Skip to content

โอกาส และกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ในช่วง COVID-19

การตลาดออนไลน์ ช่วง COVID-19 โควิด กลยุทธ์ธุรกิจออนไลน์ 1

ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาเป็นวิกฤตที่ไม่มีใครอยากให้เกิด และยังสงผลให้เจ้าของกิจการหลายคนเริ่มงงว่ากลยุทธ์การตลาดออนไลน์ช่วง COVID-19 นี้ควรจะเป็นอย่างไร จะเอายังไงต่อดี แต่ในช่วงนี้ที่ทุกคนมองว่าเป็นวิกฤต ในด้านการตลาดออนไลน์ยังมีอย่างน้อย 1 เรื่องที่เรามองว่าเป็นโอกาสที่ไม่สามารถหาได้ง่ายๆ เลย อะไรคือโอกาสที่อยู่ในวิกฤตนี้ มาหาคำตอบไปด้วยกันเลย

ทบทวนการทำงานของการตลาดออนไลน์กันก่อน

ทุกคนที่ทำการตลาด และโฆษณาออนไลน์คงจะทราบกันดีว่า ระบบโฆษณาที่เราใช้กันจะเป็นแบบ PPC (Pay Per Click) ไม่ว่าจะเป็น Google Facebook หรือจะช่องทางอื่นๆ ซึ่งการคิดเงินค่าโฆษณา หรือค่าคลิก จะเป็นระบบ “ประมูล” แทบทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าราคาโฆษณาจะขึ้นอยู่กับการแข่งขันเป็นหลัก (และมีปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น คุณภาพลองเว็บไซต์ หรือคอนเทนต์)

หรือถ้าจะพูดถึงเรื่องการทำ SEO ที่ไม่ได้เป็นการซื้อโฆษณาแบบ PPC แต่เป็นการเน้นพัฒนาคุณภาพของเว็บไซต์ เพิ่มความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ เพื่อให้ Google เจอเว็บไซต์เราบ่อยขึ้น ส่งผลให้เว็บไซต์ของเราค่อยๆ ไต่อันดับมาหน้าแรกของ Google ปัจจัยหลักๆ ในการที่จะขึ้นหน้าแรกเร็ว หรือช้า ก็อยู่ที่การแข่งขันเหมือนกัน เพราะหากเว็บไซต์คู่แข่งทำ SEO กันมานานแล้ว แต่เราเพิ่งจะมาทำ การที่เราจะแซงหน้าคู่แข่งได้ก็จะยาก

สิ่งที่เกิดขึ้นกับการตลาดออนไลน์ในช่วง COVID-19

จากการเกิด COVID-19 และผลกระทบของ COVID-19 ที่ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และของโลกมีปัญหา ผู้คนเริ่มเก็บเงินมาขึ้น และความกล้าในการจับจ่ายใช้สอยก็ลดลง กระแสเงินสดที่จะไหลไปยังผู้ประกอบการต่างๆ ก็เริ่มลดน้อยลงไปด้วย ส่งผลให้หลายกิจการไม่สามารถดำเนินการไปต่อได้ หรืออาจจะต้องพักการดำเนินธุรกิจไปก่อน

สิ่งที่เกิดขึ้นกับการตลาดออนไลน์ในช่วง COVID-19 ที่สร้างโอกาสในการทำการตลาดให้อีกหลายธุรกิจคือ จำนวนการแข่งขันที่ลดลง ส่งผลให้ค่าโฆษณาลดลง ไม่ว่าจะเป็น Cost per Click หรือจะเป็น Cost per 1,000 Impressions ซึ่งจากที่ Pacy Media ได้ลองเทียบผลลัพธ์ดู ในบางประเภทธุรกิจนั้นลดลงถึง 20% โดยเฉลี่ย เช่น ธุรกิจความงาม ธุรกิจแฟชั่น แต่ในบางธุรกิจที่ยังคงมีความต้องการ และการแข่งขันสูง ก็มีโอกาสที่ค่าโฆษณาจะแพงขึ้นได้เช่นกัน แต่ก็แลกมากับ Demand ในตลาดที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจ Offline หรือ Online ที่ยังคงมีความต้องการอยู่ หรือจะเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูงในช่วงนี้ เช่น บริการฆ่าเชื้อโรค หรือเทคโนโลยีต่างๆ ในการกำจัดเชื้อโรค แต่อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่จะอยู่รอดในช่วงนี้ได้ ต้องอยู่บนโลก Online เท่านั้น

การตลาด COVID-19 อเมริกา

จากกราฟด้านบนจะเป็นค่า Cost per 1,00 Impressions หรือ CPM ของแถบอเมริกาเหนือ จะเห็นได้ว่า ค่าโฆษณาเริ่มถูกลงตั้งแต่เดือนมกราคม และยังคงต่ำอยู่อย่างนั้นจนถึงตอนนี้ เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นสักเท่าไหร่

การตลาด COVID-19 เอเชีย

แต่หากดูที่ CPM ของแถบเอเชียตะวันออก ค่าโฆษณาเดือนกุมภาพันธ์ลดลงจากเดือนมกราคมประมาณ 30% และเริ่มเพิ่มสูงขึ้นในเดือนมีนาคม เนื่องจากสถานการณ์เริ่มดีขึ้นแล้วในหลายๆ ประเทศ แต่ก็ยังคงต่ำกว่าปกติเล็กน้อย

สำหรับการทำ SEO ที่ไม่เกี่ยวข้องกับค่าโฆษณา แต่จะเกี่ยวข้องกับการปั้นเว็บไซต์ให้มีคุณภาพ หลายธุรกิจก็เริ่มลดความจริงจังในการทำ SEO ลงมา บางธุรกิจอาจจะหยุดทำชั่วคราว ส่งผลให้หลายๆ ธุรกิจที่ยังคงทำ SEO ต่อ เห็นการขยับตัวขึ้นของตำแหน่งบนหน้า Google ได้อย่างชัดเจน ซึ่งโดยปกติการทำ SEO จะต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะเห็นผลลัพธ์ แต่ในช่วงนี้ หลายธุรกิจมีโอกาสที่จะเห็นผลลัพธ์เร็วขึ้น อีกทั้งยังเป็นโอกาสในการเพิ่มคุณภาพเว็บไซต์ให้แซงหน้าคู่แข่ง เพราะหากเศรษฐกิจกลับมาเหมือนเดิม คู่แข่งที่หยุดทำ SEO ไป ก็ต้องมาไล่ทำ SEO ตามเว็บไซต์ของเราอีกซักพักเลย

แล้วธุรกิจของคุณควรปรับไปในทิศทางไหนในช่วง COVID-19

เราไม่สามารถที่จะเจาะลึกในธุรกิจแต่ละประเภท ดังนั้นเราจึงลองแบ่งประเภทธุรกิจตาม Demand Side ของคนในช่วงนี้ออกมาเป็น 4 ประเภท ซึ่งคำแนะนำจากเราไม่ใช่ตัวชี้ขาดถึงสิ่งที่คุณควรทำ ต้องลองทำไปประยุกต์ให้เข้ากับแต่ละกิจการด้วย

ธุรกิจของคุณเข้าข่ายประเภทไหนลองดูกันเลย

การตลาดออนไลน์ ช่วง COVID-19 โควิด กลยุทธ์ธุรกิจออนไลน์ 3

1. ไม่มี Demand และไม่พร้อมซื้อ

เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจทัวร์ หากธุรกิจของคุณเข้าข่ายเป็นธุรกิจที่ลูกค้าไม่มี Demand และไม่พร้อมซื้อ การถือเงินสดเป็นสิ่งสำคัญ เพราะไม่รู้ว่าลูกค้าจะกลับมามีความเชื่อมัน หรือมี Demand อีกเมื่อไหร่ ดังนั้นไม่ค่อยแนะนำให้ทุ่มเงินมาทำกิจกรรมอะไรที่ไม่ได้สร้างคุณค่าให้กับกิจการ เว้นแต่ลงทุนในด้านการตลาดที่จะให้ผลในระยะยาวได้ เช่น SEO

2. พอมี Demand แต่คนยังไม่กล้าใช้เงิน

เช่น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจความงาม ธุรกิจแฟชั่น สินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ ธุรกิจประเภทนี้สามารถเน้นการฟูมฟักว่าที่ลูกค้าได้ เนื่องจากคนที่ติดต่อเข้ามาช่วงนี้ อาจจะยังไม่พร้อมซื้อ แต่ลึกๆ ในใจก็มีความต้องการในตัวสินค้า หรือบริการอยู่บ้างแล้ว การทำคอนเทนต์ หรือสร้างความสัมพันธ์เป็นสิ่งสำคัญ เมื่อวันที่พร้อมซื้อ ลูกค้าก็จะสามารถติดสินใจซื้อกับคุณได้เลยทันที

อาจจะทำ SEO หรือ Google Ads เพื่อเก็บ Lead หรือลูกค้าใหม่ๆ หรือจะลองทำ Social Media ด้วยเพื่อไม่ให้ลูกค้าลืม และสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าผ่าน Line Official Account หรือ Facebook Page

ทั้งนี้ การทำ Social Media ในช่วงนี้ ถึงจะค่าโฆษณาลดลง แต่การตอบสนอง หรือมีส่วนร่วมกับโพสต์ในหลายๆ ธุรกิจมีโอกาสที่จะต่ำลงได้

3. มี Demand ตามปกติ และมีความต้องการ แต่พฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยน

เช่น ธุรกิจอาหาร ธุรกิจบริการตามบ้าน ซ่อมหลังคา ทำรางน้ำฝน หรือจะเป็น ร้านตัดผม ธุรกิจเหล่านี้ยังมีความต้องการอยู่ แต่พฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยน เช่น ลูกค้าเริ่มค้นหาบนช่องทางออนไลน์มากขึ้น ลูกค้าเริ่มพิจารณามากขึ้นว่าผู้ให้บริการต่างๆ ดูแลเรื่องความสะอาดดีแค่ไหน สำหรับบางธุรกิจ ลูกค้าอยากได้สินค้าเดิมแต่ในรูปแบบที่ต่างจากเดิม เช่น อยากกินชาบู แต่จะกินที่บ้าน ต้องการหม้อชาบู และเมนูท่ีเหมาะกับการทำกินเองที่บ้าน เป็นต้น

ธุรกิจประเภทนี้ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ทันกับพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไป บางธุรกิจที่ทำ Offline อย่างเดียว จำเป็นต้องมีเว็บไซต์ หรือ Facebook Page หรือธุรกิจที่ทำออนไลน์อยู่แล้ว อาจจะต้องทำเว็บไซต์แบบ eCommerce เพิ่ม ซึ่งการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า อาจจะลองเป็น Google Ads หรือ Facebook Ads ก็ได้ เพราะจะรวดเร็วกว่าการทำ SEO แต่หากคิดว่าจะหวังผลในระยะยาวด้วย ก็สามารถทำ SEO ควบคู่ไปได้

4. มี Demand สูง และพร้อมซื้อ

เช่น เครื่องกำจัดเชื้อโรค และไวรัส หรือบริการฆ่าเชื้อต่างๆ ธุรกิจประเภทนี้มี Demand สูงมากในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ควรปรับช่องทางการขายออนไลน์ให้พร้อม เช่น ลงเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์ให้ครบ ทำ Sale Page ให้น่าสนใจ และทำการตลาดด้วย Google Ads เป็นหลัก เพราะอัตราการค้นหาในสินค้า หรือบริการเหล่านี้ ปรับตัวสูงขึ้นมาก โดยสามารถทำ Remarketing ควบคู่ไปด้วยก็ได้

ใช้โอกาสในช่วงนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับธุรกิจ

ขอคำปรึกษาจาก Pacy Media ได้ที่ LINE: @pacymedia หรือ support@pacymedia.com 

COVID-19 ส่งผลต่อตลาดออนไลน์อย่างไร เมื่อพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนไป

รับมือ covid 19 ไวรัสโคโรน่า Corona virus วิธีการ แนวทาง ธุรกิจ การตลาดออนไลน์ การรับมือ โควิด 19

ไวรัส COVID-19 เริ่มระบาดหนักขึ้นเรื่อยๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นวิกฤติที่ส่งผลกระทบต่อหลายธุรกิจทั่วโลก และในประเทศไทยเช่นกัน การ รับมือ COVID-19 ในภาคธุรกิจจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก กลยุทธ์การตลาดต้องมีการปรับเปลี่ยน เพราะสภาพตลาดในวันนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างที่เราไม่เคยได้จินตนาการมาก่อน ซึ่งไม่มีใครทราบเลยว่าวิกฤตินี้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่

ธุรกิจไหนบ้างที่ถูกกระทบหนัก? พฤติกรรมของคนไทยเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง? ธุรกิจจะ รับมือ Corona และวางแผนการตลาดออนไลน์ในช่วงนี้อย่างไร? มาลองหาคำตอบกัน

ธุรกิจ รับมือ COVID-19 หุ้น บริษัท
ผลกระทบต่อธุรกิจต่างๆ จากวิกฤต COVID-19

ในวิกฤติก็จะยังมีโอกาสอยู่ หากลองดูเทรนด์ของบริษัทใหญ่ๆ เช่น Amazon, Netflix, Under Armour และ Disney เพื่อมาเป็นไอเดียของเทรนด์ธุรกิจของเรา จะเห็นได้ว่าสถานการณ์ Coronavirus นั้นกระทบกับราคาหุ้น Amazon และ Netflix ไม่เท่าไหร่ ซึ่งล่าสุดราคาก็เริ่มปรับขึ้นตามปกติแล้ว ซึ่งทั้ง Amazon และ Netflix ถือเป็นธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากวิฤตินี้เต็มๆ เมื่อคนเริ่ม Work From Home และออกไปไหนไม่ได้ ต้องอยู่บ้านทั้งวัน สิ่งที่ทำได้ก็คือหาความสุขผ่านช่องทางออนไลน์ การ รับมือกับไวรัส Corona นั้นจึงเน้นไปการอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้มากขึ้น เช่น เรื่องการจัดส่ง เรื่องความเร็วในการส่งข้อมูล เป็นต้น

หากลองดู Under Armour ซึ่งเป็นแบรนด์เสื้อผ้า และอุปกรณ์กีฬา จะเห็นได้ว่าธุรกิจนี้ถูกกระทบจาก COVID-19 หนักหน่วงพอสมควร เนื่องจากคนออกไปเล่นกีฬาน้อยลง รวมถึงหน้าร้านบ้างส่วนอาจต้องปิด

ในส่วนของ Disney ที่มีสัดส่วนธุรกิจ Offline เช่น Disneyland ก็ถูกกระทบจากสถานการณ์นี้อยู่พอสมควร เนื่องจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวต้องดรอปลงอย่างไม่ต้องส่งสัย รวมถึงธุรกิจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจทัวร์ การบิน และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับท่องเที่ยว แม้แต่ Expedia ที่เป็นการให้บริการออนไลน์ก็ถูกกระทบเช่นกัน

ซึ่งแบรนด์ที่ถูกกระทบ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องหยุดกิจกรรมการตลาดทั้งหมด แผนการตลาดนั้นยังคงต้องดำเนินการต่อ แต่อาจจะต้องปรับเปลี่ยนมาเป็นช่องทางออนไลน์ และเปลี่ยนการนำเสนอเพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ รวมถึงปรับการวัดผลให้เหมาะสม อย่างเช่นแบรนด์ Ford ในประเทศไทยก็ได้ทำการจัด Motor Show Live ผ่านช่องทางออนไลน์ เป็นต้น

ธุรกิจในไทย รับมือ COVID-19 อย่างไรดี

ขายอะไรดี ในช่วง Covid-19 หรือ Coronavirus ออนไลน์
เทรนด์การค้นหาบน Google ในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรน่า

จากการที่ได้ทดลองดูข้อมูลจาก Google Trend ในคำค้นหา ซื้อของออนไลน์ มาส์กหน้า และ แว่นกันแดด เห็นได้ว่าแต่ละคำมีเทรนด์ที่ต่างกันอย่างน่าสนใจ

สำหรับ “ซื้อของออนไลน์” อย่างที่บอกก่อนหน้านี้ว่า เมื่อคนเริ่ม Work From Home และไม่สามารถออกไปไหนได้ ก็จะต้องใช้ช่องทางออนไลน์เป็นหลัก เพราะเป็นช่องทางเดียวที่สามารถใช้ได้ อย่างปลอดภัยจากไวรัสโคโรน่าในช่วงนี้ โดยเห็นได้ว่าเทรนด์การค้นหาเกี่ยวกับการซื้อของออนไลน์นั้นสูงขึ้น ซึ่งหมายความว่าคนยังต้องการซื้อของอยู่ แต่คำถามคือ “เค้าต้องการซื้ออะไรกัน? แล้วสินค้าของเราเป็นหนึ่งในนั้นไหม?”

มาต่อกันที่คำว่า “มาส์กหน้า” จะเห็นได้ว่าผู้หญิงไทยเราไม่หยุดสวยจริงๆ ถึงแม้จะออกไปไหนไม่ได้ แต่ก็ยังต้องบำรุงผิว และใส่ใจเรื่องความงาม ดังนั้นธุรกิจไหนที่ให้บริการเกี่ยวข้องกับความงาม อาจจะต้องลองมาคิดดูว่า ในช่วงนี้เราสามารถเพิ่ม Product Line อะไรได้บ้างไหม ที่จะสามารถขายในช่วงนี้ได้ ซึ่งก็เป็นอีกวิธีการ รับมือโคโรน่า ได้ดี และหลายๆ ธุรกิจสามารถนำไปใช้ได้

คำสุดท้าย “แว่นกันแดด” ถึงแม้มีการค้นหาเกี่ยวกับ “ซื้อของออนไลน์” สูง แต่ก็ไม่ใช่ทุกอย่างที่มีความต้องในการซื้อออนไลน์ในช่วงนี้ จะเห็นได้ว่าเทรนด์การค้นหาบน Google ของคำว่า แว่นกันแดด นั้นลดลงกว่า 50% เมื่อเทียบกับจำนวนการค้นหาช่วงเดียวกันในปี 2019 อาจถูกกระทบต่อมาจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เมื่อคนไปเที่ยวไม่ได้ ความต้องการในแว่นกันแดดก็อาจลดลง รวมถึงช่วงสงกรานต์นี้ยังไงก็เที่ยวไม่ได้แน่ๆ ความสนใจในแว่นกันแดดเลยลดลงตาม

เห็นได้ว่า Demand ในหลายๆ สินค้า หรือบริการยังคงมีอยู่ ดังนั้นแต่ละธุรกิจต้องลองมองก่อนเลย สินค้า หรือบริการของเราในตอนนี้ ตอบโจทย์กับพฤติกรรม หรือความต้องการของลูกค้าในช่วงนี้หรือไม่ หากยังตอบโจทย์ อาจจะต้องลองเปลี่ยนวิธีในการเข้าถึงลูกค้า เช่น ใครทำออฟไลน์อย่างเดียว อาจลองปรับมาทำออนไลน์ให้มากขึ้น

แต่ถ้าดูแล้วไม่เหมาะกับช่วง COVID-19 นี้เลย ก็ลองดูว่าจะพอปรับจากเดิม หรือจะเพิ่ม Product Line อื่นๆ ได้หรือเปล่า

โฆษณาออนไลน์ในช่วง Coronavirus ระบาด

ในช่วงนี้ Conversion Rate ต่ำลงจากเดิมแทบจะในทุกธุรกิจ แต่ในหลายๆ ธุรกิจที่ยังเป็นที่ต้องการก็ยังสามารถอยู่ได้ถึงแม้ Conversion Rate ต่ำลง เพราะยังไม่ถึงขั้นขาดทุน เพียงแต่กำไรอาจลดลงเท่านั้น

ใครที่ลงโฆษณา Google อยู่ อาจเริ่มสังเกตได้ว่า บางธุรกิจ Search Volume หรือจำนวนการค้นหาเริ่มลดลง ส่งผลให้ Traffic ที่เข้าเว็บไซต์จากโฆษณาก็ลดลงบ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาหนัก เพราะตัวโฆษณา Google จะคิดเงินจากการคลิกอยู่แล้ว นั่นหมายความว่า เมื่อความต้องการลดลง เราเองก็เสียค่าโฆษณาน้อยลงเช่นกัน

สำหรับการโฆษณา หรือแผนการตลาดในช่วงวิกฤติ ไวรัสโคโรน่า นั้นเหมาะกับการสร้าง Awareness และการเก็บ Lead จากคนที่สนใจในสินค้า หรือบริการ ถึงแม้จะไม่ตัดสินใจซื้อตอนนี้ก็ตาม แต่สิ่งที่ต้องทำคือการเก็บข้อมูลของคนเหล่านี้ไว้ใน Conversion Funnel ของเรา และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแบรนด์ กับลูกค้า

ซึ่งการทำตลาดในสถานการณ์ COVID-19 แนะนำให้โฟกัสไปที่ Existing Customer หรือลูกค้าเก่านั่นเอง เพราะหากเรามีแคมเปญใหม่ เช่นส่งฟรีถึงบ้าน หรือออก Product Line ใหม่ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า โอกาสในการขายก็จะสูงขึ้น และเป็นการประหยัดงบการตลาดไปในตัวด้วย

แต่หากธุรกิจไหนที่มีอัตราการซื้อซ้ำต่ำ หรือใช้เวลานานกว่าจะซื้อซ้ำ ก็จำเป็นต้องเน้นในเรื่องของการเก็บ Lead หรือลูกค้าที่ติดต่อเข้ามาใหม่ และหากเราพบว่าลูกค้าสนใจ แต่ยังไม่พร้อมซื้อ ให้เก็บข้อมูลลูกค้าไว้เพื่อทำการติดต่อสม่ำเสมอ หรือจะทำ Remarketing เพื่อไม่ให้ลูกค้าลืมก็ได้เช่นกัน

ทีนี้แบรนด์ไหนที่มีเว็บไซต์ และได้เก็บข้อมูลลูกค้าเอาไว้อย่างต่อเนื่องก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤติ ไม่ว่าจะเป็นบน LINE OA หรือ ข้อมูลผู้ที่เคยเข้าชมเว็บไซต์ที่เก็บไว้ในรูปแบบ Audience List ก็จะเริ่มเห็นความได้เปรียบ และโอกาสขึ้นมาทันที เพราะแบรนด์ไหนที่ไม่เคยเก็บข้อมูลเหล่านี้อย่างเป็นระบบก่อนเลยก็จะยากที่จะทำการสื่อสารไปยังลูกค้าเก่า หรือผู้ที่เคยติดต่อเข้ามาสอบถามก่อนหน้านี้ได้เลย

ผลกระทบต่อ Traffic จาก SEO ในช่วงวิกฤต COVID-19

หากใครติดตามบทความของ Pacy Media หรือได้พูดคุยกับทีมงานของเรา ทุกคนน่าจะทราบดีว่าการทำ SEO นั้นต้องใช้เวลา และต้องใจเย็นๆ ในการที่เว็บไซต์จะเริ่มติดหน้าแรก Google ซึ่งจะช้า หรือเร็ว ก็ขึ้นอยู่กับการแข่งกันใน Keyword นั้นๆ

ในช่วงการ รับมือ COVID-19 หลายธุรกิจอาจจะเริ่มลดงบสำหรับการโฆษณา ซึ่งจะกระทบกับจำนวน Traffic ที่เข้าเว็บไซต์อย่างทันที แต่หากธุรกิจไหนทำ SEO มาอย่างต่อเนื่อง และเริ่มมี Keyword ที่ติดหน้าแรกแล้ว ก็จะเห็นได้ว่ายังพอมีคนเข้าเว็บไซต์มาอยู่เรื่อยๆ

ธุรกิจ รับมือ Coronavirus เว็บไซต์
Website Traffic จาก SEO

กราฟด้านบนเป็น Traffic ที่เข้าเว็บไซต์จาก SEO ของธุรกิจความงาม จะเห็นได้ว่าหากธุรกิจนี้ลดงบโฆษณาลง แต่ยังคงทำ SEO อยู่อย่างต่อเนื่อง ก็จะยังสามารถรักษาจำนวน Traffic ได้อยู่บ้าง ถึงแม้อาจจะลดลงตามสถานการณ์ แต่หากธุรกิจไหนที่พึ่ง Traffic จากโฆษณา อย่างเดียว กราฟก็จะดรอปลงเป็น 0 Users ทันที

ซึ่งการทำ SEO ถือเป็นการหวังผลในระยะยาว ควรทำอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมตัวเมื่อสถานการณ์มีแนวโน้มที่ดีขึ้น และตลาดจะกลับมาเป็นเช่นเดิม

ธุรกิจ รับมือ covid19
อัตราการเพิ่ม และลดของ SEO Traffic จากผลกระทบของ COVID-19

จากข้อมูลของ Neil Patel จะเห็นได้ว่า Traffic ที่มาจาก SEO ของหลายธุรกิจดรอปลง แต่ในบางธุรกิจก็เพิ่มขึ้น โดยการดรอปลงนั้นไม่ได้หมายความว่าจะไม่มี Traffic เข้าเว็บไซต์เลย เพียงแต่จำนวนอาจน้อยลงเท่านั้น สังเกตว่าไม่มีธุรกิจไหนเลยที่ Traffic จาก SEO ดรอปลงเกิน 50%

ผู้คนยังคงค้นหา แม้แต่ธุรกิจท่องเที่ยวก็ยังมีคนค้นหาอยู่ หมายความว่า ถึงแม้คนจะไม่เที่ยวในช่วงนี้ แต่ทุกคนก็รู้ว่าสถานการณ์นี้จะต้องจบลง ไม่ช้าก็เร็ว ถึงจะยังไม่ตัดสินใจซื้อตอนนี้ แต่การสร้าง Awareness ในช่วงนี้ และการเก็บ Lead ของคนที่สนใจในสินค้า หรือบริการก็ถือเป็นเรื่องสำคัญมากเช่นกัน

เราจะสู้กับ COVID-19 และผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน

#ทุกธุรกิจต้องรอด หากใครมีข้อสงสัย หรืออยากขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ ติดต่อเราได้ที่ LINE: @pacymedia หรือ support@pacymedia.com

ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่ใช่อย่างถูกวิธี พร้อมเปลี่ยนเป็นยอดขาย

กลุ่มเป้าหมาย ธุรกิจ การทำหนดกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

ในโลกของการตลาดออนไลน์ เป็นที่ทราบกันดีว่า “เว็บไซต์” เปรียบเสมือนหน้าต่างบานแรก และบานหลัก ที่เปิดให้ กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เข้ามาทำความรู้จักกับแบรนด์ผ่านช่องทางออนไลน์ หรือถ้าจะเปรียบเทียบกับธุรกิจออฟไลน์ เว็บไซต์ก็เหมือนหน้าร้านนั่นเอง ซึ่งหน้าร้านค้าที่ดี ต้องนำเสนอถึงจุดเด่นของธุรกิจ ดูน่าเชื่อถือ ตอบโจทย์ กลุ่มเป้าหมาย ที่เข้ามาเยี่ยมชม เพื่อให้เกิดการซื้อขาย หรืออย่างน้อยก็เกิดความสนใจ เพื่อที่จะนำไปพิจารณา และตัดสินใจซื้อต่อในอนาคต การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย จึงเป็นหัวใจสำคัญต่อธุรกิจ

สำหรับธุรกิจออนไลน์ การทำความเข้าใจใน กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ถือเป็นสิ่งสำคัญมากเช่นกัน ไม่ว่าจะนำมาใช้ในการตั้งกลยุทธ์การตลาด วางแผนการใช้ช่องทางออนไลน์ โฆษณาออนไลน์ และการวัดผลที่ถูกต้อง แต่ยังมีหลายธุรกิจที่ยังมีปัญหาเรื่อง การกำหนด กลุ่มเป้าหมาย

ปัญหาเรื่อง การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย ของธุรกิจ

หลายธุรกิจที่ทำการตลาดออนไลน์ มักพบปัญหาคือ มี Traffic เข้าเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ จากการทำโฆษณาในรูปแบบต่างๆ แต่กลับไม่มี Conversion หรือการติดต่อเข้ามา

เหตุการณ์เช่นนี้อาจมาจากหลายปัจจัย แต่ปัจจัยสำคัญส่วนใหญ่จะมาจากการไม่เข้าใจกลุ่มเป้าหมาย เป็นสัญญาณให้ธุรกิจ กลับมาทบทวนเกี่ยวกับเรื่องของกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้นว่า

“ใครคือกลุ่มเป้าหมายจริงๆ ของธุรกิจ หลายธุรกิจมักตอบว่า “ทุกคน” ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ แต่สำหรับการทำการตลาด เราไม่สามารถสื่อสารกับทุกคนได้ ด้วย Key Message เดียวกัน ดังนั้นเราควรกำหนด “กลุ่มเป้าหมายหลัก” และเข้าใจความต้องการของกลุ่มเป้าหมายนั้นให้ลึกขึ้น”

เมื่อเรารู้จักกลุ่มเป้าหมายของเราดีแล้ว ต่อไปก็ต้องมาดูว่ากลยุทธ์ในการเข้าถึง หรือในการสื่อสารที่เราใช้อยู่นั้น มันเหมาะกับ กลุ่มเป้าหมาย แบบนี้แล้วหรือยัง

เพราะเมื่อ กำหนดกลุ่มเป้าหมายผิดตั้งแต่เริ่มต้น อาจส่งผลกระทบต่อการวางแผน และการดำเนินการในกลยุทธ์ต่อๆ ไปไม่มีประสิทธิภาพเท่าทีควร

ข้อผิดพลาดจากการไม่เข้าใจ กลุ่มเป้าหมาย และแนวทางแก้ปัญหา

1. ดึงดูด กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ผิดกลุ่ม

หาก Traffic เข้า Website มาจากคนที่ไม่ใช่ นอกจากจะไม่ใช่ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายแล้ว ยังต้องเสียต้นทุนใ นการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มดังกล่าวด้วย โดยเฉพาะหากทำโฆษณา Google AdWords เนื่องจากเป็นระบบโฆษณา PPC (Pay Per Click) หมายถึงทุกการคลิกจะมี Cost Per Click ที่เราต้องเสีย นั่นเท่ากับว่าต้องเสียค่าคลิกเพื่อแลกกับ Traffic ที่ไม่มีมูลค่าทางธุรกิจ

ตัวอย่างเช่น หากธุรกิจของคุณคือรับเหมาก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ เช่น บริษัท หรือโรงงาน แต่ใน Search Term Report (Seach Term คือคำที่มีคนใช้ในการค้นหาจริงๆ และเจอโฆษณาของเรา ซึ่งระดับความครอบคลุม กว้าง/แคบ มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับประเภทการใช้ Keyword ในระบบโฆษณา) แสดงผลคำว่า “รับเหมาต่อเติมบ้าน” เท่ากับว่าคนที่ค้นหาคำเหล่านี้ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย และอาจทำให้คุณเสียงบโฆษณาไปกับคนกลุ่มนี้ ดังนั้น หาก Traffic ที่เข้ามายังเว็บไซต์ ส่วนใหญ่มาจากคำนี้ ย่อมไม่เกิด Conversion หรือการติดต่อเข้ามา เพราะในเว็บไซต์ไม่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการรับต่อเติมบ้านแต่อย่างใด

กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย วิธีการ กำหนดกลุ่มเป้าหมาย Google Ads
เมื่อลงโฆษณา Google Ads ใน Keyword ที่ไม่ได้ตรงกับ กลุ่มเป้าหมาย ยอดขายก็ไม่มา

ดังนั้น ในกรณีที่ Traffic มาจากการลงโฆษณา Google Ads (Search) ต้องตรวจสอบว่า ผู้ใช้ที่เข้ามา มาจากการค้นหาด้วย Search Term อะไร หากคำที่ใช้ไม่สะท้อนถึง การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย หลักที่คุณต้องการ ให้แจ้งผู้ดูแลระบบโฆษณาให้นำคำเหล่านั้นออก

2. ไม่เข้าใจความแตกต่างของ กลุ่มเป้าหมาย ในแต่ละธุรกิจ

ก่อนอื่นคุณต้องเข้าใจพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย และลักษณะธุรกิจว่าเป็นสินค้าที่ใช้ระยะเวลาในการตัดสินใจซื้อมากน้อยแค่ไหน เป็น High Involvement หรือ Low Involvement Product

High Involvement

สินค้า High Involvement คือสินค้า หรือบริการที่ลูกค้าจำเป็นต้องใช้เวลาในการตัดสินใจ และมีส่วนร่วมกับแบรนด์มากในระดับหนึ่ง เช่น บ้าน รถยนต์ เครื่องเพชร หรือคอมพิวเตอร์ จึงทำให้ผู้บริโภคไม่ได้ตัดสินใจซื้อเพียงเพราะเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ในครั้งแรก ลูกค้าจะค่อยๆ ศึกษาจนมั่นใจในตัวแบรนด์

  • การทำ Remarketing เป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นสินค้าที่ต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณา การยิงโฆษณาซ้ำไปยังกลุ่มเป้าหมาย จะช่วยเน้นย้ำให้ กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ไม่ลืมเรา และกลับเข้ามายังเว็บไซต์อีกครั้ง
  • ไม่ควรโฟกัสที่จำนวนคลิกอย่างเดียว หรือคิดว่าทำไมลงโฆษณา Google AdWords (Search) ไป 7-14 วันแล้วกลับไม่มีคนติดต่อเข้ามา แต่ควรให้ความสำคัญกับปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น ระยะเวลาที่ กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย อยู่บนหน้าเว็บไซต์ หรือ การคลิกไปยังหน้าต่างๆ บนหน้าเว็บไซต์ เพื่อวัดผลในด้านเนื้อหา หรือความน่าสนใจของเว็บไซต์แทน
  • กลยุทธ์บนหน้าเว็บไซต์ ควรปรับให้สอดคล้องกันด้วย เช่น ปุ่ม Call-To-Action อาจเป็นการคลิกดาวน์โหลดโบรชัวร์รถยนต์ หรือตารางการผ่อนชำระ มากกว่าปุ่ม Add to cart
  • ควรมี Lead Form และเน้นวัดผลเรื่อง Lead Generation
  • แนะนำให้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Conversion Funnel หรือ Sale Funnel เพื่อเป็นประโยชน์ในการวางแผนอย่างเป็นขั้นตอน

Low Involvement

สินค้า Low Involvement เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งใช้เวลาในการตัดสินใจไม่นาน

  • การสื่อสารบนหน้าเว็บไซต์ควรใช้คำพูดที่เข้าใจง่าย สามารถคลิกกระทำ Action เพื่อสั่งซื้อได้ง่ายไม่ซับซ้อน
  • Google Analytics สามารถ Track พฤติกรรมในแต่ละขั้นตอน เพื่อวัด Bounce Rate และประเมินว่าผู้ใช้ติดปัญหาในหน้าไหนของเว็บไซต์ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการพัฒนาเว็บไซต์ให้ตอบโจทย์ และเพิ่มอัตรา Conversion ได้

3. ไม่มีกลยุทธ์ที่เหมาะสมในการเข้าถึง กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

สินค้า หรือบริการแต่ละอย่าง จะมีกลยุทธ์ในการเขาถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกัน เช่น สินค้าบางอย่างลูกค้าจะเข้ามาค้นหาที่ Google เวลาต้องการเลยทันที เช่น หาสถานที่เช่างานสัมมนา บริการจัดเลี้ยง หรือ หาบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ตกแต่งภายใน เป็นต้น จากนั้นก็จะเริ่มหาข้อมูล ติดต่อสอบถาม และตัดสินใจ

ในขณะเดียวกัน บางสินค้าจำเป็นต้องสร้างความต้องการให้ลูกค้า เพราะลูกค้าส่วนใหญ่จะไม่วางแผนก่อนที่จะซื้อ เช่น เสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องแต่งกาย หรือของใช้ทั่วๆ ไป ดังนั้นทางแบรนด์อาจต้องไปเข้าถึงลูกค้าผ่าน Social Media แทน เพื่อสร้าง Demand กระตุ้นความต้องการอย่างต่อเนื่อง จนลูกค้าเกิดการอยากได้ เละซื้อในที่สุด

4. เว็บไซต์ยังไม่โดนใจ กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

หลังจากที่วางแผนเรื่องการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ใช่ให้เข้ามายังเว็บไซต์แล้ว เว็บไซต์จะเป็นอีกส่วนสำคัญที่จะผลักดันให้เกิดยอดขาย หรือเกิด Lead ได้ ทั้งนี้ โดยทั่วไป คนที่เข้ามายัง Google เพื่อค้นหาสินค้า และบริการ มักมีพฤติกรรมในการคลิกเปิดเว็บไซต์อย่างน้อย 4-5 เว็บไซต์ เพื่อทำการเปรียบเทียบกันเสมอ ดังนั้น หากเว็บไซต์ของคุณไม่โดนใจในทันทีที่เห็น หรือดูไม่เป็นมืออาชีพเท่าเว็บไซต์ของคู่แข่ง อาจถูกตัดทิ้งจากการพิจารณาได้เลย

ทั้งนี้ การจะทำให้เว็บไซต์โดนใจกลุ่มเป้าหมาย ใช้เวลาบนหน้าเว็บไซต์ของเรานานขึ้น และทำ Action เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายทางธุรกิจที่เราต้องการแล้ว ควรให้ความสำคัญการเรื่องการจัด Layout ของหน้าเว็บไซต์ ให้เข้าใจง่าย สามารถค้นหาสินค้าได้ตามต้องการ รวมถึงใช้ระยะเวลาในการโหลดไม่นาน นอกจากนี้ เนื้อหาบนเว็บไซต์เอง ก็ควรจะสอดคล้องกับความต้องการของ กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และมีข้อเสนอ (Offer) ที่จูงใจให้กระทำ Action ทันที ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของ Offer คือการให้ในที่ตรงกับสิ่งที่ กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ใช้ในการตัดสินใจ และกำหนดระยะเวลา หรือจำนวนที่จำกัด เพื่อสร้าง Sense of Emergency ให้ทำการติดต่อทันที

ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจประเภทเช่าชุดแต่งงาน สิ่งที่ กลุ่มเป้าหมาย ให้ความสำคัญคือการได้ทดลองสวมใส่จริง ดังนั้น หากเว็บไซต์หนึ่งมีการให้คลิกรับข้อเสนอทดลองใส่ฟรี 2 ชุด ไม่มีค่าลอง เฉพาะ 30 ท่านแรก (ในขณะที่เว็บไซต์อื่นๆ ไม่มีข้อเสนอดังกล่าว) ย่อมเป็นการกระตุ้นให้เกิดการคลิกลงทะเบียน และดึงดูดให้ลูกค้าเข้าไปติดต่อที่ร้านได้มากกว่า หรือหากเป็นธุรกิจบริการ อาจเสนอในลักษณะ การให้คำปรึกษาฟรี หรือฟรีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เป็นต้น 

หยุดใช้กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่ไม่ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย

กลุ่มเป้าหมาย และการเลือกช่องทางในการทำการตลาดเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการวางกลยุทธ์ และการวางแผนด้าน Key Message สำหรับการสื่อสาร ขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ ได้ที่ LINE: @pacymedia หรือ support@pacymedia.com 

เทรนด์คำค้นหายอดฮิตบน Google ในช่วงสงกรานต์ ที่ผู้ประกอบการต้องรู้

โฆษณา-Google-ปรึกษา-คำค้นหา-สงกรานต์

เทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงวันหยุดยาวที่มีเงินสะพัดสูง มูลกว่ารวมแล้วกว่า 24,140 ล้านบาท เฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ 5,600 บาท ซึ่งมูลค่าของการใช้จ่ายส่วนใหญ่จะไปลงที่ ปาร์ตี้สังสรรค์ 38%, ท่องเที่ยว 26%, ช้อปปิ้ง 19%, ทำบุญ 8% และ อื่นๆ อีก 9%

หลายๆ สินค้ามีการค้นหาสูงมากบน Google ในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อลายดอก ปืนฉีดน้ำ ครีมกันแดด ตั๋วเครื่องบิน การทำอาหาร และสินค้าอื่นๆ ที่มีคุณสมบัติกันน้ำ เช่น ซองใส่มือถือกันน้ำ และรองพื้นกันน้ำ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะกินเวลาทั้งหมด 3 เดือน (มีนาคมถึงพฤษภาคม)

ในช่วงเวลานี้ถือเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้อง เพราะนอกจากจะได้ลูกค้าชาวไทยแล้ว ยังมีโอกาสที่จะได้ลูกค้าชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว หรือผู้ที่เข้ามาทำงานในไทย (Expat)

ทีนี้ลองมาดูกันดีกว่าว่ามี Keyword อะไรบ้างที่มีการค้นหาสูงในช่วงนี้ โดยทางเราจะขอแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ก่อนสงกรานต์ และหลังสงกรานต์

ก่อนสงกรานต์

“เตรียมความพร้อมก่อนสงกรานต์”


สงกรานต์ขายอะไรดี-โฆษณา-Google-1

แน่นอนว่าสงกรานต์คนก็ต้องค้นหา “เสื้อลายดอก” “ปืนฉีดน้ำ” “ซองกันน้ำ” อยู่แล้ว แต่มีสินค้าอีกบางชนิดที่มีความต้องการสูงในช่วงนี้เช่นกัน

สินค้าความงาม

หากพูดถึงการออกไปเล่นน้ำสงกรานต์ สาวๆ ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อให้สวยแม้จะโดนสาดน้ำ ดังนั้น จำนวนการค้นหาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเครื่องสําอางกันน้ำ ไม่ว่าจะเป็น อายไลเนอร์กันน้ำ รองพื้นกันน้ำ ครีมดันแดดกันน้ำ ก็จะอยู่ในระดับที่สูง

นอกจากนี้สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการย้อมผม การทำสีผม ก็มีการค้นหาสูงในช่วงก่อนสงกรานต์เช่นกัน 

สินค้า/บริการเกี่ยวกับการท่องเที่ยว

เนื่องจากเป็นวันหยุดยาว สินค้าและบริการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวก็มีการค้นหาสูงเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ตั๋วเครื่องบิน (ทั้งในและต่างประเทศ) ที่พัก (ทั้งในและต่างประเทศ) รวมไปถึงประกันการเดินทาง และซิมการ์ด ซึ่งหากพูดถึง Top Destination ในประเภทก็จะหนีไม่พ้น กรุงเทพฯ หัวหิน ภูเก็ต อุดรธานี และสุราษธานี

หลังสงกรานต์

“ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจหลังสงกรานต์”


สินค้าความงาม

นอกจากจะมีการค้นหาสูงในหมวดหมู่นี้ช่วงก่อนสงกรานต์ สินค้าและบริการความงามก็ยังคงเป็นที่ต้องการหลังสงกรานต์เพื่อฟื้นฟูสภาพผิว Keyword ที่มีการค้นหาสูงจะเป็นสินค้าประเภท “ครีม” โดยเฉพาะครีมผิวขาว รวมไปถึงบริการบำรุงผิวหน้าต่างๆ เช่น รักษาฝ้า รักษาสิว และเลเซอร์

ใครที่ให้บริการความงามเต็มรูปแบบ สามารถกระตุ้นยอดขายได้มากมายทั้งช่วงก่อนสงกรานต์และหลังสงกรานต์หากทำการตลาดได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย

บริการทางการเงิน บัตรเครดิต และสินเชื่อ

เนื่องจากการจับจ่ายใช้สอยที่สูงในช่วงสงกรานต์ ประกอบกับเดือนพฤษภาคมเป็นช่วงเวลาเปิดภาคเรียนใหม่ ทำให้แนวโน้มการการค้นหาที่เกี่ยวข้องกับบัตรเดรดิต สินเชื่อ อยู่ในระดับสูง ดังนั้น เดือนเมษายน-พฤษภาคม จึงเป็นโอกาส สำหรับสถาบันการเงินในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า และเสนอบริการที่เหมาะสม

การเริ่มแคมเปญสงกรานต์

หากใครต้องการเริ่มแคมเปญการตลาดช่วงนี้ โดยเฉพาะโฆษณา Google เราอยากให้ลองคิดถึง 3 ข้อนี้​ (3C) ในการออกแบบแคมเปญการตลาดและโฆษณาออนไลน์

  1. Customer: เลือกกลุ่มลูกค้าที่ใช้ เพื่อเลือกช่องทางในการทำการตลาดที่ถูกต้อง เช่น Google Search, YouTube, GDN หรือ Remarketing
  2. Creative: สร้างสร้างสรรค์รูปแบบแคมเปญ คอนเทนต์ และคำโฆษณาที่ดึงดูดความสนใจ ตรงกับความต้องการลูกค้า 
  3. Coverage: ครอบคลุมทุกความต้องการ เช่น หากลงโฆษณา Google ก็ต้องลองเลือก Keyword ให้เหมาะสม และให้ตรงกับทุกความต้องการของลูกค้า รวมถึงควรปรับงบประมาณในการลงโฆษณาเพื่อให้มั่นใจว่าโฆษณาจะสามารถแสดงได้ตลอดทั้งวัน ไม่พลาดโอกาสในการแสดงบน Google เมื่อมีคนค้นหา

NEXT STEP

แบรนด์ใดต้องการทำการตลาดบน Google ช่วงสงกรานต์สามารถให้เราช่วยวางแผนล่วงหน้าได้ ติดต่อเรา เพื่อรับการประเมินแคมเปญก่อนเริ่มต้น หรือเรียนรู้ เกี่ยวกับเรา และ บริการของเรา เพิ่มเติม

#MakeTime – สงสัยไหมว่าทำไมคุณไม่มีเวลาพัฒนาธุรกิจให้โต

การบริหารเวลา จัดการเวลา แบ่งเวลา ธุรกิจ

ถ้าคุณกำลังทำธุรกิจอยู่ โดยเฉพาะ SME คุณแทบจะต้องทำทุกอย่างในบริษัท ตั้งแต่ดูเรื่องสินค้า วัตถุดิบ การผลิต บริหารเรื่องคน การตลาด บัญชี ไปจนถึงการขาย ซึ่งการทำทุกอย่างก็เป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้เจ้าของธุรกิจได้เรียนรู้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าคนเราไม่ได้เก่งและถนัดไปซะทุกเรื่อง เมื่อเวลาผ่านไป มันจะทำให้เราเหนื่อยเกินตัว ส่งผลให้งานออกมาไม่มีประสิทธิภาพ

การบริการเวลาจึงเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าคุณมัวแต่ใช้เวลาไปกับกิจกรรมไม่มีประโยชน์ หรือกิจกรรมที่คุณไม่ได้เชี่ยวชาญจริงๆ จะทำให้คุณเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์กับสิ่งที่ไม่ได้เพิ่มคุณค่าให้กับธุรกิจเลย

ทีนี้มาลองแบ่งกิจกรรมในแต่ละวันตามความสำคัญของงานดูดีกว่า..

  1. Investment Activities (งานเกรด A) คืองานที่หากเราทุ่มเวลากับมัน ใส่ใจในคุณภาพ ธุรกิจจะสามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด หรือผลลัพธ์จะออกมาเป็นกราฟ Exponential Growth
    • เช่น การวางกลยุทธ์องค์กร การวางแผนการเจาะตลาด
    • ควรใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่กับงานแบบนี้ ปิดมือถือ เลิกแชท ใช้สมาธิกับมันให้มากที่สุด
  2. Neutral Activities (งานเกรด B) คืองานที่จำเป็นต้องทำเพื่อให้ธุรกิจเดินต่อไปได้ แต่ใช้เวลานานกับงานประเภทนี้ไม่ทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด
    • เช่น การเข้าประชุม การลงข้อมูลประจำวัน
    • จำเป็นต้องทำ ไม่ควรใช้เวลาเยอะจนเกินไป
  3. Optimize Activities (งานเกรด C) คืองานที่นอกจากจะใช้เวลามากๆ ก็ไม่ทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดดแล้ว ยังทำให้เสียเวลาไปกับการทำอย่างอื่นที่จะสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจอีกด้วย
    • เช่น งานเดินเอกสารต่างๆ
    • ทำให้เร็วที่สุด อย่างเสียเวลากับงานแบบนี้มาก

เริ่มเห็นภาพหรือยังครับ.. หน้าที่ของเจ้าของธุรกิจคือการใช้เวลากับ งานเกรด A ให้มากขึ้น และบริหารเวลาสำหรับ งานเกรด B ไม่ให้ใช้เวลาจนมากเกินไป ส่วนงานเกรด C ทำให้เร็วที่สุด ถ้าหากคนทำแทนได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ

สำหรับงานเกรด A และ B ใช่ว่าเจ้าของธุรกิจควรจะลุยเองทั้งหมด มันก็ยังมีงานบางประเภทที่จำเป็นต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น การจัดหาพนักงาน งานด้านบัญชี งานด้านโฆษณาและการตลาด หากคุณรู้ว่างานนั้นเป็นงานที่ตัวเองไม่ถนัด ให้หาผู้ที่เชี่ยวชาญ หรือบริษัทที่มีประสบการณ์เข้ามาดูแลทันที โดยเอาเวลาที่เหลือมาคิดกลยุทธ์ วิเคราะห์ตลาดและคู่แข่ง วางแผนในการแข่งขัน แล้วโยนโจทย์ไปให้ทีมอื่นทำจะดีกว่า คุณมีหน้าที่วัดผล และ Action Plan ในขั้นตอนต่อๆ ไป แบบนี้จะเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจได้ดีมาก

เริ่มปรับใช้ในการทำงาน

เมื่อไปเริ่มทำงานในแต่ละวัน ลิสต์สิ่งที่ต้องทำออกมาเลย แล้วใส่ A, B, C กำกับไว้ข้างหน้างานแต่ละอย่าง  แล้วค่อยมาลองดูว่าคุณจะให้เวลากับงานนั้นๆ ขนาดไหน โดยจำนวนเวลาที่ให้ก็ควรจะเป็น A > B > C เช่น A  4 ชม. B 3 ชม. และ C 1 ชม. หากทำไปสักระยะคุณเห็นว่ามีงาน B หรือ C  ที่ยังใช้เวลามากเกินไป ให้รีบถามตัวเองเลยว่า ใช้เวลากับมันมากแล้วได้อะไรกลับมา? คุ้มไหม? เกิดประโยชน์ไหม? หากคำตอบคือ “ไม่” ให้ลองแก้ไขทันที เพราะคุณอาจกำลังเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรเลยก็ได้

ลองทำแบบนี้ทุกเช้า แล้วคุณจะเห็นเลยว่าตอนนี้คุณบริหารเวลาตัวเองดีแค่ไหน จากนั้นค่อยๆ ปรับให้เวลาส่วนใหญ่ไปลงกับงานเกรด A และ B แล้วธุรกิจจะไปได้ไกล

NEXT STEP

หากคุณเป็นผู้ประกอบการ ผ่านการตลาด  หรือเจ้าของแบรนด์ ที่กำลังมีปัญหาเรื่องการทำการตลาดและโฆษณาออนไลน์ ต้องการมีทีมงานเข้ามาช่วยดูแล ให้คำปรึกษา ติดต่อเรา เพื่อหาคำตอบว่าเราสามารถช่วยคุณได้อย่างไร หรือเรียนรู้ เกี่ยวกับเรา และ บริการของเรา เพิ่มเติม

10 ข้อ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ 2560 ที่เจ้าของร้านค้าออนไลน์ “ต้องรู้”

พรบ คอมพิวเตอร์ ล่าสุด

ที่ผ่านมาเจอเจ้าของร้านออนไลน์มีปัญหา โดนบล็อก โดนแบน ทั้ง Instagram และ Facebook จำนวนมาก เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้เจอปัญหานี้มากจากการที่นำเนื้อหาเพลง รูปภาพ สินค้า ท่ีมีสิขสิทธิ์มาใช้โดยไม่ได้รับการยินยอมให้ใช้โดยถูกลิขสิทธิ์ หรือที่เจอบ่อยคือทำตัวเหมือน Spam เช่น ไลค์ถี่ อัพโหลดรูปถี่

ซึ่งตอนนี้ก็ได้มี พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ฉบับใหม่ที่ได้บังคับใช้แล้วในปี 2560 นี้ เนื้อหาหลักๆ ก็เพื่อป้องกันการกระทำที่เป็น Spam รบกวนผู้อื่น และโพสต์เกี่ยวกับเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย.. 10 ข้อที่ควรรู้เกี่ยวกับ พ.ร.บ. นี้มีอะไรบ้าง และถ้าฝ่าฝืน โทษจะเป็นอย่างไร มาลองดูกัน

1). ฝากร้าน Facebook และ Instagram ปรับ 200,000 บาท

เนื่องจากถือว่าเป็นการกระทำที่เข้าข่าย Spam

2). ส่งอีเมลขายของ ปรับ 200,000 บาท

อันนี้ก็ถือว่าเป็น Spam เหมือนกัน เว้นแต่ว่าลูกค้ายินยอมให้ Email กับคุณ ในขั้นตอนการลงทะเบียน หรือเพื่อ Subscription ซึ่งคุณก็ต้องระบุไว้ด้วยว่า การลงทะเบียนครั้งนี้ ทางร้านจะส่งข้อมูลเพื่ออัพเดทสินค้าและโปรโมชั่นต่างๆ

3).  โพสต์ด่าผู้อื่น ปรับ 200,000 บาท จำคุกไม่เกิน 3 ปี

เป็นกฎหมายทางอาญา หากไม่มีข้อมูลจริง ถูกตัดต่อ ผู้ที่ถูกกล่าวหาสามารถเอาผิดผู้ที่โพสต์ได้

4). ส่ง SMS โฆษณา โดยผู้รับไม่ได้ยินยอม ปรับ 200,000 บาท

เช่นเดียวกันกับการส่งอีเมล การส่งโดยที่ผู้รับไม่ได้ยินยอมก็ถือว่าเป็น Spam

5). ใครเป็นแอดมินเพจ หากเจอลูกเพจมาคอมเมนท์ หรือโพสต์อะไรที่ผิด พ.ร.บ. ให้รีบลบทันที แล้วจะถือว่าพ้นผิด

6). ห้ามละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่น

ทั้งข้อความ เพลง วีดีโอ รูปภาพ อันนี้ต้องระวังให้ดีนะครับ ไม่เพียงแต่จะโดนทาง Facebook บล็อกเท่านั้น ถ้าเจ้าของลิขสิทธิ์มาเจอเข้า โดนฟ้องทีก็แย่เลย

7). ไม่โพสต์สิ่งลามก อนาจาร

สำหรับข้อนี้ เจ้าของร้านชุดว่ายน้ำทั้งหลายระวังไว้ด้วยนะครับ เดิมทีรูปที่วาบหวิวเกินไป ก็จะโดน Facebook ระงับโฆษณา แต่ตอนนี้มี พ.ร.บ. เข้ามาอีก ต้องตรวจสอบให้ดีก่อนโพสต์ครับ

8). กด Like โพสต์ที่มีความผิด คุณก็ผิดด้วยเช่นกัน

ยังกดไลค์ได้ตามปกติ แต่ถ้าคุณเห็นว่าเนื้อหานั้นมีความผิด มีผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ รวมถึงความมั่นคง แล้วยังจงใจที่จะกดไลค์ คุณก็มีสิทธิ์โดนไปด้วย ถือว่ามีเจตนาในเนื้อหานั้นๆ

9). กด Shareโพสต์ที่มีความผิด คุณก็ผิดด้วยเช่นกัน

เพราะการ Share ถือว่าเป็นเผยแพร่ ซึ่งถ้าคุณเผยแพร่เนื้อหาที่ผิดก็จะมีความผิดตามไปด้วย

10). ส่งรูปแชร์ของผู้อื่น ไม่ผิด ถ้าไม่เอาไปหารายได้ต่อ

แชร์รูปเช่น สวัสดี อวยพร ไม่ผิด ตราบใดที่คุณไม่เอามันไปใช้ในเชิงพาณิชย์เพื่อหารายได้

สรุปเนื้อหามาจาก: MGRonline

ลงโฆษณา Google กับ เอเจนซี่โฆษณา Google Partner

ขอใบเสนอราคา รับการวิเคราะห์ Keyword ฟรี

ขอใบเสนอราคา และรับข้อเสนอสำหรับแบรนด์คุณ

ไม่พลาดเรื่องราวที่เป็นประโยชน์Subscribe us!