Backlink คืออะไร ช่วยให้เว็บไซต์ติดหน้า Google ได้อย่างไร

backlink คืออะไร รับทำ backlink หา backlink

เริ่มต้นทำความรู้จัก Backlink กันแบบง่ายๆ เลย.. Backlink คือ การที่เว็บไซต์อื่นใส่ลิงก์มายังเว็บไซต์ของเรา ไม่ว่าจะเป็นลิงก์ในลักษณะการให้เครดิต Reference หรือ Source (เจอเยอะในเว็บไซต์ข่าว หรือบทความ) รวมถึงการที่เราไปใส่ลิงก์ของตัวเองบนเว็บไซต์ต่างๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ประกาศงาน หรือ Social Media ต่างๆ ซึ่ง Backlink ถือว่าเป็นตัวสำคัญในการทำ SEO ในส่วนของ Off-page Optimization ซึ่งเป็นหนึ่งใน 7 ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อ SEO ดังนั้นเราควร หา Backlink คุณภาพ โดยจะลองหาด้วยตัวเอง (ในบทความนี้สอนวิธีการดู Backlink จากเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ) หรือให้บริษัทที่ รับทำ Backlink ช่วยก็ได้ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อเว็บไซต์ในระยะยาว

หากคุณต้องการความหมายสั้นๆ ว่า Backlink คือ อะไร ก็คงได้คำตอบคร่าวๆ ไปแล้ว .. แต่! .. จริงๆ แล้วมันมีรายละเอียดที่มากกว่านั้น ซึ่งเดี๋ยวเราจะมาเล่าให้ฟังในบทความนี้ รวมถึงวิธีการ หา Backlink คุณภาพ

ไม่ต้องกลัวว่าจะเข้าใจยาก เราจะพยามอธิบายง่ายๆ ทีละขั้นตอน และไม่เน้น Technical จนปวดหัว

Backlink คือ วิธีช่วยให้เว็บไซต์ติดหน้า Google ได้จริงเหรอ

ต้องเข้าใจก่อนว่าการที่เว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่งจะติดหน้าแรก Google ได้นั้น Google จะมี Bot ที่มีหน้าที่วิ่งเข้าไปเช็คคุณภาพของทุกเว็บไซต์ ซึ่งเว็บไซต์ไหนที่ Google เห็นว่ามีคุณภาพดี ตรงกับคำค้นหา และมี Backlink คุณภาพ จำนวนมาก Google ก็จะให้คะแนนเว็บไซต์นั้นสูง (เรียกว่าค่า Domain Authority หรือ DA) ซึ่งก็จะทำให้โอกาสที่เว็บไซต์นั้นจะติดหน้าแรก Google สูงขึ้น

DA หรือ Domain Authority คือ คะแนนเต็ม 100 ตัวเลขยิ่งสูงถือว่าเว็บไซต์นั้นมีชื่อเสียง และมีคุณภาพ ซึ่ง Backlink คือ อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญในการช่วยเพิ่ม DA ของเว็บไซต์เรา ทำให้เว็บไซต์ดูมีคุณภาพสูงในสายตาของ Google Bot

แต่ต้องเป็น Backlink ที่มาจากเว็บไซต์ที่มี DA สูง อย่างน้อยๆ ก็ 10-20 ขึ้นไป ถึงจะส่งผลบวกกับ DA ของเว็บไซต์เรา เพราะถ้ามี Backlink มาจากเว็บไซต์ที่คุณภาพไม่ดี Google ก็จะคิดว่าเว็บไซต์ของเราคุณภาพไม่ดีไปด้วย

backlink คือ ตัวอย่าง การทำ backlink
ตัวอย่างการใส่ Backlink บนเว็บไซต์ techsauce.co ในลักษณะการอ้างอิงข้อมูลจาก Havard Business Review

ทีนี้ลองมาดูตัวอย่างการทำงานของ Backlink กัน

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าสมมติว่าบทความนี้ของ Pacy Media มีประโยชน์ โดยได้มีเว็บไซต์อื่นนำไปแชร์ต่อ และใส่ Backlink หรือลิงก์ให้เครดิตกลับมาที่ pacymedia.com ซึ่งถ้าเว็บไซต์นั้นที่นำไปแชร์ เป็นเว็บไซต์ที่มี DA สูง เช่น DA = 80 Google ก็จะเห็นว่าคอนเทนต์ของ Pacy Media นั้นมีคุณภาพ ขนาดเว็บไซต์ดังๆ ยังพูดถึง Pacy Media

หากเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียง หรือ DA สูง ใส่ลิงก์ หรือ Backlink มายังเว็บไซต์ของคุณ Google ก็จะมองว่าเว็บไซต์ของคุณก็มีชื่อเสียงเช่นกัน ยิ่งมีเยอะๆ DA ของคุณก็จะมีโอกาสที่จะสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นหากคุณใช้บริการ รับทำ Backlink ก็ควรลองสอบถามก่อนว่า Backlink จะมาจากโดเมนที่มี DA เท่าไหร่.. 

การหา Backlink คุณภาพ

Backlink คือ ลิงก์จากเว็บไซต์อื่นยิงมายังเว็บไซต์ของเรา.. แน่นอนว่าเราคงไปบังคับให้แต่ละเว็บไซต์ใส่ Backlink มาที่เว็บไซต์เราไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเองคือการขอแลก Backlink กับเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน และเป็นประโยชน์ซึ่งกันและกัน

โดยการที่เราจะเลือกว่าเว็บไซต์ไหนมีคุณภาพ ก็ต้องกลับมาดูที่ DA.. แล้วจะรู้ DA ของแต่ละเว็บไซต์ได้อย่างไร?

เครื่องมือชื่อ websiteseochecker.com สามารถช่วย หา Backlink คุณภาพ โดยการบอกได้ว่าแต่ละเว็บไซต์มี DA เท่าไหร่

เมื่อเข้าไปที่เว็บไซต์แล้ว จะเจอหน้าต่างตามภาพด้านล่าง ให้พิมพ์ชื่อโดเมน และคลิกยืนยัน I’m not a robot จากนั้นให้กดปุ่ม Check

backlink คือ การ หาก backlink คุณภาพ รับทำ SEO เอเจนซี่ โฆษณา agency
หา Backlink คุณภาพ ด้วยการดูค่า DA

จากนั้นลองเลื่อนลงมาด้านล่าง จะเจอตาราง ซึ่งในกรณีนี้เราได้ลองใส่โดเมน google.com และ facebook.com เพื่อเป็นตัวอย่าง

หา backlink คุณภาพ รับทำ backlink

จะเห็นได้ว่ามีตัวเลขมากมาย แต่เราจะโฟกัสกันที่

  • DA ซึ่งคือ Domain Authority ของแต่ละโดเมน ยิ่งเยอะยิ่งดี
  • TB คือ Total Backlink หรือ Backlink ที่ส่งมายังโดเมนนั้นๆ ทั้งหมด
  • QB คือ Quality Backlink คือจำนวน Backlink ที่มีคุณภาพ ซึ่ง QB% ก็คือ % Backlink ที่มีคุณภาพ เทียบกับ TB

แต่ไม่ใช่ทุก Backlink ที่จะช่วยเพิ่ม DA ให้เว็บไซต์ของคุณ

ขอลงรายละเอียดลึกลงอีกเล็กน้อย.. รู้หรือเปล่าว่าแต่ละลิงก์ หรือ Backlink นั้น ผู้ที่ใส่ลิงก์สามารถกำหนดได้ว่าเขายินดีที่จะให้ Google Bot ให้เครดิตเว็บไซต์ของคุณหรือไม่ จากการที่บอกว่าลิงก์นั้นเป็น DoFollow หรือ NoFollow

  • DoFollow คือการที่คนใส่ลิงก์บอกกับ Google Bot ว่า “กรุณาให้ Benefit กับลิงก์นี้ด้วย” หากเป็นกรณีนี้ เว็บไซต์ของคุณก็จะได้ประโยชน์จาก Backlink นั้น
  • NoFollow คือการที่คนใส่ลิงก์ “ไม่ยินดีที่จะให้ Benefit กับลิงก์นี้” หรือหมายความว่า เขายินดีที่จะให้ผู้อ่านรู้ว่าบทความ หรือข่าวนี้มีต้นตอมาจาก Domain ไหน แต่ไม่ยินดีที่จะให้ Domain นั้นได้ Benefit จากการที่เขาให้ Credit ในรูปแบบ Backlink หรือไม่ให้ประโยชน์ในการทำ SEO นั่นเอง

ซึ่งหากเว็บไซต์ของคุณมี Backlink เยอะ แต่ส่วนใหญ่เป็นลิงก์แบบ NoFollow ก็ถือว่าไม่มีประโยชน์

รู้หรือเปล่า การใส่ลิงก์บน Facebook เป็น NoFollow

Facebook ต้องการที่จะป้องกันไม่ให้เจ้าของเว็บไซต์ หรือบริษัทรับทำ SEO หาประโยชน์จากการแปะลิงก์ในส่วนของ Caption บนโพสต์ เพื่อหวังผลประโยชน์ด้าน SEO ดังนั้น Facebook เลยกำหนดไว้เลยว่าทุกลิงก์ที่แปะอยู่บน Facebook นั้น เป็น NoFollow

เพราะฉนั้นการใส่ลิงก์ในส่วนของ Caption บน Facebook นั้นมีประโยชน์แค่ในการช่วยเพิ่ม Traffic เข้ามายังเว็บไซต์ แต่ไม่ได้มีประโยชน์ในการสร้าง Backlink

แต่! ใช่ว่าเราจะหาประโยชน์ในด้าน SEO จาก Facebook ไม่ได้ ตอนนี้ Google ได้นำผลลัพธ์ด้าน Interation จากการโพต์ลิงก์นั้นๆ บน Facebook เช่น ยอด Share มาประกอบในการพิจารณาคุณภาพของเว็บไซต์นั้นด้วย เช่นหากคุณโพสต์ลิงก์เว็บไซต์ลงบน Facebook และโพสต์นั้นมีจำนวนแชร์ที่สูง เว็บไซต์ของคุณก็จะได้ประโยชน์ด้าน SEO เช่นกัน

การใช้ระบบปั่น Backlink คือ หายนะ

ทิ้งท้ายบทความนี้ด้วยคำแนะนำเกี่ยวกับการปั่น Backlink โดยการใช้ระบบอัตโนมัติ หรือเรียกว่า Spam เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจาก Google จะสามารถตรวจเจอได้แน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว ยิ่งหากสร้างทีละ 1,000+ ลิงก์ Google จะยิ่งตรวจจับได้ง่าย

ดังนั้นหากจะโฟกัสที่ธุรกิจออนไลน์ระยะยาว เราแนะนำให้ทำ Backlink ที่มีคุณภาพ ถึงแม้ราคาจะสูงกว่าเล็กน้อย จะส่งผลดีต่อธุรกิจในระยะยาวแน่นอน

อย่าปล่อยให้คู่แข่งแย่งพื้นที่ SEO บนหน้า Google ไป!

Backlink คือ สิ่งหนึ่งที่สำคัญต่อการทำ SEO ซึ่ง จำเป็นต้องใช้เวลา ธุรกิจใดเริ่มก่อนก็ได้เปรียบ อย่าปล่อยให้คู่แข่งแย่งพื้นที่บนหน้า Google ไป ขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ ได้ที่ LINE: @pacymedia หรือ support@pacymedia.com 

ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่ใช่อย่างถูกวิธี พร้อมเปลี่ยนเป็นยอดขาย

กลุ่มเป้าหมาย ธุรกิจ การทำหนดกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

ในโลกของการตลาดออนไลน์ เป็นที่ทราบกันดีว่า “เว็บไซต์” เปรียบเสมือนหน้าต่างบานแรก และบานหลัก ที่เปิดให้ กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เข้ามาทำความรู้จักกับแบรนด์ผ่านช่องทางออนไลน์ หรือถ้าจะเปรียบเทียบกับธุรกิจออฟไลน์ เว็บไซต์ก็เหมือนหน้าร้านนั่นเอง ซึ่งหน้าร้านค้าที่ดี ต้องนำเสนอถึงจุดเด่นของธุรกิจ ดูน่าเชื่อถือ ตอบโจทย์ กลุ่มเป้าหมาย ที่เข้ามาเยี่ยมชม เพื่อให้เกิดการซื้อขาย หรืออย่างน้อยก็เกิดความสนใจ เพื่อที่จะนำไปพิจารณา และตัดสินใจซื้อต่อในอนาคต การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย จึงเป็นหัวใจสำคัญต่อธุรกิจ

สำหรับธุรกิจออนไลน์ การทำความเข้าใจใน กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ถือเป็นสิ่งสำคัญมากเช่นกัน ไม่ว่าจะนำมาใช้ในการตั้งกลยุทธ์การตลาด วางแผนการใช้ช่องทางออนไลน์ โฆษณาออนไลน์ และการวัดผลที่ถูกต้อง แต่ยังมีหลายธุรกิจที่ยังมีปัญหาเรื่อง การกำหนด กลุ่มเป้าหมาย

ปัญหาเรื่อง การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย ของธุรกิจ

หลายธุรกิจที่ทำการตลาดออนไลน์ มักพบปัญหาคือ มี Traffic เข้าเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ จากการทำโฆษณาในรูปแบบต่างๆ แต่กลับไม่มี Conversion หรือการติดต่อเข้ามา

เหตุการณ์เช่นนี้อาจมาจากหลายปัจจัย แต่ปัจจัยสำคัญส่วนใหญ่จะมาจากการไม่เข้าใจกลุ่มเป้าหมาย เป็นสัญญาณให้ธุรกิจ กลับมาทบทวนเกี่ยวกับเรื่องของกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้นว่า

“ใครคือกลุ่มเป้าหมายจริงๆ ของธุรกิจ หลายธุรกิจมักตอบว่า “ทุกคน” ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ แต่สำหรับการทำการตลาด เราไม่สามารถสื่อสารกับทุกคนได้ ด้วย Key Message เดียวกัน ดังนั้นเราควรกำหนด “กลุ่มเป้าหมายหลัก” และเข้าใจความต้องการของกลุ่มเป้าหมายนั้นให้ลึกขึ้น”

เมื่อเรารู้จักกลุ่มเป้าหมายของเราดีแล้ว ต่อไปก็ต้องมาดูว่ากลยุทธ์ในการเข้าถึง หรือในการสื่อสารที่เราใช้อยู่นั้น มันเหมาะกับ กลุ่มเป้าหมาย แบบนี้แล้วหรือยัง

เพราะเมื่อ กำหนดกลุ่มเป้าหมายผิดตั้งแต่เริ่มต้น อาจส่งผลกระทบต่อการวางแผน และการดำเนินการในกลยุทธ์ต่อๆ ไปไม่มีประสิทธิภาพเท่าทีควร

ข้อผิดพลาดจากการไม่เข้าใจ กลุ่มเป้าหมาย และแนวทางแก้ปัญหา

1. ดึงดูด กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ผิดกลุ่ม

หาก Traffic เข้า Website มาจากคนที่ไม่ใช่ นอกจากจะไม่ใช่ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายแล้ว ยังต้องเสียต้นทุนใ นการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มดังกล่าวด้วย โดยเฉพาะหากทำโฆษณา Google AdWords เนื่องจากเป็นระบบโฆษณา PPC (Pay Per Click) หมายถึงทุกการคลิกจะมี Cost Per Click ที่เราต้องเสีย นั่นเท่ากับว่าต้องเสียค่าคลิกเพื่อแลกกับ Traffic ที่ไม่มีมูลค่าทางธุรกิจ

ตัวอย่างเช่น หากธุรกิจของคุณคือรับเหมาก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ เช่น บริษัท หรือโรงงาน แต่ใน Search Term Report (Seach Term คือคำที่มีคนใช้ในการค้นหาจริงๆ และเจอโฆษณาของเรา ซึ่งระดับความครอบคลุม กว้าง/แคบ มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับประเภทการใช้ Keyword ในระบบโฆษณา) แสดงผลคำว่า “รับเหมาต่อเติมบ้าน” เท่ากับว่าคนที่ค้นหาคำเหล่านี้ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย และอาจทำให้คุณเสียงบโฆษณาไปกับคนกลุ่มนี้ ดังนั้น หาก Traffic ที่เข้ามายังเว็บไซต์ ส่วนใหญ่มาจากคำนี้ ย่อมไม่เกิด Conversion หรือการติดต่อเข้ามา เพราะในเว็บไซต์ไม่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการรับต่อเติมบ้านแต่อย่างใด

กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย วิธีการ กำหนดกลุ่มเป้าหมาย Google Ads
เมื่อลงโฆษณา Google Ads ใน Keyword ที่ไม่ได้ตรงกับ กลุ่มเป้าหมาย ยอดขายก็ไม่มา

ดังนั้น ในกรณีที่ Traffic มาจากการลงโฆษณา Google Ads (Search) ต้องตรวจสอบว่า ผู้ใช้ที่เข้ามา มาจากการค้นหาด้วย Search Term อะไร หากคำที่ใช้ไม่สะท้อนถึง การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย หลักที่คุณต้องการ ให้แจ้งผู้ดูแลระบบโฆษณาให้นำคำเหล่านั้นออก

2. ไม่เข้าใจความแตกต่างของ กลุ่มเป้าหมาย ในแต่ละธุรกิจ

ก่อนอื่นคุณต้องเข้าใจพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย และลักษณะธุรกิจว่าเป็นสินค้าที่ใช้ระยะเวลาในการตัดสินใจซื้อมากน้อยแค่ไหน เป็น High Involvement หรือ Low Involvement Product

High Involvement

สินค้า High Involvement คือสินค้า หรือบริการที่ลูกค้าจำเป็นต้องใช้เวลาในการตัดสินใจ และมีส่วนร่วมกับแบรนด์มากในระดับหนึ่ง เช่น บ้าน รถยนต์ เครื่องเพชร หรือคอมพิวเตอร์ จึงทำให้ผู้บริโภคไม่ได้ตัดสินใจซื้อเพียงเพราะเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ในครั้งแรก ลูกค้าจะค่อยๆ ศึกษาจนมั่นใจในตัวแบรนด์

  • การทำ Remarketing เป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นสินค้าที่ต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณา การยิงโฆษณาซ้ำไปยังกลุ่มเป้าหมาย จะช่วยเน้นย้ำให้ กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ไม่ลืมเรา และกลับเข้ามายังเว็บไซต์อีกครั้ง
  • ไม่ควรโฟกัสที่จำนวนคลิกอย่างเดียว หรือคิดว่าทำไมลงโฆษณา Google AdWords (Search) ไป 7-14 วันแล้วกลับไม่มีคนติดต่อเข้ามา แต่ควรให้ความสำคัญกับปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น ระยะเวลาที่ กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย อยู่บนหน้าเว็บไซต์ หรือ การคลิกไปยังหน้าต่างๆ บนหน้าเว็บไซต์ เพื่อวัดผลในด้านเนื้อหา หรือความน่าสนใจของเว็บไซต์แทน
  • กลยุทธ์บนหน้าเว็บไซต์ ควรปรับให้สอดคล้องกันด้วย เช่น ปุ่ม Call-To-Action อาจเป็นการคลิกดาวน์โหลดโบรชัวร์รถยนต์ หรือตารางการผ่อนชำระ มากกว่าปุ่ม Add to cart
  • ควรมี Lead Form และเน้นวัดผลเรื่อง Lead Generation
  • แนะนำให้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Conversion Funnel หรือ Sale Funnel เพื่อเป็นประโยชน์ในการวางแผนอย่างเป็นขั้นตอน

Low Involvement

สินค้า Low Involvement เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งใช้เวลาในการตัดสินใจไม่นาน

  • การสื่อสารบนหน้าเว็บไซต์ควรใช้คำพูดที่เข้าใจง่าย สามารถคลิกกระทำ Action เพื่อสั่งซื้อได้ง่ายไม่ซับซ้อน
  • Google Analytics สามารถ Track พฤติกรรมในแต่ละขั้นตอน เพื่อวัด Bounce Rate และประเมินว่าผู้ใช้ติดปัญหาในหน้าไหนของเว็บไซต์ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการพัฒนาเว็บไซต์ให้ตอบโจทย์ และเพิ่มอัตรา Conversion ได้

3. ไม่มีกลยุทธ์ที่เหมาะสมในการเข้าถึง กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

สินค้า หรือบริการแต่ละอย่าง จะมีกลยุทธ์ในการเขาถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกัน เช่น สินค้าบางอย่างลูกค้าจะเข้ามาค้นหาที่ Google เวลาต้องการเลยทันที เช่น หาสถานที่เช่างานสัมมนา บริการจัดเลี้ยง หรือ หาบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ตกแต่งภายใน เป็นต้น จากนั้นก็จะเริ่มหาข้อมูล ติดต่อสอบถาม และตัดสินใจ

ในขณะเดียวกัน บางสินค้าจำเป็นต้องสร้างความต้องการให้ลูกค้า เพราะลูกค้าส่วนใหญ่จะไม่วางแผนก่อนที่จะซื้อ เช่น เสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องแต่งกาย หรือของใช้ทั่วๆ ไป ดังนั้นทางแบรนด์อาจต้องไปเข้าถึงลูกค้าผ่าน Social Media แทน เพื่อสร้าง Demand กระตุ้นความต้องการอย่างต่อเนื่อง จนลูกค้าเกิดการอยากได้ เละซื้อในที่สุด

4. เว็บไซต์ยังไม่โดนใจ กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

หลังจากที่วางแผนเรื่องการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ใช่ให้เข้ามายังเว็บไซต์แล้ว เว็บไซต์จะเป็นอีกส่วนสำคัญที่จะผลักดันให้เกิดยอดขาย หรือเกิด Lead ได้ ทั้งนี้ โดยทั่วไป คนที่เข้ามายัง Google เพื่อค้นหาสินค้า และบริการ มักมีพฤติกรรมในการคลิกเปิดเว็บไซต์อย่างน้อย 4-5 เว็บไซต์ เพื่อทำการเปรียบเทียบกันเสมอ ดังนั้น หากเว็บไซต์ของคุณไม่โดนใจในทันทีที่เห็น หรือดูไม่เป็นมืออาชีพเท่าเว็บไซต์ของคู่แข่ง อาจถูกตัดทิ้งจากการพิจารณาได้เลย

ทั้งนี้ การจะทำให้เว็บไซต์โดนใจกลุ่มเป้าหมาย ใช้เวลาบนหน้าเว็บไซต์ของเรานานขึ้น และทำ Action เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายทางธุรกิจที่เราต้องการแล้ว ควรให้ความสำคัญการเรื่องการจัด Layout ของหน้าเว็บไซต์ ให้เข้าใจง่าย สามารถค้นหาสินค้าได้ตามต้องการ รวมถึงใช้ระยะเวลาในการโหลดไม่นาน นอกจากนี้ เนื้อหาบนเว็บไซต์เอง ก็ควรจะสอดคล้องกับความต้องการของ กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และมีข้อเสนอ (Offer) ที่จูงใจให้กระทำ Action ทันที ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของ Offer คือการให้ในที่ตรงกับสิ่งที่ กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ใช้ในการตัดสินใจ และกำหนดระยะเวลา หรือจำนวนที่จำกัด เพื่อสร้าง Sense of Emergency ให้ทำการติดต่อทันที

ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจประเภทเช่าชุดแต่งงาน สิ่งที่ กลุ่มเป้าหมาย ให้ความสำคัญคือการได้ทดลองสวมใส่จริง ดังนั้น หากเว็บไซต์หนึ่งมีการให้คลิกรับข้อเสนอทดลองใส่ฟรี 2 ชุด ไม่มีค่าลอง เฉพาะ 30 ท่านแรก (ในขณะที่เว็บไซต์อื่นๆ ไม่มีข้อเสนอดังกล่าว) ย่อมเป็นการกระตุ้นให้เกิดการคลิกลงทะเบียน และดึงดูดให้ลูกค้าเข้าไปติดต่อที่ร้านได้มากกว่า หรือหากเป็นธุรกิจบริการ อาจเสนอในลักษณะ การให้คำปรึกษาฟรี หรือฟรีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เป็นต้น 

หยุดใช้กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่ไม่ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย

กลุ่มเป้าหมาย และการเลือกช่องทางในการทำการตลาดเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการวางกลยุทธ์ และการวางแผนด้าน Key Message สำหรับการสื่อสาร ขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ ได้ที่ LINE: @pacymedia หรือ support@pacymedia.com