็จะสามารถนำเงินไปลงโฆษณาในกลุ่มเป้าหมายที่ตอบสนองกับธุรกิจตนเองดีกว่า

เริ่มต้นกำหนด Conversion อย่างไร

หากเข้าใจ Concept และเล็งเห็นถึงความสำคัญของเครื่องมือนี้แล้ว แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นกำหนด Conversion จากตรงไหนดี แนะนำให้กำหนดก่อนว่าธุรกิจของคุณต้องการอะไรจากการยิงโฆษณา และอะไรควรจะเป็น “Call to Action” บนเว็บไซต์ของคุณ

เช่น ธุรกิจ Co-working Space อาจตั้ง Call to Action เป็น “นัดเข้าชมสถานที่” ดังนั้น ทางแบรนด์ก็ต้องสร้างฟอร์มบนหน้าเว็บไซต์ให้ผู้ใช้กรอกเพื่อนัดเข้าชมสถานที่ และนับการกรอกฟอร์ม 1 ครั้ง เป็น 1 Conversion หรือหากเป็นธุรกิจโรงแรมที่ต้องการให้ลูกค้าทำการจองบนหน้าเว็บไซต์ ก็สามารถติด Tracking ที่ปุ่ม “Book now” หรือที่หน้า Booking Confirmation บนหน้าเว็บไซต์ได้เลย

หากยังไม่แน่ใจเรื่องการกำหนด Conversion ก็ไม่ต้องเป็นกังวลไป เพราะทางทีมงาน Pacy Media ยินดีให้คำแนะนำ และช่วยชี้จุดที่เหมาะสมในการกำหนดเป็น Conversion ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ เพื่อให้เว็บไซต์เป็นเครื่องมือสนับสนุนการตลาดออนไลน์ของคุณอย่างแท้จริง  ติดต่อเราได้ที่ LINE: @pacymedia หรือ support@pacymedia.com 

9 สถิติ การค้นหาบน Google ที่คุณอาจไม่เคยรู้ (2019)

สถิติการค้นหา Google

เทรนด์การค้นหาบน Google เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในแต่ละปีพฤติกรรมการค้นหาเปลี่ยนไปจนตามแทบไม่ทัน เราจึงนำ 9 เทรนด์การค้นหาในปีที่ผ่านมามาอัพเดทเพื่อเป็นแนวทางในการทำการตลาดในปี 2019 นี้ให้มีประสิทธิภาพ

Google มีการจัดเก็บข้อมูลเชิงลึกของผู้ใช้ และการค้นหาอยู่ตลอดเวลา และมีการเปิดเผยสถิติออกมาเพื่อให้ผู้ใช้ และผู้ประกอบการที่ใช้ Google ในการทำการตลาดได้ทราบ และนำไปประกอบกลยุทธ์การตลาด 9 สถิติที่ควรรู้เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับ 2019 นี้มีอะไรบ้าง ไปดูกัน

  1. มีการค้นหาบน Google กว่า 3,500,000,000 ครั้ง (สามพันหาร้อยล้านครั้ง) ในแต่ละวัน (Internet Live Stats)
  2. ซึ่งจำนวนการค้นหานี้เพิ่มขึ้น 10% ในทุกๆ ปี (Internet Live Stats)
  3. ในแต่ละปี ประมาณ 16% – 20% ของคำค้นหาทั้งหมด เป็นคำค้นหาใหม่ ที่ไม่เคยมีการค้นหามาก่อน (Internet Live Stats)
  4. 35% ของการค้นหาเกี่บวกับสินค้า เริ่มต้นบน Google​ (หมายความว่า Google เป็นช่องทางแรกที่ลูกค้าได้เริ่มทำความรู้จักสินค้าจากการค้นหา ก่อนที่จะไปหาข้อมูลจากช่องทางอื่นๆ) (eMarketer)
  5. 8% ของการค้นหาบน Google เป็นการค้นหาลักษณะคำถาม (Moz)
  6. 65% ของการคลิกบนโฆษณา Google มาจากมือถือ (Statista)
  7. โดยเฉลี่ย อัตราการคลิกบนโฆษณา Google บนมือถือสูงกว่าบนคอมพิวเตอร์ (มือถือ = 4.1%, คอมพิวเตอร์ 3.17%) (WordStream)
  8. โฆษณา Google สำหรับธุรกิจท่องเที่ยว มีอัตราการคลิกเฉลี่ย 5.36% บนมือถือ ซึ่งถือว่าสูงกว่าธุรกิจอื่นๆ (Moz)
  9. 50% ของการค้นหาที่ตามด้วยใกล้ฉันเกิดขึ้นบนมือถือ (SEO Expert Brad)

จากข้อ 2 จะเห็นได้ว่าการค้นหาบน Google เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกๆ ปี นี่คือเหตุผลที่ทำไมการทำ Google Ads และ ทำ SEO ยังคงเป็นที่นิยม และได้ผลอยู่ตลอด เพราะการเข้ามาค้นหาหมายถึง การมีความต้องการที่จะแก้ปัญหา ไขข้อสงสัย หากสินค้าของคุณตอบโจทย์ ก็รับเงินไปได้เลย

ทั้งนี้ สถิติเป็นการเก็บผลของผู้ใช้ทั่วโลก ดังนั้นเปอร์เซนต์ที่คำนวนออกมาก็จะเป็นค่าเฉลี่ยของทุกประเทศ ในประเทศไทยอาจมีตัวเลขที่แตกต่างออกไปตามพฤติกรรมของผู้ใช้ในประเทศ อย่างไรก็ตาม เทรนด์นี้เป็นภาพรวม ที่สามารถบอกได้ว่าพฤติกรรมส่วนใหญ่ของคนทั้งโลกตอนนี้เป็นอย่างไร

เริ่มนำเทรนด์เหล่านี้ไปพัฒนาแคมเปญการตลาด

ธุรกิจของคุณสามารถทำการตลาดบน Googleโดยใช้เทรนด์เหล่านี้เข้าไปพัฒนาได้ ไม่ว่าจะเป็นการปรับกลยุทธ์แคมเปญ การปรับเว็บไซต์ให้เหมาะกับพฤติกรรมของผู้ใช้ หากต้องการคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ ติดต่อเราที่ LINE: @pacymedia

ทำการตลาดบนหน้าค้นหา Google ด้วย AdWords และ SEO

โฆษณา-Google-AdWords-SEO-Pacy-Media-เพซี่-มีเดีย

Search Marketing คือการทำการตลาดบนหน้าค้นหาบน Google, Bing, หรือ Yahoo ซึ่งในไทยจะคุ้นเคยกับ Google เป็นส่วนใหญ่ และในบทความนี้ เราจะพูดถึง Google เป็นหลัก ซึ่งเราสามารถใช้ประโยชน์ในการทำการตลาดจาก Search Engine แบบ Google ได้โดยทำให้เว็บไซต์แสดง เมื่อมีผู้ใช้ค้นหาด้วย Keyword ที่ตรงกับเนื้อหาบนเว็บไซต์

เมื่อผู้ใช้เริ่มทำการค้นหา เว็บไซด์ต่างๆ มากมายก็จะแสดงขึ้นบนหน้าผลค้นหา หรือเรียกว่า SERP (Search Engine Results Page)  จากการวิจัยที่ผ่านมาพบว่าเว็บไซต์ไหนที่ขึ้นบนหน้า SERP บ่อย ก็จะมีผู้ใช้เข้ามาในเว็บไซต์มากขึ้นด้วย  แต่คำถามคือ เราจะให้เว็บไซต์ไปขึ้นบนหน้าค้นหาได้อย่างไร? นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ Search Marketing มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เว็บไซด์ขึ้นอยู่บนหน้าแรกๆ

Search Marketing สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท

ในทุกๆ วันมีคนค้นหาบน Google เป็นล้านครั้ง ทั้งบนมือถือ และคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น ค้นหาร้านอาหาร สินค้า หรือบริการ ที่กำลังสนใจ นี่คือโอกาศของผู้ที่ทำธุรกิจทั้งออนไลน์และออฟไลน์ในการสร้างฐานลูกค้าใหม่ๆ เพียงแค่ต้องทำให้เว็บไซต์ของคุณแสดงผลบนหน้าค้นหา ซึ่งจะมี 2 ประเภทหลักๆ

  1. SEO (Search Engine Optimization) คือการที่เว็บไซต์ขึ้นบนหน้าค้นหาโดยธรรมชาติ ไม่ต้องเสียเงินให้ Google แต่เสียค่าบริการให้ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO เพื่อดันอันดับเว็บไซต์ขึ้น
  2. PPC (Pay-per-click หรือ AdWords) คือการที่เว็บไซต์ขึ้นในรูปแบบของการโฆษณา และมีการเก็บเงินเมื่อมีคนคลิกเข้าไปชมเว็บไซต์

1. SEO (Search Engine Optimization)

หลังจากที่ผู้ใช้ทำการค้นหาบน Google รายชื่อเว็บไซต์ที่แสดงบนหน้าค้นหา (ผลค้นหาที่อยู่ในกรอบสีฟ้าตามภาพด้านบน) เรียกว่า Organic Result ซึ่งจะแสดงด้านล่างเว็บไซต์ที่ขึ้นในรูปแบบของโฆษณา AdWords หรือ PPC ซึ่งผลการค้นหาในส่วนนี้ Google จะเป็นผู้เลือกให้ขึ้นมาแสดง

Google ค้นหาเว็บไซต์เพื่อมาแสดงผลบนหน้าแรกโดยการรวบรวมข้อมูลต่างๆ บนเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็น เนื้อหา บทความ หัวข้อ รูปภาพ หรือไฟล์ต่างๆ รวมถึง Meta Tags ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโค้ดบนเว็บไซต์ โดยจะคอยดูว่าเว็บไซต์ของคุณมีเนื้อหาตรงกับคำค้นหานั้นๆ หรือไม่ หากเว็บไซต์ของคุณแสดงแต่ไม่มีใครคลิกเลย Google ก็จะบันทึกไว้ว่าเว็บไซต์ของคุณไม่ตรงกับคำค้นหานั้น ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดนี้จะประมวลผลโดย Algorithms ที่ซับซ้อนมาก

หากคุณต้องการ ทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพ เราแนะนำให้คุณสร้างคอนเทนต์เป็นประจำ โดยใช้ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการ วัดผล และปรับปรุงคอนเทนต์ให้ดึขึ้น รวมถึงปรับโครงสร้างเว็บไซต์ให้ง่ายต่อการใช้งาน ทั้งด้านการเขียนโค้ดและดีไซน์ เพื่อให้ผู้ใช้ที่เข้ามาอ่าน แชร์เว็บไซต์ของคุณออกไป เพราะยิ่งมีการแชร์มากเท่าไหร่ เว็บไซต์ก็จะได้รับคะแนนคุณภาพเพิ่มขึ้นเท่านั้น

การทำ SEO จำเป็นต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5-6 เดือนในการให้เว็บไซต์ขึ้นมาบน หน้าแรก Google ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่ต้องขยันที่จะปรับปรุงหน้าเว็บไซต์และเนื้อหาอยู่เป็นประจำ ควรนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์อย่างละเอียดเพื่อวัดผลและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หากท่านใดต้องการให้เราช่วยเหลือเกี่ยวกับการทำ SEO สามารถติดต่อทีมงาน Pacy Media ได้ครับ

สำหรับใครที่รู้ตัวว่าไม่ชอบรอ ต้องการเรียก Traffic เข้าเว็บไซต์จากหน้า Google ทันทีในระเวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมง สามารถทำใช้วิธีที่ 2 คือ Google AdWords หรือการลงโฆษณานั่นเอง

2. โฆษณา PPC หรือ Google AdWords

เป็นการลงโฆษณาบนหน้าค้นหากับ Google โดยตรง คุณสามารถเลือก Keyword ได้ตามต้องการ สร้างคำโฆษณาได้เอง ปรับเปลี่ยนได้ทุกเมื่อ และวัดผลได้ตลอด โดยที่ Google จะคิดเงินต่อเมื่อมีคนคลิกบนโฆษณาเท่านั้น เช่น คลิกละ 3 บาท 5 บาท หรือ 10 บาท (ขึ้นอยู่กับจำนวนการแข่งขันของ Keyword ณ เวลานั้นๆ) วิธีนี้จะคล่องตัวต่อการทำธุรกิจในปัจจุบันเป็นอย่างมาก

ทำไมจึงคล่องตัว? ลองดูตัวอย่างง่ายๆ หากคุณให้บริการเช่ารถที่จังหวัดเชียงราย และมีโปรโมชั่นพิเศษในช่วงปีใหม่ โดยให้ส่วนลด 5% ในช่วงวันคริสต์มาส และเพิ่มส่วนลดเป็น 10% ในช่วงปีใหม่ ซึ่งคุณต้องการให้ลูกค้าที่เข้ามาค้นหาเห็นโปรโมชั่น 5% และ 10% ในแต่ละช่วงเวลา หากคุณทำ SEO อย่างเดียว อาจจะไม่ตอบโจทย์ เพราะการเปลี่ยน Title หน้าเว็บไซต์ต้องใช้เวลานาน และรออีกหลายเดือนกว่าจะเริ่มติดหน้าแรก Google อีกครั้ง แต่หากคุณทำ Google AdWords คุณสามารถเปลี่ยนคำโฆษณาได้ทันที ตามระยะเวลาที่ต้องการ โดยใช้เวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง คำโฆษณาใหม่ก็เริ่มให้งานได้ทันที

อีกประโยชน์หลักๆ ของ AdWords คือ หากช่วงไหนเป็น Low Season โดยทางร้านต้องการลดงบโฆษณา ก็สามารถปรับได้ตามต้องการ เช่นเดียวกับช่วย High Season ทางร้านก็สามารถเพิ่มงบโฆษณาได้ทันที

ท่านใดที่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับในวิธีที่ 2 สามารถเข้าไปอ่านเกี่ยวกับ บริการโฆษณา Google AdWords